ผลต่างระหว่างรุ่นของ "ผลึก"

เพิ่มขึ้น 6,524 ไบต์ ,  7 ปีที่แล้ว
เพิ่มเนื้อหาที่ได้จากหนังสือเรื่อง 2014 ผลึกศาสตร์ สากลโลก
(ข้อมูลไม่ถูกต้องบางส่วน)
(เพิ่มเนื้อหาที่ได้จากหนังสือเรื่อง 2014 ผลึกศาสตร์ สากลโลก)
ป้ายระบุ: ผู้ใช้ใหม่เพิ่มลิงก์ไปยังเว็บอื่น
[[ไฟล์:Insulincrystals.jpg|thumb|250px|[[Insulin]]crystals]]
'''ผลึก''' ({{lang-en|crystal}}) เป็น[[ของแข็ง]]ที่มีองค์ประกอบเป็น[[อะตอม]] [[โมเลกุล]] หรือ [[ไอออน]] ซึ่งอยู่รวมกันอย่างมีระเบียบ เป็นรูปแบบที่ซ้ำกันและแผ่ขยายออกไปในเนื้อที่สามมิติ โดยทั่วไปสสารที่เป็น [[ของเหลว]] จะเกิดผลึกได้เมื่ออยู่ภายใต้กระบวนการโซลิดิฟิเคชัน (solidification) ภายใต้สภาวะที่สมบูรณ์ผลที่ได้จะเป็น [[ผลึกเดี่ยว]] (single crystal) ที่ซึ่งทุกอะตอมในของแข็งมีความพอดีที่จะอยู่ใน [[แลตทิช]] เดียวกัน หรือ [[โครงสร้างผลึก]]เดียวกัน แต่โดยทั่วไปจะเกิดหลายรูปแบบของผลึกในระหว่างโซลิดิฟิเคชัน ทำให้เกิดของแข็งที่เรียกว่า พอลิคริสตัลลีน (polycrystalline solid) ตัวอย่าง เช่น [[โลหะ]] ส่วนใหญ่ที่พบเห็นในชีวิตประจำวันจะเป็น พอลิคริสตัล (polycrystals) ผลึกที่โตคู่กันอย่างสมมาตร จะเกิดเป็นผลึกที่เรียกว่า [[ผลึกแฝด]] (crystal twins) [[โครงสร้างผลึก]]จะขึ้นอยู่กับสารเคมี สภาวะแวดล้อมขณะเกิดการแข็งตัวและความกดดันขณะนั้น กระบวนการเกิดโครงสร้างผลึกเราเรียกว่า'''[[คริสตัลไลเซชัน]]''' (crystallization)
 
'''ความสำคัญของผลึก''' ผลึก สามารถพบได้ทั่วไปในธรรมชาติ พบมากในการก่อตัวของหิน เช่น อัญมณีต่างๆ หรือแม้แต่รอบตัวเรา ในรูปของ[[น้ำตาล]] [[น้ำแข็ง]] และเกลือเม็ด เป็นต้น ความงดงามของผลึกเหล่านี้เป็นที่สนใจมาแต่ตั้งแต่ โบราณ ทั้งด้านความสมมาตรของรูปทรงและสีสรรที่หลากหลาย นักผลึกศาสตร์ในอดีต ใช้เรขาคณิตในการศึกษารูปทรงของผลึกที่พบได้ตามธรรมชาติ 5 มีคุณสมบัติเป็นคลื่นแสงพลังงานสูง มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เมื่อรังสีเอกซ์พุ่งกระทบกับวัตถุ อะตอมในวัตถุจะสามารถทำให้รังสีเอกซ์เกิดการกระเจิงได้ นักผลึกศาสตร์พบว่าการเรียงตัวของอะตอมอย่างเป็นระเบียบในผลึก ทำให้รังสีเอกซ์กระเจิงไปในทิศทางที่จำเพาะเท่านั้น จากข้อมูลความเข้มและทิศทางของรังสีเอกซ์ที่กระเจิงนี้ นักวิทยาศาสตร์สามารถสร้างภาพสามมิติของโครงสร้างของสารในผลึกได้ ผลึกจึงเป็นตัวอย่างที่เหมาะสมสำาหรับการศึกษาโครงสร้างของสารที่ให้ความละเอียดในระดับอะตอม ด้วยคุณสมบัติทั่วไปสามประการได้แก่ คุณสมบัติที่เป็นของแข็ง มีสามมิติ และมีการเรียงตัวของอะตอมอย่างเป็นระเบียบมาก และความสมมาตรสูง นักวิทยาศาสตร์สามารถศึกษาพันธะเคมี ที่ดึงดูดอะตอมเข้าด้วยกัน ตัวอย่างเช่น กราไฟท์หรือถ่านที่ทึบแสงและนิ่ม กับเพชรที่โปร่งแสงและแข็งมาก สารทั้งสองนี้มีส่วนประกอบทางเคมีที่เหมือนกัน คือธาตุคาร์บอนเท่านั้น การที่เพชรสามารถกระเจิงแสงได้ เกิดจากพันธะทางเคมีที่เรียงตัวเป็นระเบียบ ทำาให้เพชรแวววาว เรารู้โครงสร้างและพันธะเคมีของเพชร ได้จากศึกษาโครงสร้างผลึกด้วยรังสีเอก
 
'''ผลึกที่ฉีกกฎธรรมชาติ''' ในปี ค.ศ.1984 [[ดร.แดน เชท์มัน]] ค้นพบผลึกชนิดพิเศษที่มีรูปแบบการเรียงตัวของอะตอมอย่างไม่ต่อเนื่อง รูปแบบนี้ฉีกกฎที่เคยเชื่อกันว่า ผลึกต้องประกอบขึ้นด้วยรูปแบบสมมาตรชนิด 1, 2, 3, 4 และ 6 ด้านเท่านั้น จึงจะเกิดเป็นรูปทรงสามมิติได้ การค้นพบที่เปลี่ยนแปลงความเชื่อครั้งใหญนี้่ เกิดจากการศึกษาโลหะผสมระหว่างอลูมิเนียมและแมงกานีสด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน [[ดร.แดน เชชท์มัน]] สังเกตเห็นการจัดเรียงตัวแบบห้าเหลี่ยม ในผลึก และต่อมาผลึกในลักษณะนี้ เป็นที่รู้จักว่าเป็น “ผลึกเสมือน” การค้นพบนี้ทำให้ [[ดร.แดน เชท์มัน]] ได้รับ [[รางวัล โนเบล]] สาขาเคมี ในปี ค.ศ. 2011การเรียงตัวของอะตอมอย่างจำาเพาะในผลึกเสมือนเหล่านี้ มีผลต่อคุณสมบัติของวัตถุ ที่มักมีความแข็งแต่เปราะ คล้ายกระจก ทนทานต่อการ ผุกร่อน มีการนำผลึกเสมือนเหล่านี้ไปใช้ในอุปกรณ์หลายชนิดเช่น กระทะที่ป้องกันการติดของอาหาร อันที่จริงแล้ว รูปแบบที่พบในผลึกเสมือนนี้ เป็นที่รู้จักกันมานานแล้ว ดังที่เห็นได้จากผลงานอายุหลายร้อยปีของศิลปินชาว[[โมร็อกโก]]
 
== อ้างอิง ==
{{รายการอ้างอิง}}
http://www.rmutphysics.com/charud/naturemystery/sci2/metal/metal1.htm
http://www.rmutphysics.com/charud/naturemystery/sci3/snow/index.html
 
== ดูเพิ่ม ==
1

การแก้ไข