ผลต่างระหว่างรุ่นของ "พระไตรปิฎกภาษาทิเบต"

ไม่มีคำอธิบายอย่างย่อ
'''พระไตรปิฎกทิเบต''' หมายถึงคัมภีร์ทางพุทธศาสนาที่ได้รับการแปล และเขียนขึ้นในภาษาทิเบต ทั้งนี้ คำว่า พระไตรปิฏกที่ใช้ในบริบทนี้ มิได้หมายความว่า พุทธศาสนาแบบทิเบตแบ่งพระธรรมวินัยออกเป็ยน 3 หมวดหมู่ หรือ 3 ตระกร้า ตามธรรมเนียมของฝ่ายเถรวาท แต่เป็นการใช้คำว่าพระไตรปิฎกเพื่อเรียกคัมภีร์ทางพุทธศาสนาโดยรวม ที่พุทธศาสนาฝ่ายทิเบต หรือนิกายวัชรยานใช้ศึกษาพระธรรมวินัย อันประกอบด้วยพุทธวจนะ และปกรณ์ที่รจนาโดยพระคันถรจนาจารย์ต่างๆ
== พระไตรปิฎกภาษาทิเบต ==
 
พระไตรปิฎกทิเบต หมายถึงคัมภีร์ทางพุทธศาสนาที่ได้รับการแปล และเขียนขึ้นในภาษาทิเบต ทั้งนี้ คำว่า พระไตรปิฏกที่ใช้ในบริบทนี้ มิได้หมายความว่า พุทธศาสนาแบบทิเบตแบ่งพระธรรมวินัยออกเป็ยน 3 หมวดหมู่ หรือ 3 ตระกร้า ตามธรรมเนียมของฝ่ายเถรวาท แต่เป็นการใช้คำว่าพระไตรปิฎกเพื่อเรียกคัมภีร์ทางพุทธศาสนาโดยรวม ที่พุทธศาสนาฝ่ายทิเบต หรือนิกายวัชรยานใช้ศึกษาพระธรรมวินัย อันประกอบด้วยพุทธวจนะ และปกรณ์ที่รจนาโดยพระคันถรจนาจารย์ต่างๆ
 
 
== ประวัติ ==
การแปลคัมภีร์ทางพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นพระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม และปกรณ์ต่างๆ จากภาษาถิ่นอินเดีย โดยเฉพาะภาษาสันสกฤต มาเป็นภาษาทิเบตเริ่มต้นขึ้นในศตวรรษที่ 7 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ศาสนาพุทธได้รับการเผยแผ่เข้าสู่แผ่นดินทิเบตครั้งแรก
 
โดยในชั้นต้นเป็นการแยกกันแปลโดยคณะต่างๆ กัน กระทำโดยคณะผู้แปลทั้งชาวอินเดียและชาวท้องถิ่น ทั้งนี้ กษัตริย์องค์แรกที่ทรงอุปถัมภ์การจัดระเบียบการแปลพระไตรปิฎก คือ พระเจ้าตริเดซงเซน (khri-lde srong-btsen) กษัตริย์ทิเบตองค์ที่ 39 ครองราชย์ระหว่างปีค.ศ 776-815
การแปลคัมภีร์ทางพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นพระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม และปกรณ์ต่างๆ จากภาษาถิ่นอินเดีย โดยเฉพาะภาษาสันสกฤต มาเป็นภาษาทิเบตเริ่มต้นขึ้นในศตวรรษที่ 7 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ศาสนาพุทธได้รับการเผยแผ่เข้าสู่แผ่นดินทิเบตครั้งแรก
 
จนกระทั่งมาถึงช่วงศตวรรษที่ 9 กษัตริย์ทิเบตจึงทรงเริ่มให้การอุปถัมภ์การแปลอย่างจริงจัง และมีการจัดทำรายการบัญชีพระสูตรและศาสตร์ต่างๆ ที่ได้รับการแปลเป็นครั้งแรก รวมแล้วมีถึง 700 หัวเรื่อง <ref>Tibetan Literature: Studies in Genre, หน้า 70-94</ref>
โดยในชั้นต้นเป็นการแยกกันแปลโดยคณะต่างๆ กัน กระทำโดยคณะผู้แปลทั้งชาวอินเดียและชาวท้องถิ่น ทั้งนี้ กษัตริย์องค์แรกที่ทรงอุปถัมภ์การจัดระเบียบการแปลพระไตรปิฎก คือ พระเจ้าตริเดซงเซน (khri-lde srong-btsen) กษัตริย์ทิเบตองค์ที่ 39 ครองราชย์ระหว่างปีค.ศ 776-815
 
กระแปลพระคัมภีร์ขาดช่วงไปในระหว่างการกวาดล้างศาสนาพุทธโดยบัญชาของพระเจ้าลางดาร์มา (Glang dar ma) ในปีค.ศ 842 แต่เมื่อย่างเข้าสู่ศตวรรษที่ 10 กระบวนการแปลได้เริ่มต้นอีกครั้ง และเป็นไปอย่างคึกคัก กว้างขวาง พร้อมๆ กับที่ศาสนาพุทธได้รับการเผยแผ่อย่างไพศาลทั่วแผ่นดินทิเบตนับแต่นั้น เรียกอย่างเป็นทางการว่า การประกาศพระศาสนาครั้งที่ 2 (phyi dar) <ref>Tibetan Literature: Studies in Genre, หน้า 70-94</ref>
จนกระทั่งมาถึงช่วงศตวรรษที่ 9 กษัตริย์ทิเบตจึงทรงเริ่มให้การอุปถัมภ์การแปลอย่างจริงจัง และมีการจัดทำรายการบัญชีพระสูตรและศาสตร์ต่างๆ ที่ได้รับการแปลเป็นครั้งแรก รวมแล้วมีถึง 700 หัวเรื่อง <ref>Tibetan Literature: Studies in Genre, หน้า 70-94</ref>
 
นับแต่ศตวรรษที่ 10 เป็นต้นมา มีการจัดทำบัญชีรายชื่อพระคัมภีร์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นประจักษ์พยานของความยิ่งใหญ่ของกระบวนการแปล และการจัดระเบียบวรรณกรรมทางศาสนาของทิเบต จนกระทั่งถึงศตวรรษที่ 14 บูตน (Bu ston) พระนิกายสะจะ (Sakya) แห่งอารามชาลู ได้ทำการสำรวจและรวบรวม รวมถึงจัดทำบัญชีพระคัมภีร์เป็นครั้งสุดท้าย
กระแปลพระคัมภีร์ขาดช่วงไปในระหว่างการกวาดล้างศาสนาพุทธโดยบัญชาของพระเจ้าลางดาร์มา (Glang dar ma) ในปีค.ศ 842 แต่เมื่อย่างเข้าสู่ศตวรรษที่ 10 กระบวนการแปลได้เริ่มต้นอีกครั้ง และเป็นไปอย่างคึกคัก กว้างขวาง พร้อมๆ กับที่ศาสนาพุทธได้รับการเผยแผ่อย่างไพศาลทั่วแผ่นดินทิเบตนับแต่นั้น เรียกอย่างเป็นทางการว่า การประกาศพระศาสนาครั้งที่ 2 (phyi dar) <ref>Tibetan Literature: Studies in Genre, หน้า 70-94</ref>
 
นับแต่ศตวรรษที่ 10 เป็นต้นมา มีการจัดทำบัญชีรายชื่อพระคัมภีร์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นประจักษ์พยานของความยิ่งใหญ่ของกระบวนการแปล และการจัดระเบียบวรรณกรรมทางศาสนาของทิเบต จนกระทั่งถึงศตวรรษที่ 14 บูตน (Bu ston) พระนิกายสะจะ (Sakya) แห่งอารามชาลู ได้ทำการสำรวจและรวบรวม รวมถึงจัดทำบัญชีพระคัมภีร์เป็นครั้งสุดท้าย
ทั้งนี้ การจัดหมวดหมู่ ครั้งสำคัญเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 13 โดย จัมกักพักชี (Jam-gag pak-shi) นักบวชผู้มีสายเลือดราชนิกูลมองโกล ได้ร่วมกับอาจารย์ของท่าน ค้นคัมภีร์ต่างๆ ทุกเล่มที่มีอยู่ในทิเบตมารวบรวมไว้ จัดทำบัญชี และจัดหมวดหมู่ออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ ซึ่งในเวลาต่อมาเป็นแม่แบบให้กับการจัดหมวดหมู่พระไตรปิฎกทิเบตออกเป็น 2 กลุ่มดังที่เห็นในปัจจุบัน <ref>Traditional Cataloguing and Classification of Tibetan Literature, หน้า 50-60</ref>
 
 
== การจัดหมวดหมู่ ==
พระไตรปิฎกทิเบตออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ ได้แก่
 
'''กันจูร์ (หรือ bka'-'gyur)''' แปลว่า ''"พระสูตรแปล"'' ประกอบไปด้วยพุทธวจนะในรูปของพระสูตรต่างๆ เกือบทั้งหมดมีต้นฉบับเป็นภาษาสันสกฤต แต่ในบางกรณีได้รับการแปลจากภาษาจีน และภษาาอื่นๆ ที่แปลมาจากพระสูตรภาษาสันสกฤตอีกทอด
พระไตรปิฎกทิเบตออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ ได้แก่
 
'''เตนจูร์ (bstan-'gyur)''' หรือ ''"ศาสตร์แปล"'' ประกอบไปด้วยอรรถกา ศาสตร์ และปกรณ์วิเศษต่างๆ รวมถึงคัมภีร์ฝ่ายอภิธรรม ของทั้งสายมหายาน และนอกสายมหายาน เตนจูร์ ประกอบไปด้วย 3626 คัมภีร์ แบ่งออกเป็น 224 เล่มสมุดทิเบต
'''กันจูร์ (หรือ bka'-'gyur)''' แปลว่า ''"พระสูตรแปล"'' ประกอบไปด้วยพุทธวจนะในรูปของพระสูตรต่างๆ เกือบทั้งหมดมีต้นฉบับเป็นภาษาสันสกฤต แต่ในบางกรณีได้รับการแปลจากภาษาจีน และภษาาอื่นๆ ที่แปลมาจากพระสูตรภาษาสันสกฤตอีกทอด
 
กันจูร์ มีการจัดหมวดหมู่ที่ไม่เหมือนพระไตรปิฎกภาษาบาลี และภาษาจีน หรืออาจกล่าวได้ว่า ทั้ง 3 ฉบับมีการจัดหมวดหมู่ที่แตกต่างกันแทบจะโดยสิ้นเชิง ในส่วนของพากย์ภาษาทิเบตนั้น ในชั้นแรกมีการจัดหมวดหมู่โดย อัยเชิญพระสูตรฝ่ายมหายานขึ้นนำก่อน ตามด้วยพระสูตรฝ่ายเถรวาท ทั้งนี้ ในส่วนพระสูตรฝ่ายมหายานนั้น นำโดยพระสูตรหลักก่อน อาทิ พระสูตรปรัชญาปารมิตา ตามด้วยพระสูตรสายอวตังสกะ และพระสูตรสายรัตนกูฏ ติดตามด้วยพระสูตรปกิณกะ และปิดท้ายด้วยคัมภีร์ฝ่ายตันตระ และพระวินัย จากนั้นจึงตามด้วยพระสูตรฝ่ายเถรวาท การจัดพระสูตรในลักษณะนี้ ปรากฏขึ้นครั้งแรก ในการทำบัญชีพระคัมภีร์ครั้งแรกเมื่อราวศตวรรษที่ 7 เรียกว่าบัญชีดันการ์มะ (lDan kar ma) <ref>Tibetan Literature: Studies in Genre, หน้า 70-94</ref>
'''เตนจูร์ (bstan-'gyur)''' หรือ ''"ศาสตร์แปล"'' ประกอบไปด้วยอรรถกา ศาสตร์ และปกรณ์วิเศษต่างๆ รวมถึงคัมภีร์ฝ่ายอภิธรรม ของทั้งสายมหายาน และนอกสายมหายาน เตนจูร์ ประกอบไปด้วย 3626 คัมภีร์ แบ่งออกเป็น 224 เล่มสมุดทิเบต
 
ในเวลาต่อมาการจัดหมวดหมู่ในกันจูร์เปลี่ยนไป โดยในช่วงศตวรรษที่ 14 - 15 มีการจัดหมวดหมู่ออกเป็น'''พระวินัย (Dul ba ), พระสูตร (mDo)''' และ'''คัมภีร์ตันตระ (rGyud)''' การแบ่งในทำนองนี้ ทำให้กันจูร์ มีลักษณะคล้ายกับพระไตรปิฏกไปโดยปริยาย เพียงแต่เปลี่ยนจากพระอภิธรรม เป็น คัมภีร์ตันตระ
กันจูร์ มีการจัดหมวดหมู่ที่ไม่เหมือนพระไตรปิฎกภาษาบาลี และภาษาจีน หรืออาจกล่าวได้ว่า ทั้ง 3 ฉบับมีการจัดหมวดหมู่ที่แตกต่างกันแทบจะโดยสิ้นเชิง ในส่วนของพากย์ภาษาทิเบตนั้น ในชั้นแรกมีการจัดหมวดหมู่โดย อัยเชิญพระสูตรฝ่ายมหายานขึ้นนำก่อน ตามด้วยพระสูตรฝ่ายเถรวาท ทั้งนี้ ในส่วนพระสูตรฝ่ายมหายานนั้น นำโดยพระสูตรหลักก่อน อาทิ พระสูตรปรัชญาปารมิตา ตามด้วยพระสูตรสายอวตังสกะ และพระสูตรสายรัตนกูฏ ติดตามด้วยพระสูตรปกิณกะ และปิดท้ายด้วยคัมภีร์ฝ่ายตันตระ และพระวินัย จากนั้นจึงตามด้วยพระสูตรฝ่ายเถรวาท การจัดพระสูตรในลักษณะนี้ ปรากฏขึ้นครั้งแรก ในการทำบัญชีพระคัมภีร์ครั้งแรกเมื่อราวศตวรรษที่ 7 เรียกว่าบัญชีดันการ์มะ (lDan kar ma) <ref>Tibetan Literature: Studies in Genre, หน้า 70-94</ref>
 
อย่างไรก็ตามการจัดหมวดหมู่ทำนองนี้ ยังมีนัยยะจากการจัดหมวดตามแนวคิดเรื่อง ยาน ทั้ง 3 กล่าวคือ ในทิศนะของชาวพุทธทิเบตนั้น พระวินัย หมายถึงครรลองของฝ่ายเถรวาท หรือหีนยาน พระสูตรหมายถึงครรลองฝ่ายมหายาน และตันตระหมายถึงครรลองฝ่ายวัชรยาน <ref>Tibetan Literature: Studies in Genre, หน้า 70-94</ref>
ในเวลาต่อมาการจัดหมวดหมู่ในกันจูร์เปลี่ยนไป โดยในช่วงศตวรรษที่ 14 - 15 มีการจัดหมวดหมู่ออกเป็น'''พระวินัย (Dul ba ), พระสูตร (mDo)''' และ'''คัมภีร์ตันตระ (rGyud)''' การแบ่งในทำนองนี้ ทำให้กันจูร์ มีลักษณะคล้ายกับพระไตรปิฏกไปโดยปริยาย เพียงแต่เปลี่ยนจากพระอภิธรรม เป็น คัมภีร์ตันตระ
 
อย่างไรก็ตามการจัดหมวดหมู่ทำนองนี้ ยังมีนัยยะจากการจัดหมวดตามแนวคิดเรื่อง ยาน ทั้ง 3 กล่าวคือ ในทิศนะของชาวพุทธทิเบตนั้น พระวินัย หมายถึงครรลองของฝ่ายเถรวาท หรือหีนยาน พระสูตรหมายถึงครรลองฝ่ายมหายาน และตันตระหมายถึงครรลองฝ่ายวัชรยาน <ref>Tibetan Literature: Studies in Genre, หน้า 70-94</ref>
 
== องค์ประกอบของกันจูร์ ==
จากแม่พิมพ์ของวัดเดเก ปาร์คัง (Dega Parkhang) ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่จัดพิมพ์ และรวบรวมคัมภีร์ทางศาสนาของทิเบตที่สำคัญ พบว่า ตันจูร์ ประกอบไปด้วยพระธรรมวินัยที่แปลจากภาษาสันสกฤต 108 เล่ม แบ่งออกเป็น 9 ส่วนหลักรวบรวมพระธรรมวินัย 1,108 เรื่อง จำนวนทั้งหมด 3,707 หน้าสมุดทิเบต ดังต่อไปนี้
 
จากแม่พิมพ์ของวัดเดเก ปาร์คัง (Dega Parkhang) ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่จัดพิมพ์ และรวบรวมคัมภีร์ทางศาสนาของทิเบตที่สำคัญ พบว่า ตันจูร์ ประกอบไปด้วยพระธรรมวินัยที่แปลจากภาษาสันสกฤต 108 เล่ม แบ่งออกเป็น 9 ส่วนหลักรวบรวมพระธรรมวินัย 1,108 เรื่อง จำนวนทั้งหมด 3,707 หน้าสมุดทิเบต ดังต่อไปนี้
 
#
#
# '''บัญชีเรื่องกันจูร์ -''' ฉบับของ ซีถู โชจี จุงเน - 1 เล่ม 171 หน้า <ref>The listing of scripture</ref>
 
 
== องค์ประกอบของเตนจูร์ ==
จากแม่พิมพ์ของวัดเดเก ปาร์คัง พบว่า เตนจูร์ประกอบไปด้วย คัมภีร์ต่างๆ 213 เล่ม แบ่งออกเป็น 17 ส่วนหลัก รวบรวมเอาอรรถกา ฎีกา คันถี ปกรณ์วิเศษ และสรรพศาสตร์ต่างๆ จำนวน 3,354 เรื่อง เป็นผลงานของพระคันถรจนาจารย์ 700 ท่าน รวมทั้งสิ้น 64,200 หน้าสมุดทิเบต ดังต่อไปนี้
 
จากแม่พิมพ์ของวัดเดเก ปาร์คัง พบว่า เตนจูร์ประกอบไปด้วย คัมภีร์ต่างๆ 213 เล่ม แบ่งออกเป็น 17 ส่วนหลัก รวบรวมเอาอรรถกา ฎีกา คันถี ปกรณ์วิเศษ และสรรพศาสตร์ต่างๆ จำนวน 3,354 เรื่อง เป็นผลงานของพระคันถรจนาจารย์ 700 ท่าน รวมทั้งสิ้น 64,200 หน้าสมุดทิเบต ดังต่อไปนี้
 
#
 
== พระไตรปิฎกทิเบตฉบับต่างๆ ==
พระไตรปิฎกทิเบตได้รับการเผยแพร่ผ่านระบบการพิมพ์ด้วยแม่พิพม์แกะไม้ (Woodcut) เป็นส่วนใหญ่ จึงมีความแพร่หลายระดับหนึ่ง หากจะแบ่งฉบับต่างๆ ต่ามสำนักพิมพ์แล้ว จะมี 3 แห่งที่สำคัญ คือ ฉบับโรงพิมพ์ที่กรุงลาซา ฉบับโรงพิมพ์ที่นาร์ทัง และฉบับโรงพมพ์เดเก ปัจจุบันเหลือเพียงโรงพิมพ์ที่เดเก เท่านั้นที่ยังจัดพิมพ์คัมภีร์แบบเดิมอยู่ ส่วนที่นาร์ทัง ถูกทำลายไปในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม
 
ทั้งนี้ ยังมีการจัดแบ่งฉบับต่างๆ ตามสถานที่ค้นพบ ผู้รวบรวม และสถานที่รวบรวมคัมภีร์อาทิเช่น ฉบับหย่งเล่อ รวบรวมขึ้นในสมัยจักรพรรดิหย่งเล่อ แห่งราชวงศ์หมิงของจีน (ค.ศ. 1410) ฉบับว่านหลี่ รวบรวมขึ้นในสมัยจักรพรรดิว่านหลี่แห่งราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1606) ฉบับคังซี รวบรวมขึ้นในสมัยจักรพรรดิคังซี แห่งราชวงศ์ชิง (ค.ศ. 1684–92)
พระไตรปิฎกทิเบตได้รับการเผยแพร่ผ่านระบบการพิมพ์ด้วยแม่พิพม์แกะไม้ (Woodcut) เป็นส่วนใหญ่ จึงมีความแพร่หลายระดับหนึ่ง หากจะแบ่งฉบับต่างๆ ต่ามสำนักพิมพ์แล้ว จะมี 3 แห่งที่สำคัญ คือ ฉบับโรงพิมพ์ที่กรุงลาซา ฉบับโรงพิมพ์ที่นาร์ทัง และฉบับโรงพมพ์เดเก ปัจจุบันเหลือเพียงโรงพิมพ์ที่เดเก เท่านั้นที่ยังจัดพิมพ์คัมภีร์แบบเดิมอยู่ ส่วนที่นาร์ทัง ถูกทำลายไปในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม
 
ทั้งนี้ ยังมีการจัดแบ่งฉบับต่างๆ ตามสถานที่ค้นพบ ผู้รวบรวม และสถานที่รวบรวมคัมภีร์อาทิเช่น ฉบับหย่งเล่อ รวบรวมขึ้นในสมัยจักรพรรดิหย่งเล่อ แห่งราชวงศ์หมิงของจีน (ค.ศ. 1410) ฉบับว่านหลี่ รวบรวมขึ้นในสมัยจักรพรรดิว่านหลี่แห่งราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1606) ฉบับคังซี รวบรวมขึ้นในสมัยจักรพรรดิคังซี แห่งราชวงศ์ชิง (ค.ศ. 1684–92)
 
นอกจากนี้ ยังมีฉบับอูรกา (Urga Kanjur) พบที่กรุงอูลัน บาตอร์ ประเทศมองโกเลีย ฉบับโชเน (Cone Kanjur) พบที่เขตโชเน ทางตอนใต้ของทิเบต ฉบับมูตัง (Mustang Kangyur) พบที่แคว้นมูตัง ทางตอนเหนือของเนปาล เป็นต้น <ref> 藏文《大藏经》知识答读者问</ref> <ref> 恢弘的藏文《大藏经》</ref> <ref>几种藏文《大藏经》版本的异同比较</ref>
 
นอกจากนี้ ยังมีฉบับอูรกา (Urga Kanjur) พบที่กรุงอูลัน บาตอร์ ประเทศมองโกเลีย ฉบับโชเน (Cone Kanjur) พบที่เขตโชเน ทางตอนใต้ของทิเบต ฉบับมูตัง (Mustang Kangyur) พบที่แคว้นมูตัง ทางตอนเหนือของเนปาล เป็นต้น <ref> 藏文《大藏经》知识答读者问</ref> <ref> 恢弘的藏文《大藏经》</ref> <ref>几种藏文《大藏经》版本的异同比较</ref>
 
== อ้างอิง ==
{{รายการอ้างอิง}}
 
== บรรณานุกรม ==
*
* Jose Ignacio Cabezon (Editor). (1996). Tibetan Literature: Studies in Genre. Boston: Snow Lion.
*
* Traditional Cataloguing and Classification of Tibetan Literature" (English) Dharamsala: LTWA Tibetan Journal, XXX- no- 2, Summer 2005.
*
* The listing of scripture จาก http://www.degeparkhang.org/sutra-en.htm
*
* 藏文《大藏经》知识答读者问
*
* 恢弘的藏文《大藏经》
*
* 几种藏文《大藏经》版本的异同比较