ผลต่างระหว่างรุ่นของ "พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 แห่งอังกฤษ"

แทนที่คำผ่านการค้นหา: 'ทรงมีพระ'→'มีพระ'
(แทนที่คำผ่านการค้นหา: 'ทรงมีพระ'→'มีพระ')
พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดเสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อพระชนม์มายุได้เพียง 14 พรรษา หลังจากที่พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 2 พระราชบิดา ทรงถูกถอดจากการเป็นกษัตริย์ เมื่อพระชนม์มายุได้ 17 พรรษา พระองค์ก็ทรงเป็นผู้นำในรัฐประหารโค่นล้ม[[โรเจอร์ มอร์ติเมอร์ เอิร์ลแห่งมาร์ชที่ 1]] ผู้เป็น[[ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์]] และทรงเริ่มครองราชย์ด้วยพระองค์เอง หลังจากที่ทรงได้รับชัยชนะต่อ[[ราชอาณาจักรสกอตแลนด์]] ก็ทรงประกาศอ้างสิทธิ์ของพระองค์ว่าเป็นผู้สืบทอดอันชอบธรรมต่อราชบัลลังก์ฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1340 อันเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามซึ่งเรียกกันว่า [[สงครามร้อยปี]] หลังจากที่เพลี่ยงพล้ำในระยะแรกของสงคราม สถานการณ์ก็ดีขึ้นมากสำหรับฝ่ายอังกฤษ ชัยชนะที่เครซีและปัวติเยร์ทำให้อังกฤษได้รับผลประโยชน์เป็นอย่างมากจาก[[สนธิสัญญาเบรทินยี]] (Treaty of Brétigny) แต่ตอนปลายรัชสมัย ก็ทรงประสบกับความล้มเหลวในกิจการระหว่างประเทศและการเมืองภายใน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพราะความเฉื่อยชาและพระสุขภาพพลานามัยที่ทรุดโทรมลงอย่างมาก
 
พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดทรงมีพระอารมณ์ร้ายแต่ก็ทรงเป็นผู้มีความกรุณาเป็นอันมากเช่นกัน ทรงเป็นกษัตริย์ตามสมัยคือทรงมีความสนพระทัยทางทหารและทรงเป็นกษัตริย์ที่เป็นที่ยกย่องเป็นเวลาหลายร้อยปีต่อมา แม้ว่าต่อมาจะทรงถูกประณามว่าเป็นนักผจญภัยผู้ไร้ความรับผิดชอบโดย[[นักประวัติศาสตร์วิก]] แต่ภาพพจน์ของพระองค์ก็เปลี่ยนไปในทางดีอีกครั้งในปัจจุบัน<ref name="Father">Mortimer, ''The Perfect King - The Life of Edward III, Father of the English Nation'', 1.</ref>
 
== พระราชประวัติ ==
พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดเสด็จพระราชสมภพที่[[พระราชวังวินด์เซอร์]]เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ค.ศ. 1312 เมื่อยังทรงพระเยาว์ทรงพระนามว่า “เอ็ดเวิร์ดแห่งวินด์เซอร์” สมัยการปกครองของพระราชบิดา[[สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 2 แห่งอังกฤษ|พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 2]] เป็นสมัยที่เต็มไปด้วยความพ่ายแพ้ทางทหาร ความขัดแย้งกับขุนนางผู้มีอำนาจ การฉ้อโกงของข้าราชสำนัก แต่การทรงมีรัฐทายาทที่เป็นผู้ชายในปี ค.ศ. 1312 ก็เป็นการสร้างความมั่นคงให้กับราชบัลลังก์อยู่ชั่วระยะหนึ่ง<ref>For an account of Edward II's later years, see Fryde, Natalie (1979). ''The Tyranny and Fall of Edward II, 1321–1326''. Cambridge: Cambridge University Press. ISBN 0-521-22201-X.</ref> เพื่อให้ความความมั่นคงยั่งยืนต่อไปพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 2 จึงทรงแต่งตั้งเอ็ดเวิร์ดแห่งวินด์เซอร์ขึ้นเป็น “เอิร์ลแห่งเชสเตอร์” เมื่อพระชนมายุเพียง 12 วันและอีกสองเดือนต่อมาก็พระราชทานข้าราชบริพารครบชุดสำหรับการมีราชสำนักเป็นการส่วนพระองค์ให้แก่พระราชโอรส เพื่อให้ทรงมีความอิสระในการเป็นขุนนางเต็มตัวด้วยพระองค์เองราวกับเป็นผู้บรรลุนิติภาวะแล้ว<ref name="Father"/>
 
เมื่อวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 1327 เมื่อเอ็ดเวิร์ดแห่งวินด์เซอร์มีพระชนมายุได้ราว 14 พรรษา พระนาง[[อิสซาเบลลาแห่งฝรั่งเศส สมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษ]]พระราชมารดาและ[[โรเจอร์ มอร์ติเมอร์ เอิร์ลแห่งมาร์ชที่ 1|โรเจอร์ มอร์ติเมอร์]]และรัฐสภาก็ปลดพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 2 จากราชบัลลังก์ และยกเอ็ดเวิร์ดแห่งวินด์เซอร์ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 แห่งอังกฤษ โดยทรงเข้าพิธีราชาภิเษกเมื่อวันที่ [[1 กุมภาพันธ์]] [[ค.ศ. 1327]] โดยมีสมเด็จพระราชินีอิสซาเบลลาและโรเจอร์ มอร์ติเมอร์เป็น[[ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์]] มอร์ติเมอร์ถือได้ว่าเป็นผู้ปกครองอังกฤษ[[โดยพฤตินัย]] อีกทั้งยังข่มเหงน้ำพระทัยพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดโดยไม่ให้ความนับถือต่อพระองค์และทำให้ทรงเสียพระพักตร์โดยตลอด เมื่อวันที่ 24 มกราคม ค.ศ. 1328 ในขณะทรงมีพระชนมายุได้ 15 พรรษา ก็ได้ทรงเสกสมรสกับ[[ฟิลิปปาแห่งเฮนอลต์ สมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษ|ฟิลิปปาแห่งเฮนอลต์]] วัย 16 พรรษา ณ [[ยอร์กมินสเตอร์]]<ref>Michael, 'A Manuscript Wedding Gift from Philippa of Hainault to Edward III', 582.</ref>
 
มอร์ติเมอร์ทราบว่าฐานะของตนเองออกจะไม่มั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 และพระนางฟิลิปปามีพระราชโอรสพระองค์แรกเมื่อวันที่ [[15 มิถุนายน]] [[ค.ศ. 1330]]<ref>Ormrod, ''Reign of Edward III'', 6.</ref> มอร์ติเมอร์จึงใช้อำนาจในการนำมาซึ่งตำแหน่งขุนนางและอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ ทรัพย์สินส่วนใหญ่ที่ได้มาเดิมเป็นของ[[เอ็ดมันด์ ฟิทซ์แอแลน เอิร์ลแห่งอารันเดลที่ 9]] (Edmund FitzAlan, 9th Earl of Arundel) ฟิทซ์แอแลน ผู้ยังจงรักภักดีต่อพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 2 ขณะที่ทรงมีความขัดแย้งกับพระราชินีอิซาเบลลาและมอร์ติเมอร์ จึงถูกประหารชีวิตเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ค.ศ. 1326 ความโลภและความทะนงตัวของมอร์ติเมอร์ทำให้เป็นที่เกลียดชังในหมู่ขุนนางซึ่งทำให้เป็นประโยชน์ต่อสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3
เมื่อเริ่มขึ้นครองราชย์สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 ก็เลือกที่จะริเริ่มความขัดแย้งกับ[[ราชอาณาจักรสกอตแลนด์]]ขึ้นอีกตามนโยบายของ [[สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 2 แห่งอังกฤษ|พระราชบิดา]]และ[[สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1 แห่งอังกฤษ|พระอัยกา]]ก่อนหน้านั้น พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดทรงยกเลิก[[สนธิสัญญาเอดินบะระ-นอร์ทแธมป์ตัน]] (Treaty of Edinburgh-Northampton) ที่ลงนามระหว่างสมัยผู้สำเร็จราชการ ซึ่งเป็นการประกาศสิทธิในการปกครองของอังกฤษในราชอาณาจักรสกอตแลนด์ จึงเป็นผลให้เกิด [[สงครามอิสรภาพสกอตแลนด์ครั้งที่ 2]] (Second War of Scottish Independence)
 
สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะยึดดินแดนที่อังกฤษเสียไปคืน และทรงสามารถยึดเบอร์ริคคืนได้ ต่อมาในปี ค.ศ. 1333 พระองค์ก็ทรงได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดที่ [[ยุทธการฮาลิดันฮิลล์]] (Battle of Halidon Hill) ต่อกองทัพของยุวกษัตริย์[[พระเจ้าเดวิดที่ 2 แห่งสกอตแลนด์]] พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดจึงอยู่ในฐานะที่จะแต่งตั้งให้[[เอ็ดเวิร์ด บาล์ลิโอล]] (Edward Balliol) ขึ้นครองราชบัลลังก์สกอตแลนด์โดยได้รับดินแดนทางใต้ของสกอตแลนด์เป็นรางวัล (โลเธียนส์, ร็อกซเบิร์กเชอร์, เบอร์วิคเชอร์, ดัมฟรีสเชอร์, แลนนาร์คเชอร์ และพีเบิลเชอร์) แม้ว่าจะทรงได้รับชัยชนะที่ดูพพลินและฮาลิดัน แต่ไม่นานนัก[[โรเบิร์ต บรูซ]] (Robert the Bruce) ก็ยึดกลับ และภายในปี ค.ศ. 1335 การยึดครองของอังกฤษโดยบาล์ลิโอลก็อ่อนตัวลง หลังจาก[[ยุทธการคัลเบรียน]] (Battle of Culblean)
 
ในปี ค.ศ. 1336 [[จอห์นแห่งเอลแธม เอิร์ลแห่งคอร์นวอล]]พระอนุชาของสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 ก็มาสิ้นพระชนม์ลง จอห์นแห่งฟอร์ดุนอ้างไว้ในบันทึกเจสตา (Gesta Annalia) ว่าพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดปลงพระชนม์จอห์นแห่งเอลแธมหลังจากที่ทรงมีปากมีเสียงกัน
สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่เป็นที่นิยมแก่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินตั้งแต่ยังทรงพระชนม์อยู่ และแม้แต่เมื่อมีเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นพระองค์ก็มิได้ทรงถูกประณามว่ามีสาเหตุมาจากพระองค์โดยตรง<ref>Ormrod, ''Reign of Edward III'', 37.</ref> นักบันทึกประวัติศาสตร์ร่วมสมัย[[ฌอง ฟรัวส์ซาร์ท]] (Jean Froissart) บันทึกไว้ใน “บันทึกประวัติศาสตร์ของฟรัวส์ซาร์ท” (Froissart's Chronicles) สรรเสริญพระองค์ว่า “พระมหากษัตริย์เช่นพระองค์ไม่มีมาให้เห็นมาตั้งแต่พระเจ้าอาร์เธอร์”<ref>Ormrod, ''Reign of Edward III'', 38. Froissart's predecessor, Jean le Bel, who had served under the king ในปี ค.ศ. 1327, likewise called Edward "Arthur come again."</ref> ทัศนคตินี้มีอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่งแต่ก็มาเปลี่ยนแปลงไป นักประวัติศาสตร์[[พรรควิก (สหราชอาณาจักร)|พรรควิก]]ในสมัยต่อมานิยมที่จะเน้นความสนใจในเรื่องการปฏิรูปทางรัฐธรรมนูญมากกว่าที่จะสรรเสริญพระองค์ในความสามารถทางการทหาร กล่าววิจารณ์พระองค์ว่าไม่ทรงสนพระทัยในความรับผิดชอบในการปกครองบ้านเมือง ตามคำกล่าวของบาทหลวง[[วิลเลียม สตับบ์ส]] (William Stubbs) ที่ว่า:
 
{{cquote|สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 ไม่ทรงเป็นรัฐบุรุษ แม้ว่าจะทรงมีคุณสมบัติที่สามารถทำให้พระองค์เป็นรัฐบุรุษผู้ประสบความสำเร็จก็ได้ พระองค์ทรงเป็นนักการสงคราม; ทรงมีความทะเยอทะยาน, ไม่ทรงมีจรรยา, ทรงมีความเห็นแก่พระองค์, ทรงมีความฟุ่มเฟือย และทรงมีพระบาทไม่ถึงพื้น ความรับผิดชอบในหน้าที่ของพระองค์เป็นเพียงผิวเผิน ไม่ทรงมีความรู้สึกว่าต้องทรงมีหน้าที่พิเศษทั้งในการรักษาทฤษฎีความเป็นประมุขสูงสุดหรือการดำเนินตามนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เช่นเดียวกับพระเจ้าริชาร์ดที่ 1 พระองค์ทรงเห็นค่าของอังกฤษเพียงเป็นแหล่งสำหรับทำรายได้เท่านั้น
::::::::::::วิลเลียม สตับบ์ส, “ประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญของอังกฤษ”<ref>Stubbs, William. ''The Constitutional History of England'', quoted in McKisack, ''Edward III and the historians'', p. 3.</ref>}}
 
ทัศนคตินี้มีอิทธิพลต่อมาจนกระทั่งปี ค.ศ. 1960 ในบทความ “สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 และนักประวัติศาสตร์” โดย [[เมย์ แม็คคิสแซ็ค]] (May McKisack) ชี้ให้เห็นเหตุผลของที่มาของความเห็นของสตับบ์ส พระมหากษัตริย์ในยุคกลางไม่ได้มีความคาดหวังในหน้าที่ที่จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในอนาคตของระบอบพระมหากษัตริย์ในระบอบรัฐสภา หน้าที่พระมหากษัตริย์ในยุคกลางเป็นแต่เพียงการแก้ปัญหาที่ต้องเผชิญ—รักษาความมั่นคงและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เมื่อพิจารณาจากแง่มุมนี้พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดก็ทรงเป็นผู้ประสบความสำเร็จเป็นอันมาก<ref>McKisack, ''Edward III and the historians'', 4–5.</ref> นอกจากนั้นพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดยังทรงถูกกล่าวหาว่าทรงปรนเปรอพระราชโอรสพระองค์รองๆ โดยให้เสรีภาพมากเกินไป ที่ทำให้เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความแตกแยกกันระหว่างพระราชโอรสที่ในที่สุดก็นำมาซึ่ง[[สงครามดอกกุหลาบ]] แต่ข้อนี้ก็ถูกปฏิเสธโดย[[เคย์. บี. แม็คฟาร์เลน]] (K.B. McFarlane) ผู้ที่ค้านว่านโยบายนี้ไม่เป็นแต่เพียงนโยบายที่ใช้กันโดยทั่วไปในสมัยนั้นแต่ยังเป็นนโยบายที่ดีที่สุดด้วย<ref>K.B. McFarlane (1981). ''England in the fifteenth century'', London: Hambledon Press, p. 238. ISBN 0-9506882-5-8.</ref> ต่อมานักเขียนชีวประวัติของพระองค์เช่นมาร์ค ออร์มรอดและ[[เอียน มอร์ติเมอร์ (นักประวัติศาสตร์)|เอียน มอร์ติเมอร์]] (Ian Mortimer) ก็ตั้งความเห็นในแนวเดียวกัน แต่ความคิดเห็นเดิมก็ไม่ได้ถูกละทิ้งกันไปทั้งหมด แม้แต่ในปี ค.ศ. 2001 [[นอร์มัน แคนเตอร์]] (Norman Cantor) ก็ยังกล่าวถึงพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดว่าเป็น “avaricious and sadistic thug” และ “destructive and merciless force”<ref>Cantor, ''In the Wake of the Plague'', 37, 39.</ref>
 
เท่าที่ทราบกันพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดทรงมีพระนิสัยที่หุนหันพลันแล่นที่เห็นได้จากวิธีที่ทรงปฏิบัติต่อแสตร็ทฟอร์ดและองค์มนตรี ในปี ค.ศ. 1340-41<ref>Prestwich, ''Plantagenet England'', 289.</ref> แต่ในขณะเดียวกันพระองค์ก็เป็นที่รู้จักกันในความมีพระมหากรุณาธิคุณ เช่นในกรณีเกี่ยวกับหลานของมอร์ติเมอร์[[โรเจอร์ เดอ มอร์ติเมอร์ เอิร์ลแห่งมาร์ชที่ 2]] (Roger de Mortimer, 2nd Earl of March) พระองค์ไม่เพียงแต่พระราชทานอภัยโทษให้แต่ยังทรงมอบหมายให้มีบทบาทสำคัญในสงครามกับฝรั่งเศสและในที่สุดก็พระราชทาน[[เครื่องราชอิสริยาภรณ์การ์เตอร์]]ให้ด้วย<ref>McKisack, ''Fourteenth Century'', 255.</ref>
 
ทางด้านศาสนาและความสนพระทัยในสิ่งต่างๆ พระองค์ก็ทรงเป็นเช่นเดียวกับผู้ร่วมสมัยโดยทั่วไป สิ่งที่ทรงโปรดคือการทำสงคราม ซึ่งก็ทรงเป็นกษัตริย์ที่เหมาะสมกับการเป็นกษัตริย์ที่ดีในยุคกลาง<ref>Ormrod, ''Reign of Edward III'', 44; Prestwich, ''Plantagenet England'', 290–1.</ref> ในฐานะนักการสงครามพระองค์ก็ทรงประสบความสำเร็จจนนักประวัติศาสตร์การทหารสมัยใหม่บรรยายว่าทรงเป็นนายพลผู้เก่งกล้าสามารถที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษ<ref>Clifford J. Rogers, "England's Greatest General," MHQ SUMMER 2002, VOL: 14 NO: 4</ref> นอกจากนั้นพระองค์ก็ยังเป็นพระสวามีที่จงรักภักดีต่อพระอัครชายา[[ฟิลลิปปาแห่งเอโนลต์ สมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษ|พระราชินีฟิลลิปปา]] ก็มีข่าวเล่าลือกันมากมายเกี่ยวกับพระจริยาวัตรในเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศแต่ก็ไม่มีหลักฐานสนับสนุนว่าทรงนอกพระทัยพระชายาก่อนหน้าที่จะทรงมีความสัมพันธ์กับอลิซ เพอร์เรอร์ส และขณะนั้นพระราชินีฟิลลิปปาก็ประชวรหนักแล้ว<ref>Mortimer, ''Perfect King'', 400–1; Prestwich, ''Three King Edwards'', 241.</ref> พระองค์ไม่ทรงเหมือนพระมหากษัตริย์ในยุคกลางของอังกฤษที่ไม่ทรงมีพระโอรสธิดานอกสมรสที่เป็นที่ทราบ ความภักดีของพระองค์เผื่อแผ่ไปยังพระญาติพระวงศ์ด้วย ซึ่งตรงข้ามกับพระมหากษัตริย์องค์ที่ผ่านมาและไม่ทรงต้องประสบความเป็นปฏิปักษ์จากพระราชโอรสองค์ในห้าพระองค์ที่ทรงมี<ref>Prestwich, ''Plantagenet England'', 290.</ref>
 
== ในเรื่องแต่ง ==
123,859

การแก้ไข