ผลต่างระหว่างรุ่นของ "กล้วย"

 
== ลักษณะทางพฤษศาสตร์ ==
[[ไฟล์:Banana corm.jpg|thumb|upright|alt=Photo of a banana corm growing from loamy soil|หัวกล้วย เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ {{convert|25|cm|in|abbr=on|0}}]]
 
กล้วยเป็นไม้ดอก[[ไม้ล้มลุก|ล้มลุก]]ขนาดใหญ่<ref name=PicqINIB00/>[1] ทุกส่วนเหนือพื้นดินของกล้วยเจริญจากส่วนที่เรียกว่า "[[หัว]]" หรือ "เหง้า"{{sfn|Stover|Simmonds|1987|pp=5–9}}[2] ปกติแล้ว ต้นกล้วยจะสูงและแข็งแรงพอสมควร ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็น[[ต้นไม้]]เป็นต้นไม้ ซึ่งแท้จริงแล้วส่วนที่คล้ายกับลำต้นคือ "ลำต้นเทียม" (pseudostem) ใบของกล้วยประกอบด้วย "ก้านใบ" (petiole) และแผ่นใบ (lamina) ฐานก้านใบแผ่ออกเป็นกาบ กาบที่รวมตัวกันอย่างหนาแน่นทำให้เกิดลำต้นเทียม มีหน้าที่ชูก้านใบ พยุงให้พืชตั้งตรงดูคล้ายต้นไม้ เมื่อแรกเจริญขอบของกาบจะจรดกันคล้ายท่อ เมื่อมีใบเจริญขึ้นใหม่ที่ใจกลางลำต้นเทียม ขอบกาบที่จรดกันนั้นก็จะแยกออกจากกัน{{sfn|Stover|Simmonds|1987|pp=13–17}} พันธุ์กล้วยนั้นมีความผันแปรมากขึ้นอยู่กับพันธุ์ปลูกและสภาพแวดล้อม โดยมาก สูงประมาณ {{convert|5|m|ft|abbr=on|0}} จาก 'กล้วยหอมแคระ (Dwarf Cavendish)' ซึ่งสูงประมาณ {{convert|3|m|ft|abbr=on|0}} ไปจนถึง 'กล้วยหอมทอง (Gros Michel)' ที่สูงประมาณ {{convert|7|m|ft|abbr=on|0}} หรือมากกว่า{{sfn|Nelson|Ploetz|Kepler|2006|p=26}}{{sfn|Ploetz|Kepler|Daniells|Nelson|2007|p=12}} ใบแรกเจริญจะขดเป็นเกลียวก่อนที่จะแผ่ออก อาจยาวได้ถึง {{convert|2.7|m|ft}} และกว้าง {{convert|60|cm|ft|abbr=on}}<ref>{{cite web|url=http://www.hort.purdue.edu/newcrop/morton/banana.html |title=Banana from '&#39;Fruits of Warm Climates'&#39; by Julia Morton |publisher=Hort.purdue.edu |accessdate=2009-04-16| archiveurl= http://web.archive.org/web/20090415160027/http://www.hort.purdue.edu/newcrop/morton/banana.html| archivedate=2009-04-15 }}</ref> แผ่นใบมีขนาดใหญ่ ปลายใบมน รูปใบขอบขนาน โคนใบมน มีสีเขียว<ref name="สารานุกรม"/> ใบฉีกขาดได้ง่ายจากลม ทำให้บางครั้งมองดูคล้ายใบเฟิร์น<ref>Greenearth, Inc., [http://www.bananaplants.net/banananinfo.html Banana Plant Growing Info]. Retrieved 2008-12-20.</ref> รากเป็นระบบรากฝอย แผ่ไปทางด้านกว้างมากกว่าทางแนวดิ่งลึกกา
 
บจะจรดกันคล้ายท่อ เมื่อมีใบเจริญขึ้นใหม่ที่ใจกลางลำต้นเทียม ขอบกาบที่จรดกันนั้นก็จะแยกออกจากกัน[3] พันธุ์กล้วยนั้นมีความผันแปรมากขึ้นอยู่กับพันธุ์ปลูกและสภาพแวดล้อม โดยมาก สูงประมาณ 5 เมตร (16 ฟุต) จาก 'กล้วยหอมแคระ (Dwarf Cavendish)' ซึ่งสูงประมาณ 3 เมตร (10 ฟุต) ไปจนถึง 'กล้วยหอมทอง (Gros Michel)' ที่สูงประมาณ 7 เมตร (23 ฟุต) หรือมากกว่า[4][5] ใบแรกเจริญจะขดเป็นเกลียวก่อนที่จะแผ่ออก อาจยาวได้ถึง 2.7 เมตร (8.9 ฟุต) และกว้าง 60 ซม (2.0 ฟุต)[6] แผ่นใบมีขนาดใหญ่ ปลายใบมน รูปใบขอบขนาน โคนใบมน มีสีเขียว[7] ใบฉีกขาดได้ง่ายจากลม ทำให้บางครั้งมองดูคล้ายใบเฟิร์น[8] รากเป็นระบบรากฝอย แผ่ไปทางด้านกว้างมากกว่าทางแนวดิ่งลึก
[[ไฟล์:Banana Tree 01.jpg|left|thumb|ต้นกล้วยที่มีผลและหัวปลี]]
เมื่อกล้วยเจริญเติบโตเต็มที่ หัวจะสร้างใบสุดท้ายที่เรียกว่า "ใบธง"<ref name="สารานุกรม"/> จากนั้นจะหยุดสร้างใบใหม่ และเริ่มสร้างช่อดอก (inflorescence) ลำต้นที่มีช่อดอกอ่อนบรรจุอยู่ จะพัฒนาขึ้นภายในลำต้นเทียม จนในที่สุดมันก็โผล่ออกที่ด้านบนลำต้นเทียม{{sfn|Stover|Simmonds|1987|pp=9–13}} แต่ละลำต้นเทียมจะสร้างช่อดอกเพียงช่อเดียว ซึ่งรู้จักกันในชื่อ "ปลี (banana heart)" (บางครั้งมีกรณีพิเศษ เช่นกล้วยใน[[ประเทศฟิลิปปินส์]]สร้างปลีขึ้นมาห้าหัว<ref>{{cite news | url = http://www.abs-cbnnews.com/classified-odd/05/13/08/banana-plant-five-hearts-instant-hit-negros-occ | storyid=118085 | title = Banana plant with five hearts is instant hit in Negros Occ | last = Angolo | first = A. | publisher = [[ABS-CBN Broadcasting Corporation]] | date = May 15, 2008 | accessdate = 2008-05-17 }}</ref>) ช่อดอกประกอบด้วยกลุ่มของช่อดอกย่อยเป็นกลุ่มๆ มีใบประดับสีม่วงแดงหรือที่เรียกว่า "กาบปลี"<ref name="สารานุกรม">[http://kanchanapisek.or.th/kp6/New/sub/book/book.php?book=30&chap=6&page=chap6.htm กล้วย], สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 30</ref> (บางครั้งมีการเข้าใจผิดเรียกเป็นกลีบดอก) ระหว่างแถวของช่อดอกย่อย ช่อดอกย่อยแต่ละช่อมีดอกเรียงซ้อนกันอยู่ 2 แถว ดอกตัวเมีย (ที่สามารถเจริญเป็นผลได้) จะอยู่ในช่อดอกย่อยที่บริเวณโคนปลี (ใกล้กับใบ) ดอกตัวผู้จะอยู่ที่ปลายปลี หรือส่วนที่เรียกว่า "หัวปลี"<ref name="สารานุกรม"/> รังไข่อยู่ต่ำกว่าซึ่งหมายความว่ากลีบดอกขนาดเล็กและส่วนอื่นๆ ของดอกจะอยู่ในปลายรังไข่{{sfn|Office of the Gene Technology Regulator|2008}} หลังให้ผล ลำต้นเทียมจะตายลง แต่หน่อหรือตะเกียงจะพัฒนาขึ้นจากตา (bud) ที่หัว ส่งผลให้กล้วยเป็นพืชหลายปี หากเกิดขึ้นหลายหน่อพร้อมกันจะเรียกว่า "การแตกกอ"<ref name="สารานุกรม"/> ในระบบการเพาะปลูก จะอนุญาตให้เจิญเติบโตเพียงหน่อเดียวเท่านั้นเพื่อให้ง่ายต่อการจัดสรรพื้นที่{{sfn|Stover|Simmonds|1987|pp=244–247}}
 
====
ผลกล้วยพัฒนาจากดอกเพศเมีย กลุ่มของดอกเพศเมีย 1 กลุ่มเจริญเป็นผลเรียกว่า "หวี (hands)" ซึ่งหวีหนึ่งๆ มีผลกล้วยประมาณ 20 ผล กลุ่มหวีบนช่อดอกเจริญเป็น "เครือ (banana stem)" ซึ่งอาจมี 3-20 หวี ผลของกล้วยมีการเจริญได้โดยไม่ต้องผสมพันธุ์ จึงทำให้กล้วยส่วนใหญ่ไม่มีเมล็ด<ref name="สารานุกรม"/> กล้วยมันแสตมป์มัน
[[ไฟล์:Banana Tree 01.jpg|left|thumb|ต้นกล้วยที่มีผลและหัวปลี]] ====
เมื่อกล้วยเจริญเติบโตเต็มที่ หัวจะสร้างใบสุดท้ายที่เรียกว่า "ใบธง"<ref name="สารานุกรม"/>[7] จากนั้นจะหยุดสร้างใบใหม่ และเริ่มสร้างช่อดอก (inflorescence) ลำต้นที่มีช่อดอกอ่อนบรรจุอยู่ จะพัฒนาขึ้นภายในลำต้นเทียม จนในที่สุดมันก็โผล่ออกที่ด้านบนลำต้นเทียม{{sfn|Stover|Simmonds|1987|pp=9–13}}[9] แต่ละลำต้นเทียมจะสร้างช่อดอกเพียงช่อเดียว ซึ่งรู้จักกันในชื่อ "ปลี (banana heart)" (บางครั้งมีกรณีพิเศษ เช่นกล้วยใน[[ประเทศฟิลิปปินส์]]สร้างปลีขึ้นมาห้าหัว<ref>{{cite news | url = http://www.abs-cbnnews.com/classified-odd/05/13/08/banana-plant-five-hearts-instant-hit-negros-occ | storyid=118085 | title = Banana plant with five hearts is instant hit in Negros Occ | last = Angolo | first = A. | publisher = [[ABS-CBN Broadcasting Corporation10]] | date = May 15, 2008 | accessdate = 2008-05-17 }}</ref>) ช่อดอกประกอบด้วยกลุ่มของช่อดอกย่อยเป็นกลุ่มๆ มีใบประดับสีม่วงแดงหรือที่เรียกว่า "กาบปลี"<ref name="สารานุกรม">[http://kanchanapisek.or.th/kp6/New/sub/book/book.php?book=30&chap=6&page=chap6.htm กล้วย7], สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 30</ref> (บางครั้งมีการเข้าใจผิดเรียกเป็นกลีบดอก) ระหว่างแถวของช่อดอกย่อย ช่อดอกย่อยแต่ละช่อมีดอกเรียงซ้อนกันอยู่ 2 แถว ดอกตัวเมีย (ที่สามารถเจริญเป็นผลได้) จะอยู่ในช่อดอกย่อยที่บริเวณโคนปลี (ใกล้กับใบ) ดอกตัวผู้จะอยู่ที่ปลายปลี หรือส่วนที่เรียกว่า "หัวปลี"<ref name="สารานุกรม"/>[7] รังไข่อยู่ต่ำกว่าซึ่งหมายความว่ากลีบดอกขนาดเล็กและส่วนอื่นๆ ของดอกจะอยู่ในปลายรังไข่{{sfn|Office of the Gene Technology Regulator|2008}}[11] หลังให้ผล ลำต้นเทียมจะตายลง แต่หน่อหรือตะเกียงจะพัฒนาขึ้นจากตา (bud) ที่หัว ส่งผลให้กล้วยเป็นพืชหลายปี หากเกิดขึ้นหลายหน่อพร้อมกันจะเรียกว่า "การแตกกอ"<ref name="สารานุกรม"/>[7] ในระบบการเพาะปลูก จะอนุญาตให้เจิญเติบโตเพียงหน่อเดียวเท่านั้นเพื่อให้ง่ายต่อการจัดสรรพื้นที่{{sfn|Stover|Simmonds|1987|pp=244–247}} [12]
ผลกล้วยพัฒนาจากดอกเพศเมีย กลุ่มของดอกเพศเมีย 1 กลุ่มเจริญเป็นผลเรียกว่า "หวี (hands)" ซึ่งหวีหนึ่งๆ มีผลกล้วยประมาณ 20 ผล กลุ่มหวีบนช่อดอกเจริญเป็น "เครือ (banana stem)" ซึ่งอาจมี 3-20 หวี ผลของกล้วยมีการเจริญได้โดยไม่ต้องผสมพันธุ์ จึงทำให้กล้วยส่วนใหญ่ไม่มีเมล็ด<ref name="สารานุกรม"/>[7] กล้วยมันแสตมป์มัน
 
 
[[ไฟล์:M. acuminata x balbisiana female flower detail.jpg|thumb|right|ดอกตัวเมีย (ซึ่งจะเจริญไปเป็นผล) มีกลีบดอกและส่วนอื่นที่ปลายรังไข่ (รังไข่อยู่ต่ำกว่า (inferior))]]
ผลกล้วยได้รับการบรรยายเป็น "leathery berry (ลูกเบอร์รี่ที่คล้ายแผ่นหนัง)"<ref>James P. Smith, ''Vascular Plant Families''. Mad River Press, 1977.</ref>[13] มีชั้นป้องกันภายนอก (เปลือก) มีสายบางๆ ตามยาว (มัดท่อลำเลียงโฟลเอ็ม) อยู่ระหว่างเปลือกและส่วนที่รับประทานได้ภายใน เนื้อกล้วยมีเนื้อนิ่มสีเหลือง มีรสหวานคล้ายขนม เมล็ดกล้วยมีลักษณะกลมเล็ก บางพันธุ์มีขนาดใหญ่ เปลือกหนาแข็ง มีสีดำ สำหรับในสายพันธุ์ปลูก เมล็ดกล้วยมีขนาดเล็กมากเกือบจะไม่มีเลย เหลือแค่เพียงจุดสีดำเล็กๆ ภายในเนื้อกล้วยเท่านั้น<ref name="simmonds1962">{{cite journal|author=N.W. Simmonds|year=1962|title=Where our bananas come from|journal=New Scientist|volume=16|issue=307|pages=36-39|publisher=Reed Business Information|issn=0262-4079|url=http://books.google.com/books?id=ooQ6YhL3rtMC&lpg=PA1&pg=PA36#v=onepage&q&f=false|accessdate=June 11, 2011 }}</ref>[14]
 
== อนุกรมวิธาน ==
ผู้ใช้นิรนาม