ผลต่างระหว่างรุ่นของ "สงครามอ่าว"

เพิ่มขึ้น 16,013 ไบต์ ,  8 ปีที่แล้ว
(ย้อนการแก้ไขของ Horus (พูดคุย) ไปยังรุ่นก่อนหน้าโดย Elite501st)
 
ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 ขีปนาวุธสกั๊ดลูกหนึ่งตกใส่ค่ายกองทหารพลาธิการที่ 14 ของสหรัฐใน[[ดาห์ราน]] ประเทศซาอุดิอาระเบีย สังหารทหารไป 28 นายและบาดเจ็บอีกกว่า 100 นาย<ref name="iraqwatch.org">{{cite web|url=http://www.iraqwatch.org/government/US/Pentagon/dodscud.htm |title=DOD: Information Paper- Iraq's Scud Ballistic Missiles |publisher=Iraqwatch.org |accessdate=18 March 2010}}</ref>
===ยุทธการคาฟจิ===
== การทัพทางบก ==
{{Unreferenced section|date=February 2012}}
กองกำลังผสมได้ครอบครองพื้นที่ในอากาศด้วยความได้เปรียบทางเทคโนโลยี แต่ทางบกนั้นกองกำลังถูกมองว่าเทียบกันไม่ได้ กองกำลังทางบกของกองกำลังผสมนั้นได้เปรียบด้วยการที่สามารถปฏิบัติการภายใต้การป้องกันทางอากาศ ซึ่งเป็นเพราะว่ากองทัพอากาศเฝ้าน่านฟ้าก่อนหน้าที่จะมีการบุก กองกำลังผสมมีสองปัจจัยสำคัญในความได้เปรียบทางเทคโนโลยี คือ
{{Main|ยุทธการคาฟจิ}}
# [[รถถังประจัญบานหลัก]]ของกองกำลังผสมคือ[[เอ็ม1 เอบรามส์]]ของสหรัฐ [[ชาเลนเจอร์ 1 (รถถัง)|ชาเลนเจอร์ 1]] ของอังกฤษ และ[[เอ็ม-84|เอ็ม-84เอบี]]ของคูเวต พวกมันล้วนเหนือกว่า[[ที-72]] ของโซเวียตที่ใช้โดยอิรัก ด้วยการที่พวกมันมีลูกเรือที่ได้รับการฝึกมาดีและกองยานเกราะที่เหนือกว่า;
[[Image:Battle of Khafji 1991.svg|thumb|ปฏิบัติการทางทหารในยุทธการคาฟจิ]]
# การใช้[[จีพีเอส]]ทำให้กองกำลังผสมสามารถหาทางได้โดยไม่ต้องพึ่งถนนหรือจุดสังเกต เมื่อรวมกับการสอดแนมทางอากาศทำให้พวกเขามีความได้เปรียบทางการเคลื่อนพลมากกว่าการโต้กลับ พวกเขารู้ว่าตนเองอยู่ที่ไหนและศัตรูอยู่ที่ไหน ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถทำการโจมตีได้อย่างแม่นยำ
 
ในวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2534 กองกำลังอิรักได้เข้าโจมตีและยึดครองเมือง[[คาฟจิ]]ที่แทบจะไร้การป้องกันของซาอุ ยุทธการคาฟจิสิ้นสุดลงในอีกสองวันต่อมาเมื่อกองกำลังอิรักถูกรุกตีโดย[[กองกำลังป้องกันชาติซาอุดิอาระเบีย]]และ[[กองทัพน้อยนาวิกโยธินสหรัฐ]]ที่สนับสนุนโดยกองกำลังจากกาตาร์ กองกำลังชาติพันธมิตรได้ให้[[การสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิด]]และการระดมยิงด้วยปืนใหญ่
=== เริ่มบุกเข้าอิรัก ===
ขั้นตอนการบุกทางบกใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า[[ปฏิบัติการดีเซิร์ทเซเบอร์]]<ref>http://www.globalsecurity.org/military/ops/desert_sabre.htm</ref> หน่วยแรกที่เคลื่อนที่เข้าอิรักคือทีมลาดตระเวนสามทีมจากหน่วย[[Special Air Service|เอสเอเอส]]ของอังกฤษ โดยใช้ชื่อรหัสว่า[[บราโววันซีโร่]] [[บราโวทูซีโร่]] และ[[บราโวทรีซีโร่]] กลุ่มลาดตระเวนที่ประกอบด้วยทหารแปดนายเหล่านี้ได้แทรกซึมเข้าไปหลังแนวของอิรักเพื่อรวบรวมข้อมูลของ[[ขีปนาวุธสกั๊ด]]ซึ่งมองเห็นได้ยากจากทางอากาศ ในตอนกลางวันพวกมันจะถูกซ่อนเอาไว้ซ่อนตัวใต้สะพานและลายพราง เป้าหมายอื่นๆ รวมทั้งการทำลายเครื่องยิงขีปนาวุธและการสื่อสารที่อยู่ในท่อ
 
ทั้งสองฝ่ายล้วนสูญเสียเป็นจำนวนมาก แม้ว่าทางอิรักจะมีการสูญเสียมากกว่าเล็กน้อย มีทหารอเมริกัน 11 นายถูกสังหารในเหตุยิงกันเองสองครั้ง รวมกับทหารอากาศอีก 14 นายที่เสียชีวิตจากเครื่อง[[เอซี-130]] ที่ถูกยิงตกโดยอิรัก และมีทหารอีกสองนายถูกจับเป็บเชลย กองกำลังของซาอุและกาตาร์สูญเสียทหารรวมกัน 18 นาย ส่วนอิรักสูญเสียทหารไป 60-300 นายและถูกจับอีก 400 นาย
ส่วนของกองพันทหารม้าที่ 1 ของสหรัฐได้ทำการสอดแนมในอิรักเมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2534 ตามมาด้วยการเข้าทำลายกองทหารของอิรักในวันที่ 20 กุมภาพันธ์{{Citation needed|date=February 2009}} ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 อิรักได้ตกลงตามข้อตกลงหยุดยิงที่เสนอโดยโซเวียต ข้อตกลงนั้นระบุให้อิรักถอนทหารออกไปยังตำแหน่งก่อนการบุกภายใน 6 สัปดาห์หลังจากการหยุดยิง และระบุให้มีการเฝ้าตรวจตราการหยุดยิงโดยสภาความมั่นคงของยูเอ็น กองกำลังผสมได้ปฏิเสธข้อเสนอแต่กล่าวว่าการถอนกำลังของอิรักจะไม่ถูกขัดขวาง {{Citation needed|date=February 2009}} และให้เวลา 24 ชั่วโมงกับอิรักเพื่อเริ่มถอนกำลัง ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ผลของการต่อสู้ทำให้มีทหารอิรัก 500 ถูกจับ ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์กองยานเกราะของอังกฤษและสหรัฐได้ข้ามชายแดนของอิรัก-คูเวตและเข้าสู่อิรัก พวกเขาจับเชลยได้เป็นจำนวนมาก การต่อต้านของอิรักมีน้อยมากและมีทหารอเมริกันเพียง 4 นายเท่านั้นที่ถูกสังหาร<ref>http://www.leyden.com/gulfwar/week6.html</ref> อย่างไรก็ตามในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 ทหารอิรักได้ทำการยิงขีปนาวุธเข้าใส่ค่ายทหารของกองกำลังผสมในเมือง[[ดาราน]]ประเทศซาอุดิอาระเบีย การโจมตีครั้งนั้นทำให้ทหารอเมริกันเสียชีวิตไป 28 นาย<ref> twentieth century battlefields, the gulf war</ref>
 
คาฟจิกกลายเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ทันทีหลังจากที่อิรักบุกคูเวต อิรักลังเลที่จะส่งกองพลยานเกราะจำนวนมากเข้ายึดครองเมืองและการใช้เมืองเป็นฐานโจมตีฝั่งตะวันออกที่มีการป้องกันน้อยของซาอุดิอาระเบียในเวลาต่อมานั้น ถูกมองว่าเป็นความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์{{Citation needed|date=December 2011}} ไม่เพียงแค่อิรักอาจสามารถรักษาเสบียงน้ำมันส่วนใหญ่ของตะวันออกกลางไว้ได้ แต่ยังอาจสามารถจัดการกับทหารสหรัฐที่วางอยู่ตามแนวป้องกันที่เหนือกว่าได้ดีกว่านี้เสียด้วย
=== กองกำลังผสมเข้าสู่อิรัก ===
ไม่นานหลังจากที่สหรัฐรวมกำลังและมีหัวหอกเป็นกองทหารม้ายานเกราะที่ 2 พวกเขาก็เริ่มการเข้าโจมตีอิรักในเช้าวันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ในทางตะวันตกของคูเวต ทำให้ฝ่ายอิรักประหลาดใจ ในเวลาเดียวกันนั้นเหล่ากองกำลังขนส่งทางอากาศของสหรัฐก็เข้าเก็บกวาดท้องทะเลทรายที่ไร้การป้องกันในทางใต้ของอิรัก ซึ่งนำโดยกองทหารม้ายานเกราะที่ 3 และกองพันทหารราบที่ 24 ทางปีกซ้ายได้รับการป้องกันจากกองยานเกราะขนาดเบาที่ 6 ของฝรั่งเศส กองกำลังของฝรั่งเศสเอาชนะกองพันทหารราบที่ 45 ได้อย่างรวดเร็วโดยได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อย พวกเขาได้เข้าปิดกั้นการโต้ตอบของอิรักต่อปีกซ้ายของกองกำลังผสม ทางปีกขวาได้รับการป้องกันจากกองพันยานเกราะที่ 1 ของอังกฤษ เมื่อเหล่าพันธมิตรได้บุกลึกเข้าไปในเขตแดนของอิรัก พวกเขาก็หันหน้าไปทางตะวันออกเพื่อเริ่มการโจมตี[[รีพับลิกันการ์ด]]ก่อนที่พวกเขาจะหลบหนี การสู้รบกินเวาลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ยานเกราะ 50 คันของอิรักถูกทำลาย กองกำลังผสมได้รับความเสียหายน้อยมาก
 
== การทัพทางบก ==
[[ไฟล์:Demolished vehicles line Highway 80 on 18 Apr 1991.jpg|200px|thumb|เศษซากยานพาหนะของพลเรือนและของทหารบน[[ทางหลวงมรณะ]]]]
 
[[File:DesertStormMap v2.svg|thumb|350px|right|การเคลื่อนไหวของทหารราบในวันที่ 24–28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 ในปฏิบัติการพายุทะเลทราย]]
การรุกของกองกำลังผสมนั้นรวดเร็วกว่าที่เหล่านายพลของสหรัฐคาดการณ์เอาไว้ ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ทหารของอิรักได้เริ่มล่าถอยออกจากคูเวต พวกเขาวางเพลิงบ่อน้ำมันในตอนที่พวกเขาจากไป (มีบ่อน้ำมัน 73 แห่งที่ถูกวางเพลิง) ขบวนรถที่ยาวเหยียดของอิรักถอดแนวยาวตลอดทางหลวงคูเวต-อิรัก แม้ว่าพวกเขาจะล่าถอย แต่ขบวนรถนี้ก็ถูกทิ้งระเบิดใส่ยับเยินโดยกองกำลังผสมซึ่งต่อมารู้จักกันในชื่อ[[ทางหลวงมรณะ]] ทหารอิรักนับร้อยถูกสังหาร กองกำลังของสหรัฐ สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศสยังคงไล่ตามกองกำลังที่ล่าถอยของอิรักข้ามชายแดนและกลับเข้าในอิรัก การต่อสู้เกิดขึ้นถี่มากซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียต่อิรักมหาศาลแต่น้อยต่อกองกำลังผสม ในท้ายที่สุดแล้วการต่อสู้ก็อยู่ห่างจากแบกแดดเพียง 150 ไมล์
 
กองกำลังผสมได้ยึดครองน่านฟ้าด้วยเทคโนโลยีที่เหนือกว่าอิรัก กองกำลังของพวกเขาได้เปรียบอย่างมากเพราะได้รับการป้องกันจาก[[การครองอากาศ|เป็นเจ้าอากาศ]] ซึ่งได้มาโดยกองทัพอากาศก่อนที่จะมีการรุกทางบก กองกำลังผสมยังมีความได้เปรียบทางเทคโนโลยีสองอย่างด้วยกัน คือ
100 ชั่วโมงหลังจากที่การทัพทางบกเริ่มขึ้น ประธานาธิบดีบุชก็ได้ประกาศให้มีการหยุดยิงในวันที่ 6 เมษายน โดยประกาศว่าคูเวตเป็นอิสระแล้ว
# [[รถถังประจัญบานหลัก]]ของกองกำลังผสมคือ เช่น [[เอ็ม1 เอบรามส์]]ของสหรัฐ [[ชาเลนเจอร์ 1 (รถถัง)|ชาชาลเลนเจอร์ 1]] ของอังกฤษ และ[[เอ็ม-84|เอ็ม-84]]เอบี]]ของคูเวต พวกมันล้วนมีความสามารถเหนือกว่า[[ไทป์ 69/79|ไทป์ 69]] ของจีนและที-72]] ของโซเวียตที่ใช้โดยอิรักอย่างมาก ด้วยการที่พวกมันมีลูกเรือที่รวมทั้งทหารยานเกราะของกองกำลังผสมเองก็ได้รับการฝึกฝึกฝนมาดีและกองยานเกราะที่เหนือกว่า;
# การใช้[[จีพีเอส]]ทำให้กองกำลังผสมสามารถหาทางหนทางได้โดยไม่ต้องพึ่งถนนหรือจุดสังเกตสัญลักษณ์ใดๆ เมื่อรวมกับการสอดแนมลาดตระเวนทางอากาศทำให้พวกเขามีความได้เปรียบทางการเคลื่อนพลมากกว่าเลือกที่จะสู้ด้วย[[การสงครามกลยุทธ์]]แทนที่จะใช้การโต้กลับรบแบบแตกหัก เพราะพวกเขารู้ว่าตนเองพวกเขาอยู่ที่ไหนตรงไหนและศัตรูอยู่ที่ไหนตรงไหน ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถทำการโจมตีได้อย่างแม่นยำ เป้าหมายเฉพาะแทนที่จะเป็นการค้นหาศัตรูตามพื้นดิน
 
===ปลดปล่อยคูเวต===
{{Main|การศึกเพื่อปลดปล่อยคูเวต}}
 
สหรัฐได้วางแผนหลอกล่ออิรักด้วยการโจมตีทางอากาศและทางเรือในคืนก่อนการปลดปล่อยคูเวตเพื่อให้อิรักเชื่อว่ากองกำลังหลักจะเข้าโจมตีส่วนกลางของคูเวต
[[File:3 AD Iraq.jpg|thumb|left|upright=1.5|รถถังจากกองพลยานเกราะที่ 3 ของสหรัฐ]]
 
[[File:An abandoned Iraqi Type 69 tank on the road into Kuwait City during the Gulf War.JPEG|thumb|ไทป์ 69 ของอิรักบนถนนในคูเวตซิตี]]
[[File:An Iraqi T-54, T-55 or Type 59 and T-55A on Basra-Kuwait Highway near Kuwait.JPEG|thumb|รถถังสองคันของอิรักที่ถูกทิ้งไว้ใกล้คูเวตซิตีในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534]]
 
เป็นเวลาหลายเดือนที่ทหารของอเมริกาในซาอุดิอาระเบียต้องตกอยู่ภายใต้การยิงจากอิรักและขีปนาวุธสกั๊ด ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 กองนาวิกโยธินที่ 1 และ 2 พร้อมกับกองพันทหารยานเกราะเบาที่ 1 ได้เข้าไปยังตูเวตและมุ่งหน้าไปยังคูเวตซิตี พวกเขาปะทะกับแนวสนามเพลาะ ลวดหนาม และทุ่งกับระเบิด อย่างไรก็ตามอิรักมีการป้องกันที่เบาบางและถูกเอาชนะภายในไม่กี่ชั่วโมงแรก การรบระหว่างรถถังจำนวนมากเกิดขึ้นแต่นอกจากนั้นแล้วกองกำลังผสมก็พบเพียงการต่อต้านเพียงเล็กน้อยเพราะทหารอิรักส่วนใหญ่เลือกที่จะยอมจำนน วิธีทั่วไปของทหารอิรักคือสู้ก่อนสักเล็กน้อยแล้วค่อยยอมแพ้ อย่างไรก็การป้องกันทางอากาศของอิรักได้ยิงอากาศยานของสหรัฐตกได้ถึง 9 ลำ ในขณะเดียวกันกองกำลังจากประเทศอาหรับก็รุกคืบเข้าไปในคูเวตจากทางตะวันออกและปะทะกับการต่อต้านเล็กน้อยพร้อมกับสูญเสียทหารไปไม่มากนัก
 
แม้ว่ากองกำลังผสมจะประสบความสำเร็จ แต่ก็เป็นที่กลัวกันว่าริพับลิกันการ์ดของอิรักจะสามารถหลบหนีเข้าไปยังอิรักก่อนที่จะถูกทำลายได้ จากนั้นจึงมีการตัดสินใจส่งกองกำลังยานเกราะของอังกฤษเข้าไปยังคูเวต 15 ชั่วโมงก่อนกำหนดการและให้กองกำลังของสหรัฐไล่ตามริพับลิกันการ์ด การรุกของกองกำลังเริ่มด้วยการระดมยิงด้วยปืนใหญ่และจรวดเพื่อเปิดทางให้กับทหาร 150,000 นายและรถถังอีก 1,500 คัน กองกำลังของอิรักในคูเวตตอบโต้ทหารสหรัฐตามคำสั่งโดยตรงของซัดดัม แม้ว่าการรบจะดุเดือดแต่กระนั้นทหารอเมริกันก็สามารถตอบโต้ทหารอิรักและรุกต่อไปยังคูเวตซิตี
 
กองกำลังของคูเวตได้รับมอบหมายให้ทำการปลดปล่อยเมือง ทหารอิรักทำการต่อต้านได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น คูเวตเสียทหารไปหนึ่งนายและเครื่องบินอีกหนึ่งลำ ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ซัดดัมได้สั่งให้กองทัพล่าถอยออกจากคูเวต ประธานาธิบดีบุชประกาศว่าคูเวตได้รับอิสรภาพแล้ว อย่างไรก็ดีทหารอิรักที่[[ท่าอากาศยานนานาชาติคูเวต]]ดูเหมือนจะไม่ได้รับข้้อความดังกล่าวและทำการต่อสู้อย่างดุเดือด นาวิกโยธินสหรัฐต้องต่อสู้เป็นชั่วโมงจึงจะสามารถยึดสนามบินไว้ได้ หลังจากผ่านไปสี่วันของการรบ กองกำลังของอิรักก็ถูกขับไล่ออกจากคูเวต พวกเขาวางเพลิงบ่อน้ำมันของคูเวตเกือบ 700 แห่งและวางทุ่นระเบิดไว้รอบๆ บ่อน้ำมันเพื่อให้การควบคุมเพลิงเป็นไปได้ยาก
 
=== เริ่มเริ่มต้นบุกเข้าอิรัก ===
[[File:Destroyed Iraqi T-62.jpg|upright|thumb|[[ที-62]] ของอิรักที่ถูกทำลายโดยกองพลยานเกราะที่ 3 ของสหรัฐ]]
 
การทัพทางบกถูกเรียกอย่างเป็นทางการว่าปฏิบัติการดีเซิร์ทเซเบอร์<ref>{{cite web|author=John Pike |url=http://www.globalsecurity.org/military/ops/desert_sabre.htm |title=Operation Desert Sabre / Gulf War Ground Campaign |publisher=Globalsecurity.org |accessdate=18 March 2010}}</ref>
 
หน่วยรบแรกที่ถูกส่งเข้าไปยังอิรักคือหน่วยลาดตระเวนสามหน่วยจาก[[เอสเอเอส|หน่วยเอสเอเอส]]ของอังกฤษ โดยมีรหัสว่า บราโววันซีโร บราโวทูซีโร และบราโวทรีซีโร{{Citation needed|date=July 2011}} หน่วยลาดตระเวนหน่วยละแปดนายนี้ได้เข้าไปยังหลังแนวของอิรักเพื่อรวบรวมข้อมูลของขีปนาวุธสกั๊ด ซึ่งไม่สามารถตรวจพบด้วยเครื่องบินได้ เพราะพวกมันถูกซ่อนไว้ใต้สะพานและถูกอำพรางในตอนกลางวัน อีกเป้าหมายหนึ่งคือการทำลายสายสื่อสารไฟเบอร์ออพติกที่อยู่ในท่อและตัวส่งสัญญาณไปยังเครื่องยิงขีปนาวุธสกั๊ด ปฏิบัติการนี้มีเพื่อป้องกันไม่ให้อิสราเอลเข้าแทรกแซง แต่เนื่องจากไม่มีที่กำบังเพียงพอที่จะทำภารกิจทำให้บราโววันซีโรและบราโวทรีซีโรต้องยกเลิกภารกิจ ในขณะที่บราโวทูซีโรดำเนินภารกิจต่อจนกระทั่งพวกเขาถูกตรวจพบ มีเพียงสิบเอก[[คริส ไรอัน]]เท่านั้นที่สามารถหลบหนีไปยังซีเรียได้
 
ทหารบางส่วนจากกองพลน้อยที่ 2 กรมทหารม้าที่ 5 จากกองพลทหารม้าที่ 1 ของสหรัฐเข้าทำการโจมตีโดยตรงใส่อิรักในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 ตามมาด้วยการโจมตีอีกครั้งในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ตั้งแต่วันที่ 15-20 กุมภาพันธ์ได้เกิด[[ยุทธการวาดิอัลบาติน]]ขึ้นในอิรัก เหตุการณ์นี้เป็นการโจมตีครั้งแรกในสองครั้งโดยกองพันที่ 1 กรมทหารม้าที่ 5 จากกองพลทหารม้าที่ 1 การโจมตีครั้งนั้นเป็นการโจมตีหลอกล่อเพื่อให้ทหารอิรักคิดว่ากองกำลังผสมจะทำการรุกจากทางใต้ ทหารอิรักทำการป้องกันอย่างดุเดือดทำให้ทหารอเมริกันต้องล่าถอยตามแผนไปยังวาดิอัลบาติน ทหารสหรัฐสามนายถูกสังหารและได้รับบาดเจ็บเก้านาย ยานพาหนะต่อสู้ทหารราบสูญเสียป้อมปืนไปหนึ่ง แต่สามารถจับเชลยได้ 40 นายและทำลายรถถัง 5 คันพร้อมกับลวงอิรักได้สำเร็จ การโจมตีครั้งนี้นำด้วยกองพลน้อยทางอากาศที่ 18 เพื่อกวาดพื้นที่หลังกองพลทหารม้าที่ 1 และโจมตีกองทหารอิรักทางทิศตะวันตก ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 อิรักเห็นด้วยกับข้อตกลงหยุดยิงที่โซเวียตเสนอ ข้อตกลงดังกล่าวเรียกร้องให้อิรักถอนทหารให้ไปอยู่ในตำแหน่งก่อนการรุกรานคูเวตภายใน 6 อาทิตย์และให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเฝ้าดูการหยุดยิงและล่าถอยของอิรัก
 
กองกำลังผสมปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวแต่ให้การว่าจะไม่ทำการโจมตีทหารอิรักที่ล่าถอย{{Citation needed|date=February 2009}}และให้เวลา 24 ชั่วโมงเพื่อเริ่มการล่าถอย ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์มีทหารอิรักถูกจับเป็นเชลย 500 นาย ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์กองกำลังยานเกราะของอังกฤษและสหรัฐจำนวนมหาศาลข้ามชายแดนอิรักคูเวตและเข้าไปยังอิรักพร้อมจับเชลยได้นับร้อย อิรักทำการต่อต้านเพียงเล็กน้อยเท่านั้น สหรัฐสูญเสียทหารไป 4 นาย<ref name="leyden.com">{{cite web|author=Andrew Leydon |url=http://www.leyden.com/gulfwar/week6.html |title=Carriers in the Persian Gulf War |publisher=Leyden.com |accessdate=18 March 2010}}</ref>
 
=== กองกำลังผสมตราทัพเข้าสู่อิรัก ===
[[ไฟล์File:Demolished vehicles line Highway 80 on 18 Apr 1991.jpg|200px|thumb|เศษซากright|ยานพาหนะของทหารและพลเรือนและของทหารอิรักที่ถูกทำลายบน[[ทางหลวงมรณะ]]]]
[[Image:IrakDesertStorm1991.jpg|right|thumb|Aerial view of destroyed Iraqi [[T-72]] tank, [[BMP-1]] and [[Type 63 (armoured personnel carrier)|Type 63]] armored personnel carriers and trucks on Highway 8 in March 1991]]
[[File:BrennendeOelquellenKuwait1991.jpg|thumb|right|The oil fires caused were a result of the [[scorched earth]] policy of Iraqi [[Military of Iraq|military forces]] retreating from Kuwait]]
 
ไม่นานนักในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ก็เกิดการโจมตีทหารอิรักที่อยู่ทางตะวันตกของคูเวตโดยกองพลน้อยที่ 5 ของสหรัฐอย่างเต็มอัตราโดยมีกรมทหารม้ายานเกราะที่ 2 เป็นหัวหอก ในขณะเดียวกันกองพลน้อยทางอากาศที่ 18 ของสหรัฐก็เปิดการโจมตีจากทางซ้ายผ่านทะเลทรายทางใต้ของอิรักโดยมีหัวหอกเป็นกรมทหารม้ายานเกราะที่ 3 และกองพลทหารราบที่ 24 ของสหรัฐ ทางปีกซ้ายของการโจมตีได้รับการคุ้มครองโดยกองพลยานเกราะเบาที่ 6 ของฝรั่งเศส
 
กองกำลังฝรั่งเศสเข้าปะทะกับกองพลทหารราบที่ 45 ของอิรักอย่างรวดเร็ว ฝรั่งเศสสูญเสียทหารไปเล็กน้อยและสามารถจับเชลยได้เป็นจำนวนมาก จากนั้นก็รักษาตำแหน่งเพื่อป้องกันการตอบโต้จากอิรัก ทางปีกขวาได้รับการคุ้มกันโดยกองพลยานเกราะที่ 1 ของอังกฤษ เมื่อกองกำลังพันธมิตรบุกทะลวงลึดเข้าไปในเขตของอิรักก็เลี้ยวไปทางตะวันออกเพื่อเริ่มการโจมตีโอบกองทหารริพับลิกันการ์ดก่อนที่พวกเขาจะหลบหนีไป อิรักทำการต่อสู้อย่างดุเดือดในที่มั่น
 
การปะทะครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อนๆ เพราะทหารอิรักไม่ยอมแพ้หลังจากที่รถถังคันของฝ่ายตนถูกทำลาย ทหารอิรักสูญเสียเป็นจำนวนมาก รวมทั้งยานพาหนะและรถถังจำนวนมากเช่นกัน ในขณะที่สหรัฐสูญเสียน้อยมากโดยเสียยานเกราะไปเพียงหนึ่งคัน กองกำลังผสมรุกเข้าไปอีก 10 กิโลเมตรและบรรลุเป้าหมายภายในสามชั่วโมง พวกเขาจับเชลยได้ 500 นายและสร้างความเสียหายเป็นจำนวนมหาศาลด้วยการเอาชนะกองพลทหารราบที่ 26 ของอิรัก มีทหารสหรัฐหนึ่งนายเสียชีวิตจากกับระเบิด อีกห้าคนเสียชีวิตเพราะยิงกันเอง และอีกสามสิบได้รับบาดเจ็บขณะปะทะ ขณะเดียวกันกองกำลังของอังกฤษก็เข้าโจมตีกองพลเมดินาและฐานส่งกำลังบำรุงของริพับลิกันการ์ด เกือบสองวันที่มีการรบกันดุเดือดที่สุด อังกฤษได้ทำลายรถถังไป 40 คันและสามารถจับตัวผู้บังคับบัญชากองพลได้หนึ่งนาย
 
ขณะเดียวกันกองกำลังของสหรัฐก็เข้าโจมตีหมู่บ้านอัลบูเซย์ยาห์และพบกับการต่อต้านที่รุนแรง สหรัฐไม่มีการสูญเสียแต่สามารถทำลายยุทโธปกณ์พร้อมกับจับเชลยได้เป็นจำนวนมาก
 
ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 กองกำลังอิรักได้ยิงขีปนาวุธสกั๊ดใส่ค่ายทหารของอเมริกาในเมืองดาห์รานในซาอุดิอาระเบีย สังหารทหารอเมริกาไป 28 นาย<ref>twentieth century battlefields, the gulf war</ref>
 
การรุกคืบของกองกำลังผสมนั้นทำได้รวดเร็วกว่าที่เหล่านายพลของสหรัฐคาดการณ์เอาไว้ ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ทหารของอิรักได้ก็เริ่มล่าถอยทัพออกจากคูเวต หลังจากที่พวกเขาวางเพลิงบ่อทุ่งน้ำมันในตอนที่พวกเขาจากไป (มีบ่อน้ำมัน 73737 แห่งที่ถูกวางเพลิงเผา) ขบวนรถทหารอิรักที่ยาวเหยียดของอิรักถอดแนวยาวตลอดล่าถอยเคลื่อนขบวนไปตามทางหลวงคูเวต-อิรัก-คูเวต แม้ว่าพวกเขาจะกำลังล่าถอย แต่ขบวนรถนี้ก็ถูกทิ้งระเบิดใส่ยับเยินโจมตีอย่างรุนแรงโดยกองทัพอากาศของกองกำลังผสมซึ่งต่อมารู้จักกันในทำให้ถนนสายนั้นได้ชื่อว่า[[ทางหลวงมรณะ]] ทหารอิรักนับร้อยถูกสังหาร กองกำลังของทั้งสหรัฐ สหราชอาณาจักรอังกฤษ และฝรั่งเศสยังคงดำเนินการไล่ตามกองกำลังล่าทหารอิรักที่ล่าถอยของอิรักข้ามต่อตั้งแต่ชายแดนและกลับเข้าในจนไปถึงอิรัก การต่อสู้เกิดขึ้นถี่มากซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียต่อิรักมหาศาลแต่น้อยต่อกองกำลังผสม จนในท้ายที่สุดแล้วการต่อสู้ก็อยู่ห่างจากกรุงแบกแดดเพียง 150 ไมล์240 กิโลเมตรก่อนที่จะถอยกลับไปยังชายแดนอิรักที่ติดกับคูเวตและซาอุดิอาระเบีย
 
100ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ชั่วโมงหลังจากที่ผ่านการทัพศึกทางบกเริ่มขึ้นได้ 100 ชั่วโมง ประธานาธิบดีบุชก็ได้ประกาศให้มีการหยุดยิงในวันที่ 6 เมษายน โดยและประกาศว่าคูเวตเป็นอิสระแล้ว
=== การวิเคราะห์ทางทหารหลังสงคราม ===
แม้ว่าในตอนนั้นสื่อของตะวันตกได้กล่าวว่ามีทหารอิรักประมาณ 545,000-600,000 นาย แต่ในปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญคิดว่าการนับจำนวนและคุณภาพของทหารอิรักในตอนนั้นผิดพลาด เพราะพวกเขาได้รวบเอาทั้งปัจจัยประกอบมากมาย ทหารอิรักจำนวนมากยังหนุ่มและได้รับการฝึกมาไม่ดี
3,879

การแก้ไข