ผลต่างระหว่างรุ่นของ "อุปรากร"

ไม่มีคำอธิบายอย่างย่อ
(เก็บกวาดบทความด้วยบอต)
[[ไฟล์:Sydney Opera House Australia.jpg|thumb|right|250px|[[โรงอุปรากรซิดนีย์]]ใน[[ประเทศออสเตรเลีย]] เป็นโรงอุปรากรที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก]]
 
{{ความหมายอื่น|||ดูที่=โอเปร่าอุปรากร (แก้ความกำกวม)}}
 
'''โอเปร่าอุปรากร''' ({{lang-en|opera}}) เป็นศิลปะการแสดงบนเวทีชนิดหนึ่ง โดยมีลักษณะเป็นแบบ[[ละคร]]ที่ดำเนินเรื่องโดยใช้[[ดนตรี]]เป็นหลักหรือทั้งหมด โดยโอเปร่า อุปรากรถือเป็นส่วนหนึ่งของ[[ดนตรีคลาสสิก]] ของตะวันตก โอเปร่านั้นจะ มีความใกล้เคียงกับ[[ละครเวที]]ชนิดอื่น ๆ ในเรื่องของฉาก การแสดง และเครื่องแต่งกาย แต่สิ่งสำคัญที่แยกโอเปร่าอุปรากรออกจากละครเวทีทั่วไป คือ ความสำคัญของเพลง ดนตรีที่ประกอบการร้อง ซึ่งอาจเป็นได้มีตั้งแต่วงดนตรีขนาดเล็กจนไปถึง[[วงออร์เคสตรา]]ขนาดเต็ม บางครั้งโอเปร่า อาจใช้คำว่า "อุปรากร" ด้วยใหญ่
 
== ประวัติ ==
โอเปร่ามีอุปรากรกำเนิดขึ้นในช่วงท้ายของศตวรรษที่ 16 ณ [[ประเทศอิตาลี]] สามารถสืบค้นต้นกำเนิดของโอเปร่าสามารถสืบค้นไปได้ถึงสมัยกรีกโบราณ ซึ่งมีการแสดงที่เรียกว่า tragedies ลักษณะเป็นการขับร้องประสานเสียงประกอบบทเจรจา ในสมัยกลางและเรเนสซองส์เนส์ซองส์มีการแสดงที่ใช้การขับร้องดำเนินเรื่องราวเรื่อง เมื่อถึงปลายศตวรรษที่ 16 กลุ่มนักดนตรีอิตาเลียน ที่เมืองฟลอเรนซ์ได้ศึกษาประวัติเกี่ยวกับละครร้องย้อนไปถึงยุคกรีกโบราณดังกล่าว ในที่สุดจึงคิดรูปแบบการประพันธ์ที่เรียกว่า '''โอเปร่าอุปรากร''' (Opera) ขึ้น ผู้ประพันธ์เพลงซึ่งที่ได้ประพันธ์และพัฒนารูปแบบโอเปร่าของอุปรากร คือ เพรี ราวต้นศตวรรษที่ 17 มอนเทเวร์ดีได้ปรับรูปแบบโอเปร่าอุปรากรให้สมบูรณ์ขึ้น ทำให้โอเปร่ามีรูปแบบคล้ายกับรูปแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
 
[[ดนตรีบาโรกโรค|ยุคบาโรค]]โอเปร่าอุปรากรเป็นการแสดงที่ผู้ขับร้องนำงตัวบทพระเอกและนางเอกเป็นสตรีล้วน ตั้งแต่[[ยุคคลาสสิก (ดนตรี)|ยุคคลาสสิก]]เป็นต้นมา ผู้ขับร้องนำทั้งตัวพระเอกและนางเอกใช้ผู้ขับร้องเป็นชายและหญิงแท้จริง [[โวล์ฟกัง อะมาเดอุส โมซาร์ทโมสาร์ท|โมซาร์ทโมสาร์ท]]เป็นผู้หนึ่งที่พัฒนารูปแบบโอเปร่าอุปรากรในยุคคลาสสิกให้มีมาตรฐาน โดยได้ประพันธ์โอเปร่าไว้หลายเรื่องด้วยกัน ใน[[ยุคโรแมนติก (ดนตรี)|ยุคโรแมนติก]]การประพันธ์โอเปร่าอุปรากรมีรูปแบบหลากหลาย บางเรื่องมีความยาวมาก สามารถแสดงได้ทั้งวันทั้งคืน
 
== องค์ประกอบของโอเปร่าอุปรากร ==
* '''1. เนื้อเรื่อง''' เนื้อเรื่องที่นำมาเป็นบทขับร้อง เป็นบทร้อยกรองเรื่องที่มาจากตำนาน เทพนิยายนิทานโบราณ และวรรณกรรมต่าง ๆ ที่มีชื่อเสียงมาทำเป็นบทร้อง และที่แต่งขึ้นใหม่สำหรับแสดงโอเปร่าโดยเฉพาะ โดยมีคีตกวีเป็นผู้แต่งทำนองดนตรี คีตกวีบางคนก็มีความสามารถแต่งเรื่องทำเนื้อเรื่องให้เป็นบทร้อยกรองหรือบทละครสำหรับขับร้อง และแต่งดนตรีประกอบทั้งเรื่องด้วย
* '''2. ดนตรี''' ดนตรีในโอเปร่านั้นอุปรากรเป็นปัจจัยสิ่งที่ทำให้โอเปราอุปรากรมีชีวิตจิตใจ มักเริ่มด้วยดนตรีบรรเลงบทโหมโรง (Overture) บรรเลงและดนตรีประกอบบทร้อยกรองซึ่งเป็นบทขับร้อง ทั้งดำเนินเรื่องและเจรจากันตลอดทั้งเรื่อง ดนตรีเป็นองค์ประกอบสำคัญ จนโอเปร่าอุปรากรได้รับการยกย่องให้เป็นผลงานของผู้ประพันธ์ดนตรี หรือ คีตกวี (Composer) มากกว่าที่จะคิดถึงผู้ประพันธ์เนื้อเรื่อง หรือ บทขับร้อง เช่น โอเปร่าเรื่อง Madame Butterfly ของ Giacomo Puccini (1878-1924) [[จาโกโม ปุชชีนี|ปุชชีนี]] เป็นคีตกวีที่แต่งดนตรีประกอบ ผู้แต่งละครเรื่องมาดามบัตเตอร์ฟลาย คือ David Belasco (David Belasco ได้เค้าเรื่องนี้โครงเรื่องมาจากเรื่องสั้นของ John Luther Long) ผู้ร้อยกรองแต่งเนื้อเรื่องให้เป็นบทขับร้อง คือ Luigi lllica และ Giuseppe Giacosa แต่ซึ่งเมื่อพูดถึงโอเปร่าเรื่องมาดามบัตเตอร์ฟลายแล้ว ก็จะยกย่องให้เป็นผลงานของคีตกวีปุชชินี มักไม่มีใครนึกถึงนักประพันธ์ หรือ กวีผู้ร้อยกรองเรื่องให้เป็นบทขับร้อง หรือโอเปร่าอุปรากรเรื่อง คาร์เมน (Carmen) ของ [[จอร์จ บีเซต์|บิเซต์]] (Georges Bizet) ที่มี Prosper Merimee เป็นผู้ประพันธ์เรื่อง และมี Henri Meilhac และ Ludovic Halevy เป็นผู้ร้อยกรองบทขับร้อง แต่คนก็จะพูดกันถึงแต่เพียงว่าโอเปร่า อุปรากรเรื่องคาร์เมนของบิเซต์ ดนตรีที่ใช้บรรเลงประกอบเป็นวงออร์เคสตรา (Orchertral)
* '''3. ผู้แสดง''' ผู้แสดงโอเปร่าอุปรากรนอกจากจะต้องเป็นนักร้องที่มีเสียงไพเราะดังแจ่มใสกังวาน มีพลังเสียงดี แข็งแรงร้องได้นาน ต้องฝึกฝนเป็นนักร้องอุปรากรโดยเฉพาะแล้ว ยังเป็นนักแสดงผู้มีบทบาทยอดเยี่ยมด้วย เน้นในเรื่องน้ำเสียง ความสามารถในการขับร้องและบทบาทมากกว่าความสวยงามและรูปร่างของผู้แสดง มักให้นักร้องเสียงสูงทั้งหญิงและชายแสดงเป็นตัวเอกของเรื่อง โดยทั่วไป น้ำเสียงที่ใช้ในการขับร้องแบ่งเป็น 6 ระดับเสียง คือ เป็นน้ำเสียงนักร้องชาย 3 ระดับ และน้ำเสียงนักร้องหญิง 3 ระดับ ดังนี้
 
1. [[โซปราโน]] (Soprano) เป็นระดับเสียงสูงสุดของนักร้องหญิง
6. [[เบส]] (Bass) เป็นเสียงระดับต่ำสุดของนักร้องชาย
 
== ลักษณะของโอเปร่าอุปรากร ==
* 1. [[ลิเบรตโต]] (Libretto) คือเนื้อเรื่อง หรือบทละครของโอเปร่าอุปรากร บางครั้งบทโอเปร่าอาจจะเป็นบทหนึ่งที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายหรือบทละครอื่น ๆ บางครั้งบทโอเปราก็เป็นบทที่ผู้ประพันธ์แต่งเนื้อเรื่องขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อให้ผู้ประพันธ์เพลงใช้เป็นบทแต่งโอเปร่าสำหรับคีตกวี เช่น ดา ปองเต (Da Ponte) เขียนบทโอเปร่าบางเรื่องให้กับ[[โวล์ฟกัง อะมาเดอุส โมซาร์ทโมสาร์ท|โมซาร์ทโมสาร์ท]] เช่น เรื่อง [[Don Giovanni]], บัวตา (Boita) เขียนบทโอเปร่าบางเรื่องให้กับ[[จูเซปเป แวร์ดี|แวร์ดี]] เช่น เรื่อง Otella บางครั้งบทโอเปราก็เป็นบทประพันธ์ของผู้ประพันธ์เพลงเองโดยแท้ เช่น [[ริชาร์ด วากเนอร์|วากเนอร์]] ประพันธ์ Lohengrin และ The Flying Dutchman และเมโนตีน็อตตี (Menotti) ประพันธ์ The Telephone เป็นต้น
* 2. [[โอเวอร์เชอร์เพลงโหมโรง]] (Overture) คือ บทประพันธ์ที่ใช้บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีล้วน ๆ ใช้เป็นเพลงนำก่อนการแสดงโอเปร่าอุปรากร อาจเรียกเป็นภาษาไทยได้ว่า “เพลงโหมโรง” บางครั้งอาจใช้คำว่า [[พรีลูด]] (Prelude) แทนโอเวอร์เชอร์ เพลงโอเวอร์เชอร์อาจจะเป็นเพลงที่แสดงถึงบรรยากาศอารมณ์โดยรวมของโอเปร่าอุปรากรที่จะแสดง กล่าวคือ ถ้าโอเปร่าเป็นเรื่องเศร้าโอเวอร์เชอร์ เพลงโหมโรงก็จะมีทำนองเศร้าอยู่ในที เป็นต้น บางครั้งโอเวอร์เชอร์อาจเป็นเพลงที่โหมโรงอาจรวมเอาทำนองหลักของโอเปร่าจากอุปรากรฉากต่าง ๆ ไว้ก็ได้ โอเวอร์เชอร์ เพลงโหมโรงนี้มักเป็นเพลงสั้น ๆ ประมาณ 5-10 นาที ปกติจะใช้[[วงออร์เคสตรา]]ทั้งวงบรรเลง ถ้าโอเปราเรื่องนั้นใช้วงออร์เคสตราประกอบ ลักษณะของเพลงโอเวอร์เชอร์ โหมโรงมักรวมเอาองค์ประกอบต่าง ๆ ของดนตรีไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นด้านความดัง – ค่อย สีสัน ลีลาต่าง ๆ จึงทำให้โอเวอร์เชอร์เพลงโหมโรงเป็นบทเพลงที่ชวนฟัง โอเวอร์เชอร์ของโอเปรา เพลงโหมโรงของอุปรากรบางเรื่องมีความไพเราะเป็นที่นิยมฟังและบรรเลงเป็นเพลงบทเพลงแรกของการแสดงคอนเสิร์ตโดยทั่วไป เช่น “Overture of [[The Marriage of Figaro]]” ของโมซาร์ทโมสาร์ทOvertureThe Barber of theSeville Barder of Saville”Overture” ของ [[จิอาซิโออัคคิโน รอสชินีสซินี|รอสซินี]] “Overture of Fidelio” ของ[[ลุดวิจดวิก ฟาน เบโทเฟินเบโธเฟ่น|เบโธเฟนเบโธเฟ่น]] “Overture of [[Carmen]]” ของ[[ชอร์ชจอร์จ บีเซเซต์|บิเซต์]] เป็นต้น
* 3. [[รีเรซิเททีฟ]] (Recitative) คือบทสนทนาในโอเปร่าอุปรากรที่ใช้การร้องแทนการใช้คำพูด อย่างไรก็ตามมักจะไม่เป็นทำนองที่ไพเราะมากนัก จะเน้นที่คำพูดมากกว่า แต่ก็มีดนตรีและการร้องช่วยทำให้บทสนทนาน่าสนใจ เป็นลักษณะการร้องหรือดนตรีอีกประเภทหนึ่ง
* 4. [[อาเรีย]] (Aria) คือ บทร้องเดี่ยวในโอเปร่าอุปรากร มีลักษณะตรงกันข้ามกับรีเรซิเททีฟ เนื่องจากเน้นการร้องและดนตรีเป็นหลัก มากกว่าเน้นการสนทนา อาเรียเป็นบทร้องที่ตัวละครตัวเดียวเดี่ยวร้องซึ่ง จัดเป็นบทร้องที่เต็มไปด้วยลีลาของดนตรีที่งดงาม จึงยากแก่การร้อง กล่าวได้ว่าอาเรียเป็นส่วนที่ทำให้โอเปร่าอุปรากรมีความเป็นเอกลักษณ์ได้เลยทีเดียว
* 5. บทร้องประเภทสอง สาม สี่ และมากกว่านี้ของตัวละคร (Duo, Trio, and Other Small Ensembles) บทร้องที่มีคนนักร้องสองคนแทนที่จะเป็นคนเดียวในลักษณะของอาเรียเรียกว่าเรีย เรียกว่า [[ดูโอ]] (Duo) ถ้าเป็น 3 คนร้องเรียกว่า [[ทรีโอทริโอ]] (Trio) สี่และห้าคนร้องเรียกว่า [[ควอเต็ต]] (Quartet) และ[[ควินเต็ต]] (Quintet) และอาจมีมากกว่าห้าคนก็ได้ เช่น บทร้อง 6 คน (Sextet) “Lucia” จากเรื่อง Rigoletto เป็นบทร้องที่มีชื่อเสียงของโอเปร่ามาก
* 6. [[วงขับร้องประสานเสียง|บทร้องประสานเสียง]] (Chorus) ในโอเปร่าอุปรากรบางเรื่องที่มีฉากประกอบไปด้วยผู้เล่นเป็นจำนวนมาก มักจะมีการร้องประสานเสียงเสมอ บทร้องประสานเสียงจากโอเปร่าที่มีชื่อเสียง เช่น “The Anvil Chorus” จาก IIIl IrovatoreTrovatore, “The Pilgrim’s Chorus” จาก “Tannhauser, The Triumphal Chorus” จาก Aida
* 7. [[วงออร์เคสตรา|ออร์เคสตรา]] (Orchestra) วงออร์เคสตรานอกจากจะเล่นโอเวอร์เชอร์แล้วเพลงโหมโรงแล้ว ยังใช้ประกอบการร้องในลักษณะต่าง ๆ ในโอเปราตลอดตลอดเรื่อง ในบางครั้งออร์เคสตราจะบรรเลงโดยไม่มีผู้ร้อง เพื่อให้การร้องหรือรีเรซิเททีฟแต่ละตอนต่อเนื่องหรือสร้างอารมณ์ในเนื้อเรื่องให้เข้มข้นขึ้น บางครั้งวงออร์เคสตราจะมีบทบาทในโอเปร่ามากทีเดียว เช่น โอเปร่า ที่แต่งโดยอุปรากรของวากเนอร์ มักจะเน้นการบรรเลงของวงออร์เคสตราเสมอ
* 8. ระบำ (Dance) ในโอเปร่าแทบทุกอุปรากรบางเรื่องมักจะอาจมีบางตอนของฉากใด ฉากหนึ่งที่มีระบำการเต้นรำประกอบ โดยทั่วไปการเต้นรำมักเป็นการแสดง[[บัลเลต์]]ที่สวยงาม ซึ่งเป็นของคู่กันกับโอเปราอุปรากรแบบฝรั่งเศส (French Opera) บางครั้งอาจจะเป็นระบำในลักษณะอื่น ๆ เช่น ระบำพื้นเมือง การเต้นรำแบบต่าง ๆ เช่น วอล์ทซ (Waltz) เพื่อให้เหมาะสมกับเนื้อเรื่องของโอเปร่า
* 9. องก์ และฉาก (Acts and Scenes) โอเปร่าอุปรากรก็เช่นเดียวกับละครทั่ว ๆ ไป มีการแบ่งเป็นตอน ๆ เรียกว่า องก์ และแบ่งย่อยลงไปเป็นฉาก เช่น คาร์เมน (Carmen) เป็นโอเปร่า ประกอบด้วยอุปรากร 4 องก์ เป็นต้น
* 10. [[ไลท์โมทีฟ]] (Leitmotif) ในโอเปร่าอุปรากรบางเรื่อง ผู้ประพันธ์จะมีแนวทำนองต่าง ๆ แทนตัวละครแต่ละตัว หรือแทนเหตุการณ์ สภาพการณ์ และ แนวทำนองเหล่านี้จะปรากฏอยู่ตลอดเวลาในโอเปร่าเพื่อแทนตัวละครหรือเหตุการณ์นั้น ๆ วากเนอร์เป็นผู้หนึ่งที่ชอบใช้ไลท์โมทีฟ เช่น Ring motive ของในอุปรากรชุด RingThe CycleRing และ Love motive ในจากอุปรากรเรื่อง Tristan and Isolde
 
== ประเภทของโอเปร่าอุปรากร ==
* 1. โอเปร่าอุปรากร (Opera) โดยปกติคำว่า “โอเปร่า” มักจะใช้จนทั่วไปเป็นที่เข้าใจว่า หมายถึง โอเปราซีเรีย (Opera seria) หรือ Serious opera หรือ Grand opera ซึ่งเป็นโอเปร่าอุปรากรที่ผู้ชมต้องตั้งใจดูชมเป็นอย่างมาก เพราะการดำเนินเรื่องใช้บทร้องลักษณะต่าง ๆ และรีเรซิเททีฟ ไม่มีการพูดสนทนาซึ่ง จัดว่าเป็นศิลปะดนตรีชั้นสูง เช่นเดียวกับการเข้าถึงศิลปะแขนงอื่น ๆ การชมโอเปร่าอุปรากรประเภทนี้จึงต้องมีพื้นความรู้และมีความเข้าใจในองค์ประกอบของโอเปร่าอุปรากร โดยเฉพาะด้านดนตรีเพื่อความซาบซึ้งอย่างแท้จริง เรื่องราวของโอเปร่าอุปรากรประเภทนี้มักจะเป็นเรื่องของความเก่งกาจของพระเอกหรือตัวนำ หรือเป็นเรื่องโศกนาฏกรรม (Heroic or tragicTragic drama) โอเปร่าประเภทนี้มักดำเนินเรื่องด้วยการร้องตลอดเรื่อง ไม่มีบทพูด หรือเจรจาอยู่เลย โดยใช้บทร้องกึ่งพูด รีซิเททีฟ (Recitative) ทั้งหมด
* 2. โคมิค โอเปร่าอุปรากรชวนหัว (Comic Opera) หรือโอเปร่าชวนหัว คือ โอเปร่าอุปรากรที่มักจะมีเนื้อเรื่องที่สนุกสนาน ตลกขบขันล้อเลียนคน หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ มักมีบทสนทนาที่ใช้พูดแทรกระหว่างบทเพลงร้อง โอเปร่า อุปรากรประเภทนี้จะดูง่ายกว่าประเภทแรก เนื่องจากเนื้อเรื่องสนุกสนาน มีบทสนทนาแทรก ดนตรีและเพลงที่ฟังไพเราะไม่ยากเกินไป โคมิคโอเปร่า อุปรากรชวนหัวมีหลายประเภท เช่น Opera–comique (ฝรั่งเศส) Opera buffa (อิตาเลียน) Ballad opera (อังกฤษ) และ Singspiel (เยอรมันเยอรมนี)
* 3. โอเปเรตตา (Operetta) โอเปอเรตตาจัดเป็นโอเปร่าอุปรากรขนาดเบา เนื้อเรื่องส่วนใหญ่เป็นการสะท้อนชีวิตจริงในสังคม โดย มีการสอดแทรกบทตลกเบาสมองอยู่ด้วย บางครั้งอาจจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรักกระจุ่มกระจุ๋มกระจุ๋มกระจิ๋ม คล้ายกับอุปรากรชวนหัว โคมิคโอเปรา โดยปกติโอเปเรตตาใช้การพูดแทนการร้องในบทสนทนา
* 4. คอนทินิวอัส โอเปร่า (Continuous opera) เป็นโอเปร่าอุปรากรที่ผู้ประพันธ์ใช้ดนตรีเชื่อมโยงเรื่องราวตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ มิใช่เป็นการร้องหรือสนทนาที่เป็นช่วง ๆ ลักษณะของคอนทินิวอัส โอเปร่านี้วากเนอร์เป็นผู้นำและใช้เสมอในโอเปร่าอุปรากรที่เขาเป็นผู้ประพันธ์
 
== ตัวอย่างบทประพันธ์โอเปร่าอุปรากรที่สำคัญ ==
* 1. Opera, Serious Opera
** [[Don Giovanni]] โดย โมซาร์ทโมสาร์ท
** [[The Magic Flute]] โดย โมซาร์ทโมสาร์ท
** Alceste โดย [[คริสตอฟคริสโตฟ วิลลิบัลด์ กลุ๊ค|กลุ๊ค]]
** [[La Bohème]] โดย [[จาโกโม ปุชชีนี|ปุชชีนี]]
** [[Hensel and Gretel]] โดย ฮัมเปอร์ดิงฮุมเปอร์ดิง
** [[Julius Caesar]] โดย [[จอร์จเกออร์ก เฟรดริกฟรีดริก ฮันเดล|ฮันเดล]]
** Lohengrin โดย วากเนอร์
** [[Madama Butterfly]] โดย [[จาโกโม ปุชชีนี|ปุชชีนี]]
** [[Otello]] โดย แวร์ดี
** Parsifal โดย วากเนอร์
** Pelleas et Melisande โดย [[โคล้ด เดอบุซซีอบูซี|เดอบูสซีอบูซี]]
** Prince Igor โดย โบโรดิน
** The Rake's Progress โดย [[อิกอร์ สตราวินสกี้|สตราวินสกีสตราวินสกี้]]
** Rigoletto โดย แวร์ดี
** The Ring of the Nibelung (โอเปร่าชุดอุปรากร 4 เรื่อง) โดย วากเนอร์
** [[Romeo et Juleitte]] โดย [[ชาร์ลชาร์ลส กูโนโนด์|กูโนโนด์]]
** The Tale of Hoffmann โดย [[ชากฌาร์ค ออฟเฟนบาค|ออฟเฟนบาค]]
** [[La Tosca]] โดย ปุชชินี
** Tristan and Isolde โดย วากเนอร์
** [[La Traviata]] โดย แวร์ดี
** [[William Tell]] โดย [[จิอาซิโออัคคิโน รอสชินีสซินี|รอสชินีสซินี]]
* 2. Comic Opera, Operetta
** The Abduction From The Seraglio โดย โมซาร์ทโมสาร์ท
** [[The Barber of Seville]] โดย รอสชินีสซินี
** The Bartered Bride โดย สเมนตาเมทานา
** Die Fledermaus โดย โยฮัน สเตราส์
** Hary Janos โดย โคดาย
** H.M.S. Pinafore โดย กิลเบิร์ตเซอร์อาร์เธอร์ และซัลลิแวน
** [[The Marriage of Figaro]] โดย โมซาร์ทโมสาร์ท
 
== อ้างอิง ==
48

การแก้ไข