ผลต่างระหว่างรุ่นของ "พระเจ้าฌูเอาที่ 6 แห่งโปรตุเกส"

แทนที่คำผ่านการค้นหา: 'ทรงเป็นพระ'→'เป็นพระ'
(แทนที่คำผ่านการค้นหา: 'ทรงเสวย'→'เสวย')
(แทนที่คำผ่านการค้นหา: 'ทรงเป็นพระ'→'เป็นพระ')
ก่อนที่พระองค์จะเสด็จครองราชสมบัติโปรตุเกส พระองค์ทรงดำรงพระอิสริยยศ[[ดยุคแห่งบรากังซา]], [[ดยุคแห่งเบฌา]] และ[[เจ้าชายแห่งบราซิล]] พระองค์ทรงรับตำแหน่งเจ้าชายผู้สำเร็จราชการแห่งโปรตุเกสในปี พ.ศ. 2342 (และหลังจากนั้นทรงเป็นเจ้าชายผู้สำเร็จราชการแห่งสหราชอาณาจักรโปรตุเกส บราซิล และแอลการ์ฟในปี พ.ศ. 2358) อันเนื่องมาจากอาการประชวรทางพระสติของสมเด็จพระราชินีนาถมารีอาที่ 1 พระราชมารดา ในที่สุดเมื่อพระมารดาเสด็จสวรรคต พระองค์จึงได้ครองราชสมบัติสืบต่อเป็นพระเจ้าฌูเอาที่ 6 แห่ง[[จักรวรรดิโปรตุเกส]]โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางอำนาจมากนัก เนื่องจากพระองค์มีพระราชอำนาจเต็มที่ตั้งแต่ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแล้ว
 
พระองค์ทรงเป็นหนึ่งในตัวอย่างของ[[ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์]] พระองค์ทรงดำรงพระชนม์ชีพในยุคที่มีแต่ความวุ่นวาย ในรัชกาลของพระองค์ไม่เคยมีความสงบสุขที่ยาวนาน ตลอดช่วงที่พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการในพระนางมาเรียและเมื่อทรงเป็นพระมหากษัตริย์แล้ว กลุ่มมหาอำนาจเช่น [[สเปน]] [[ฝรั่งเศส]] และ[[บริเตนใหญ่]] (ต่อมาเปลี่ยนเป็น[[สหราชอาณาจักร]]) ได้เข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของโปรตุเกสอย่างต่อเนื่อง พระองค์จำต้องลี้ภัยไปยัง[[บราซิล]]เมื่อกองทัพของ[[จักรพรรดินโปเลียนที่ 1]] เข้ารุกรานโปรตุเกส ที่นั่นพระองค์ต้องทรงเผชิญหน้ากับการต่อต้านจากกลุ่ม[[เสรีนิยม]]ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเหตุการณ์ในทำนองเดียวกันตามเมืองใหญ่ ๆ พระองค์ทรงถูกบังคับให้เสด็จกลับยุโรปท่ามกลางความขัดแย้งครั้งใหม่ การอภิเษกสมรสของพระองค์กับ[[การ์โลตา โคอากีนาแห่งสเปน สมเด็จพระราชินีแห่งโปรตุเกส|เจ้าหญิงการ์โลตา โคอากีนาแห่งสเปน]] ก็ไม่ได้สร้างความขัดแย้งไปน้อยกว่ากัน พระนางการ์โลตาทรงจุดประกายความขัดแย้งเพื่อต่อต้านพระสวามีเพื่อผลประโยชน์ของสเปน บ้านเกิดของพระนางเอง พระองค์ทรงสูญเสียบราซิลเมื่อเจ้าชายเปดรู พระโอรสได้ทรงประกาศเอกราช และพระโอรสอีกพระองค์คือ [[พระเจ้ามิเกลแห่งโปรตุเกส|เจ้าชายมีเกล]]ก็ทรงก่อกบฏเพื่อต่อต้านพระราชบิดา จากการศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้พบว่า การสวรรคตของพระองค์เกิดจากการรับสารพิษจำพวก[[สารหนู]]
 
อย่างไรก็ตาม ความยากลำบากเหล่านี้ทำให้พระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจไว้โดยเฉพาะในบราซิล พระองค์ทรงก่อตั้งสถาบันและการบริการต่าง ๆ ไว้มากมายซึ่งเป็นการวางรากฐานสู่การปกครองตนเอง และทรงได้รับการพิจารณาจากนักวิจัยหลาย ๆ คนว่าทรงเป็นผู้ริเริ่มโครงการให้บราซิลเป็นรัฐที่ทันสมัย อย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงถูกบรรยายว่าเป็นผู้เกียจคร้าน ขาดไหวพริบทางการเมือง และทรงลังเลเป็นประจำและมีพระอุปนิสัยที่แปลกพิสดารบ่อยครั้ง
[[ไฟล์:Retrato de Joao VI, Principe do Brasil.jpg|left|thumb|พระบรมสาทิสลักษณ์ ''ฌูเอา เจ้าชายแห่งบราซิล ดยุคแห่งบรากังซา'' วาดโดย[[จูเซปเป โตรนี]]]]
[[ไฟล์:Domingos Sequeira - D. Carlota Joaquina.jpg|thumb|พระบรมสาทิสลักษณ์พระนางการ์โลตา โคอากีนา วาดโดย[[ดูมิงกุช ซึไกรา]] ราวปี พ.ศ. 2345 - 2349]]
ในปี พ.ศ. 2328 [[เองรีกึ ดึ มึเนซิช มาร์ควิสที่ 3 แห่งโลรีซัล]]ได้จัดพิธีอภิเษกสมรสระหว่างเจ้าชายฌูเอากับ[[การ์โลตา โคอากีนาแห่งสเปน สมเด็จพระราชินีแห่งโปรตุเกส|เจ้าหญิงการ์โลตา โคอากีนาแห่งสเปน]] พระราชธิดาใน[[พระเจ้าการ์โลสที่ 4 แห่งสเปน]]กับ[[มาเรีย ลุยซาแห่งปาร์มา สมเด็จพระราชินีแห่งสเปน|พระราชินีมาเรีย ลุยซาแห่งปาร์มา]] เจ้าหญิงการ์โลตาทรงเป็นพระราชนิกุลเยาว์วัยของราชวงศ์เช่นเดียวกับเจ้าชายฌูเอา ด้วยความกลัวว่าอาจจะเกิด[[สหภาพไอบีเรีย]]ขึ้นมาใหม่ บุคคลในราชสำนักโปรตุเกสบางคนจึงมองการอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงจากสเปนอย่างไม่พอใจนัก แม้ว่าเจ้าหญิงจะมีพระชนมายุเพียง 10 ชันษาในขณะนั้น แต่ก็มีพระบุคลิกที่ร่าเริงและพระกิริยาที่งดงาม เจ้าหญิงทรงต้องอดทนเป็นเวลาสี่วันจากการทดสอบของคณะทูตจากราชสำนักโปรตุเกสก่อนที่แผนการอภิเษกสมรสจะได้รับการยอมรับ ด้วยเหตุที่ว่าเจ้าชายฌูเอาและเจ้าหญิงการ์โลตาทรงเป็นพระญาติใกล้ชิดกันและเนื่องจากเจ้าสาวยังทรงพระเยาว์ การอภิเษกสมรสครั้งนี้จึงต้องได้รับการอนุมัติเป็นกรณีพิเศษจากพระสันตะปาปาเสียก่อน หลังจากที่ได้รับการยินยอมแล้ว การอภิเษกสมรสได้มีการลงนามในท้องพระโรงของราชสำนักสเปน โดยมีพิธีอันยิ่งใหญ่และการร่วมมือจากพระราชอาณาจักรทั้งสอง ตามมาด้วย[[การแต่งงานโดยฉันทะ|การอภิเษกสมรสโดยผ่านตัวแทน]] ตัวแทนของเจ้าชายฌูเอาคือพระราชบิดาของเจ้าสาวเอง ในคืนนั้นมีการจัดงานเลี้ยงฉลองรับรองผู้เข้าร่วมกว่า 2,000 คน<ref name="Pedreira e Costa, pp. 38-43">Pedreira e Costa, pp. 38–43</ref>
 
เจ้าหญิงทรงได้รับพระราชทาน[[พระราชวังวีลาวีโซซา]]ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2328 และในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2328 ทั้งสองพระองค์ทรงได้รับศีลสมรสในโบสถ์น้อยของพระราชวัง ในเวลาเดียวกัน [[เจ้าหญิงมาเรียนา วิกตอเรียแห่งโปรตุเกส]] พระขนิษฐาของเจ้าชายฌูเอา ก็ทรงอภิเษกสมรสกับ[[เจ้าชายกาเบรียลแห่งสเปน]] ราชนิกุลในพระราชวงศ์สเปน จดหมายที่เจ้าชายฌูเอาทรงเขียนถึงเจ้าหญิงมาเรียนาในช่วงนั้นเผยให้เห็นว่าพระองค์ทรงระลึกถึงพระขนิษฐาเสมอ และทรงกล่าวเปรียบเทียบพระขนิษฐากับพระมเหสีของพระองค์ว่า "เจ้าหญิงทรงฉลาดมากและมีความยุติธรรมมาก ในขณะที่เธอไม่ใคร่มีนัก และพี่ก็ชอบหล่อนมาก แต่ไม่สามารถรักหล่อนได้อย่างเท่าเทียมกัน" ในอีกด้านหนึ่ง พระมเหสีของเจ้าชายทรงไม่ใช่คนว่านอนสอนง่ายนัก จึงต้องทรงขอให้สมเด็จพระราชินีนาถมารีอาเข้ามาจัดการด้วยพระองค์เองอยู่หลายครั้ง นอกจากนี้ความแตกต่างกันระหว่างพระชนมายุ (เจ้าชายฌูเอามีพระชนมายุ 18 พรรษา) ก็ทำให้เจ้าชายทรงรู้สึกอึดอัดและวิตกกังวล เนื่องจากเจ้าหญิงการ์โลตายังทรงพระเยาว์มาก ทำให้การอภิเษกสมรสยังไม่สำเร็จบริบูรณ์ และเจ้าชายฌูเอาทรงเขียนว่า "นี่เป็นช่วงเวลาที่ข้าจะยังเล่นกับเจ้าหญิงได้ตลอด ถ้าสิ่งต่าง ๆ ยังคงดำเนินไปเช่นนี้ ข้าคิดว่าคงไม่มีอะไรเกิดขึ้นในอีก 6 ปีต่อจากนี้ ให้หล่อนเติบโตขึ้นกว่าตอนที่หล่อนมาถึงจะดีกว่า" ในความเป็นจริงนั้น ความสำเร็จบริบูรณ์ของการอภิเษกสมรสยังไม่มาถึงจนกระทั่งวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2333 ในปี พ.ศ. 2336 เจ้าหญิงการ์โลตามีพระประสูติกาลบุตรพระองค์แรกในจำนวน 9 พระองค์คือ [[เจ้าหญิงมารีอา ตีเรซาแห่งไบรา]]<ref name="Pedreira e Costa, pp. 38-43"/>
123,859

การแก้ไข