ผลต่างระหว่างรุ่นของ "จักรวรรดิฝรั่งเศสที่หนึ่ง"

ไม่มีคำอธิบายอย่างย่อ
ความสำเร็จของนโปเลียนในเยอรมนี ทำให้ปรัสเซียร่วมกับอังกฤษและรัสเซียตั้ง[[สัมพันธมิตรครั้งที่ 4]] (Fourth Coalition) แต่คราวนี้ฝรั่งเศสมีรัฐบริวารมากมายให้การสนับสนุน จักรพรรดินโปเลียนจึงนำทัพบุกปรัสเซียชนะที่[[เยนา-เออร์ชเตดท์]] และชนะรัสเซียที่[[ฟรีดแลนด์]] ทำให้เกิด[[สนธิสัญญาแห่งทิลซิต]] (Treaty of Tilsit) ที่ยุติสองปีแห่งการนองเลือดของทวีปยุโรปลงในปี [[ค.ศ. 1807]] จากสนธิสัญญานี้ทำให้ปรัสเซียสูญเสียดินแดนขนาดใหญ่ กลายเป็น[[แกรนด์ดัชชีวอร์ซอว์]] (Grand Duchy of Warsaw) และซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 1 ร่วมเป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศสและเข้าระบบภาคพื้นทวีป (Continental system) เพื่อตัดขาดอังกฤษทางการค้าจากผืนทวีปยุโรป แต่สองประเทศ คือ[[สวีเดน]]และ[[โปรตุเกส]] เป็นกลางและไม่ยอมเข้าร่วมระบบภาคพื้นทวีป จักรพรรดินโปเลียนบุกโปรตุเกสในปี [[ค.ศ. 1807]] และก็ทรงฉวยโอกาสยึด[[สเปน]]มาจาก[[พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 4 แห่งสเปน]] จาก[[ราชวงศ์บูร์บง]] มาให้พระอนุชาคือ [[สมเด็จพระเจ้าโจเซฟ โบนาปาร์ตแห่งสเปน|โจเซฟ โบนาปาร์ต]] เป็น[[รายพระนามกษัตริย์สเปน|พระมหากษัตริย์แห่งสเปน]] โปรตุเกสตกเป็นอาณัติของฝรั่งเศส แต่ชาวสเปนและชาวโปรตุเกสไม่ยินยอม จึงทำ[[สงครามคาบสมุทร]] (Peninsula War) ต่อต้านจักรพรรดินโปเลียน โดยใช้การสงครามกองโจร ทาง[[ราชอาณาจักรบริเตนใหญ่]]ส่ง[[ดยุคแห่งเวลลิงตัน]] (Duke of Wellington) มาช่วยสเปนและโปรตุเกส ในปี [[ค.ศ. 1809]] ออสเตรียก็ตัดสินใจทำสงครามอีกครั้ง เป็น[[สัมพันธมิตรครั้งที่ 5]] (Fifth Coalition) จักรพรรดินโปเลียนทรงนำทัพบุกทันที ชนะออสเตรียที่แอสเปิร์น-เอสลิง และวากราม จนทำเกิด[[สนธิสัญญาเชินบรุนน์]] (Treaty of Schönbrunn) ทำให้ออสเตรียเสียดินแดนเพิ่มเติมให้แก่ฝรั่งเศส และจักรพรรดินโปเลียนอภิเษกกับ[[อาร์คดัชเชสมารี หลุยส์แห่งออสเตรีย]]
 
ต่อมา [[ซาร์อเล็กซานเดอร์ที่จักรพรรดิอะเลคซันดร์ที่ 1 แห่งรัสเซีย|ซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 1]] ทรงทำสงครามกับจักรพรรดินโปเลียนอีกครั้ง ในปี [[ค.ศ. 1812]] จักรพรรดินโปเลียนจึงได้นำกองทัพฝรั่งเศสเข้าทำสงครามอีกครั้งโดยครั้งนี้พระองค์ต้องการจะบุกไปรุกราน[[จักรวรรดิรัสเซีย]] ที่หลอกล่อให้กองทัพฝรั่งเศสเข้าไปอดอาหารและหนาวตายในรัสเซีย ซึ่งมีระยะทางยาวไกลจากกรุงปารีสมาก โดยใช้เวลานานหลายเดือนกว่าจะบุกตีหัวเมืองต่าง ๆ ของรัสเซียไปจนถึง[[กรุงมอสโก]] แต่เมื่อไปถึงยังกรุงมอสโกก็ต้องพบกลับความว่างเปล่าของเมืองที่ชาวเมืองพร้อมใจกันเผาเมืองเพื่อมิให้เสบียงตกถึงมือกองทัพฝรั่งเศสและอพยพถอยร่นไปทางตะวันออก ทำให้การบุกรัสเซียเป็นความพ่ายแพ้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจักรพรรดินโปเลียน ชัยชนะของรัสเซียปลุกระดมชาติต่างๆให้รวมตัวกันเป็น[[สัมพันธมิตรครั้งที่ 6]] (Sixth Coalition) เอาชนะนโปเลียนใน[[ยุทธการไลพ์ซิก]] (Battle of Leipzig) ทำให้ในปี [[ค.ศ. 1813]] จักรพรรดินโปเลียนจำใจต้องยกทัพกลับฝรั่งเศสแม้เสบียงจะเหลือไม่มากแล้ว กองทัพเองก็เหนื่อยล้าจากการเดินทางอันยาวไกล นอกจากนี้[[ฤดูหนาว]]อันโหดร้ายของรัสเซียก็คืบคลานเข้ามาทุกขณะ โดยในระหว่างทางถอยทัพกลับฝรั่งเศสก็ยังถูกกองทัพของรัสเซียและชาติสัมพันธมิตรซุ่มโจมตีในลักษณะกองโจร ซึ่งเมื่อถอยทัพกลับถึงกรุงปารีสก็เหลือพลทหารไม่กี่พันคนจากที่ยกทัพไปมากกว่า 600,000 คน ทั้งนี้เป็นผลมากจากฤดูหนาวที่โหดร้ายทารุณทำให้ทหารแข็งตาย การขาดแคลนอาหาร การที่เหนื่อยล้าจากการเดินทัพและการซุ่มโจมตีของรัสเซีย ฝรั่งเศสจึงพ่ายแพ้ยับเยิน ทำให้จักรพรรดินโปเลียนต้องสละราชสมบัติเพราะได้รับการต่อต้านจากชาวฝรั่งเศส ในปี [[ค.ศ. 1814]] และสัมพันธมิตรเข้าบุกยึดกรุงปารีส ทำ[[สนธิสัญญาฟองแตงโบล]] (Treaty of Fontainebleau) ทำให้จักรวรรดิฝรั่งเศสที่ 1 สิ้นสุดลง แต่ต่อมาก็เกิด[[จักรวรรดิฝรั่งเศสที่ 2]] อยู่นาน[[สมัยร้อยวัน|หนึ่งร้อยวัน]] จักรพรรดินโปเลียนที่ 1 จึงต้องสละราชสมบัติอีกครั้งจากการที่พ่ายแพ้ใน[[ยุทธภูมิวอร์เตอร์ลู]] (Battle of Waterloo) และถูกเนรเทศออกนอกฝรั่งเศสไปยัง[[เกาะเอลบา]]ใน[[อิตาลี]] ต่อมาจึงมีการฟื้นฟู[[ราชวงศ์บูร์บง]]และเข้าสู่[[ยุคราชวงศ์บูร์บงฟื้นฟู]]
 
== อ้างอิง ==
ผู้ใช้นิรนาม