ผลต่างระหว่างรุ่นของ "พระเจ้าฌูเอาที่ 6 แห่งโปรตุเกส"

หลายครอบครัวถูกพรากจากกัน แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนยังจับจองที่นั่งบนเรือไว้ไม่ได้และถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง การเดินทางครั้งนี้ไม่สงบนัก เรือหลายลำอยู่ในสภาพที่ไม่ปลอดภัยและความแออัดบนเรือได้ทำให้กลุ่มขุนนางถูกบั่นทอนเกียรติลง โดยส่วนใหญ่ต้องนอนเบียดกันในที่เปิดหรือตรงดาดฟ้าท้ายเรือ สุขลักษณะก็ไม่ดี เกิดการระบาดของเหา หลายคนไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้า หลายคนป่วย เสบียงอาหารก็มีน้อยทำให้ต้องแบ่งสรรปันส่วนกันไป นอกจากนี้ กองเรือดังกล่าวต้องใช้เวลาสิบวันในเขตเส้นศูนย์สูตรภายใต้ความร้อนที่แผดเผาเพราะแทบไม่มีลมช่วยพัดใบเรือ ทำให้อารมณ์ของคนเริ่มขุ่นมัวและมีเสียงบ่นพึมพำ กองเรือรบยังต้องเผชิญพายุอีกสองลูกและในที่สุดก็กระจัดกระจายกันบริเวณหมู่เกาะ[[มาเดรา]] ในช่วงกลางของการเดินทาง เจ้าชายฌูเอาทรงเปลี่ยนพระทัยและตัดสินพระทัยเดินทางสู่เมือง[[ซัลวาดอร์]]ใน[[รัฐบาเยีย]] คงด้วยเหตุผลทางการเมือง กล่าวคือ เพื่อให้ผู้ที่อาศัยอยู่ที่นั่นรู้สึกพอใจขึ้นหลังจากที่ซัลวาดอร์ได้สูญเสียสถานะเมืองหลวงของอาณานิคมไป ในขณะที่เรือพระที่นั่งที่มีเหล่าเจ้าหญิงประทับอยู่ได้เดินทางไปตามเส้นทางเดิมสู่รีโอเดจาเนโร<ref>Pedreira e Costa, pp. 186–194</ref><ref>Gomes, pp. 72–74; 82–100</ref>
 
===การเปลี่ยนสภาพอาณานิคมเป็นอาณาจักร===
[[ไฟล์:Abertura dos portos.jpg|thumb|พระราชกฤษฎีกาเปิดเมืองท่า ปัจจุบันได้รับการเก็บรักษาไว้ที่[[หอสมุดแห่งชาติบราซิล]]]]
ในวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2351 เรือพระที่นั่งของเจ้าชายผู้สำเร็จราชการและเรืออื่น ๆ อีกสองลำได้เทียบท่าที่[[บาอีอาดีโตดุสอุสซังตุส|อ่าวแห่งนักบุญทั้งหลาย]]ใน[[บราซิล]] ท้องถนนเมืองซัลวาดอร์นั้นว่างเปล่า เนื่องจากผู้ว่าราชการ [[เคานต์แห่งปงตึ]] ต้องการรับพระบัญชาจากเจ้าชายก่อนที่จะอนุญาตให้ราษฎรเข้าเฝ้า ด้วยทรงมองว่าเป็นทัศนคติที่แปลก เจ้าชายจึงทรงอนุญาตให้ราษฎรเข้าเฝ้าได้หากพวกเขามีความประสงค์<ref>Gomes, p. 102</ref> อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการให้เวลาขุนนางได้จัดเตรียมตนเองหลังการเดินทางที่แสนเข็ญ การเทียบท่าได้ถูกเลื่อนไปในวันถัดมาซึ่งพวกเขาก็ได้รับการต้อนรับอย่างครื้นเครงท่ามกลางขบวนแห่ การตีระฆัง และการเฉลิมฉลองเพลง [[Te Deum]] ที่[[มหาวิหารซัลวาดอร์]] ในวันถัดมาโปรดให้ผู้ที่มีความประสงค์สามารถเข้าเฝ้าเพื่อถวายความเคารพได้ โปรดให้มีพิธี[[ไบฌา-เมา]] (การจุมพิตพระหัตถ์ขององค์กษัตริย์) และพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณต่าง ๆ<ref name="Pedreira e Costa, pp. 201-210">Pedreira e Costa, pp. 201–210</ref> ในจำนวนนี้ พระองค์ทรงประกาศให้จัดตั้งห้องเรียนสาธารณะในวิชาเศรษฐกิจและโรงเรียนสอนการผ่าตัด<ref>Lobo Neto, Francisco José da Silveira. [http://www.uff.br/trabalhonecessario/TN06%20LOBO%20NETO,%20F.J.S.memoria%20e%20documento.pdf "D. João VI e a educação brasileira: alguns documentos"]. In: ''Trabalho Necessário'', ano 6, nº 6, 2008, s/p. In Portuguese.</ref> แต่พระราชกรณียกิจที่สำคัญเด่นชัดที่สุดในช่วงเวลานี้คือการประกาศ[[พระราชกฤษฎีกาการเปิดเมืองท่าแก่ชาติพันธมิตร]] ({{lang|pt|''Decreto de Abertura dos Portos às Nações Amigas''}}) ที่ถือเป็นมาตรการที่มีความสำคัญยิ่งทางการเมืองและเศรษฐกิจ และเป็นมาตรการแรกจากหลาย ๆ มาตรการที่ทรงนำมาใช้เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ของอาณานิคม อย่างไรก็ตาม เป็นธรรมดาว่า อังกฤษ (ซึ่งเศรษฐกิจของตนขึ้นอยู่กับการค้าทางทะเล และมีฐานะเสมือนเป็นผู้อารักขากษัตริย์โปรตุเกสและบราซิลอยู่กลาย ๆ ในตอนนี้) จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงมากที่สุด โดยได้รับสิทธิพิเศษมากมาย<ref>Pedreira e Costa, pp. 208–210</ref>