ผลต่างระหว่างรุ่นของ "นาซีเยอรมนี"

ไม่มีคำอธิบายอย่างย่อ
| era = [[สมัยระหว่างสงคราม]]/<br />[[สงครามโลกครั้งที่สอง]]
| status =
| event_start = [[มัคแทร์ไกรฟุงมัคท์แอร์ไกรฟุง]]
| year_start = 1933
| date_start = 30 มกราคม 1933
| event1 = [[ไกลช์ชัลทุง]]
| date_event1 = 27 กุมภาพันธ์ 1933
| event2 = [[อันชลูส์ชลุสส์]]
| date_event2 = 13 มีนาคม 1938
| event3 = [[การบุกครองโปแลนด์]]
| s8 = ราชอาณาจักรอิตาลี (ค.ศ. 1861-1946){{!}}ราชอาณาจักรอิตาลี
| flag_s8 = Flag of Italy (1861-1946).svg
| s9 = อาลซัส-ลอแรน
| s9 = อัลซาส-ลอร์แรน
| flag_s9 = Flag of France.svg
| s10 = เขตยูเพน-มาลเมดี
| national_motto = ''"Ein Volk, ein Reich, ein Führer."''
<small>"หนึ่งประชาชน หนึ่งจักรวรรดิ หนึ่งผู้นำ"</small>
| national_anthem = [[ดาสลีดแดร์ดอยท์เชนดัสลีดแดร์ดอยท์เชิน]]<br />
<small>(อย่างเป็นทางการ)</small><br />[[ดาสลีดแดร์ดอยท์เชนดัสลีดแดร์ดอยท์เชิน]]บทที่หนึ่ง<br /><small>ตามด้วยเพลง[[ฮอร์สทเวสเซลลีดฮอสท์-เวสเซิล-ลีด]]</small>
| capital = [[เบอร์ลิน]]
| latd = 52|latm=31|latNS=N|longd=13|longm=24|longEW=E
| common_languages = [[ภาษาเยอรมัน]]
| government_type = [[รัฐพรรคการเมืองเดียว]] [[นาซี|ชาติสังคมนิยม]] [[เผด็จการเบ็ดเสร็จ]]
| title_leader = [[ประธานาธิบดีเยอรมนี|ประธานาธิบดี]] / [[ฟือแรร์ฟือเรอร์]]
| leader1 = [[พอลเพาล์ ฟอน ฮินเดนบูร์ก]]
| year_leader1 = 1933–1934
| leader2 = [[อดอล์ฟ ฮิตเลอร์]]<ref name=infob>ตำแหน่งถือว่าว่างลงอย่างเป็นทางการ ตำแหน่งของฮิตเลอร์ คือ ฟือแรร์อุนด์ไรช์สคันซเลอร์ฟือเรอร์อุนด์ไรช์สคันซเลอร์ ตั้งแต่สิงหาคม 1934<br />[http://www.documentarchiv.de/ns/stobrhpt.html Gesetz über das Staatsoberhaupt des Deutschen Reichs], 1 August 1934: "§ 1 ตำแหน่งไรช์สแพรซิเดนท์ถูกรวมเข้ากับไรช์สคันซเลอร์ ฉะนั้นสิทธิที่ผ่านมาของไรช์สแพรซิเดนท์จึงส่งผ่านมายังฟือแรร์อุนด์ไรช์สคันซเลอร์ฟือเรอร์อุนด์ไรช์สคันซเลอร์ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เขาแต่งตั้งผู้ช่วย"</ref>
| year_leader2 = 1934–1945
| leader3 = [[คาร์ล เดอนิทช์]]
| deputy1 = [[อดอล์ฟ ฮิตเลอร์]]
| year_deputy1 = 1933–1945
| deputy2 = [[โยเซฟ เกิบเบลส์เบิลส์]]
| year_deputy2 = 1945
| deputy3 = [[ลุทส์ กรัฟ ชเวริน วอน โครซิค]]
{{ใช้ปีคศ|width=300px}}
 
'''นาซีเยอรมนี''' ({{lang-en|Nazi Germany}}) หรือ '''จักรวรรดิไรช์ที่สาม''' ({{lang-en|The Third Reich}}) เป็นชื่อสามัญเรียก[[ประเทศเยอรมนี]] สมัยที่ถูกปกครองแบบ[[ระบบรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ|รวบอำนาจเบ็ดเสร็จ]] โดย[[อดอล์ฟ ฮิตเลอร์]] และ[[พรรคนาซี|พรรคชาติสังคมนิยมกรรมกรแห่งชาติเยอรมัน]] นาซีเยอรมนีตั้งอยู่ใน[[ทวีปยุโรป]] มีกรุง[[เบอร์ลิน]]เป็นเมืองหลวง มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า '''จักรวรรดิเยอรมัน''' ({{lang-de|Deutsches Reich}}) และ '''[[มหาจักรวรรดิเยอรมัน]]''' ({{lang-de|Großdeutsches Reich}}) นับตั้งแต่ปี 1943 เป็นต้นมา<ref>Decree RK 7669 E of the Reichsminister and head of the Reich chancellery, 26 June 1943</ref> วันที่ 30 มกราคม 1933 ฮิตเลอร์เข้าดำรงตำแหน่ง[[นายกรัฐมนตรีเยอรมนี]] และกำจัดคู่แข่งและขึ้นปกครองเป็นผู้นำแต่ผู้เดียวอย่างรวดเร็ว รัฐยกย่องฮิตเลอร์ว่าเป็น[[ฟือแรร์ฟือเรอร์]] ("ผู้นำ") ผู้รวบอำนาจทุกอย่างไว้ในมือ ภายใต้ "หลักผู้นำ" คำของฟือแรร์ฟือเรอร์อยู่เหนือกฎหมายใด ๆ เจ้าหน้าที่ระดับสูงรายงานต่อฮิตเลอร์และปฏิบัติตามนโยบายของเขา แต่ยังมีอิสระอยู่พอสมควร รัฐบาลมิได้เป็นหน่วยงานที่ประสานร่วมมือกัน หากเสมือนเป็นฝ่ายต่าง ๆ ที่แก่งแย่งกันสั่งสมอำนาจและประจบประแจงฟือแรร์ฟือเรอร์มากกว่า<ref>{{cite book|author1=Anthony McElligott|author2=Tim Kirk|author3=Ian Kershaw|title=Working Towards the Führer: Essays in Honour of Sir Ian Kershaw|url=http://books.google.com/books?id=iIWj44s-02AC&pg=PA6|year=2003|publisher=Manchester U.P. |page=6}}</ref>
 
ความพ่ายแพ้ของเยอรมนีหลัง[[สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง]] [[ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่]] และอีกหลายปัจจัย ส่งผลให้ฮิตเลอร์ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเยอรมนี ในปี 1933 รัฐบาลนาซีฟื้นฟูความรุ่งเรืองและยุติการว่างงานขนานใหญ่โดยทุ่มรายจ่ายทางทหารอย่างหนักและใช้[[เศรษฐกิจแบบผสม]]ระหว่างตลาดเสรีกับการวางแผนจากส่วนกลาง<ref>{{cite book|author1=Robert O. Paxton|author2=Julie Hessler|title=Europe in the Twentieth Century|url=http://books.google.com/books?id=M5wTncOaHEQC&pg=PA286|year=2011|publisher=Cengage |page=286}}</ref> มีการดำเนินการโยธาอย่างกว้างขวาง รวมทั้งการก่อสร้าง[[ออโตบาห์น]] การที่ประเทศกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งทำให้รัฐบาลได้รับความนิยมมหาศาล จนถือได้ว่า เยอรมนีเป็นชาติ[[มหาอำนาจ]]หนึ่งของโลก<ref>Harrison, M (2000) [http://www.google.com/books?id=ZgFu2p5uogwC&dq=great+powers&printsec=frontcover&source=bn#PPA1,M1 The Economics of World War II: Six Great Powers in International Comparison], Cambridge University Press.</ref> นาซียังได้มีแนวคิดต่อต้านชาวยิวอย่างหนัก นับตั้งแต่ปี 1934 เป็นต้นมา ส่วนนโยบายด้านการต่างประเทศของนาซีเยอรมนีอยู่บนพื้นฐานแนวคิด ''[[เลเบนสเราม์]]'' ({{lang-de|Lebensraum}}) อันเป็นนโยบายก้าวร้าวซึ่งถือได้ว่านำเยอรมนีเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง<ref>Messerschmidt, Manfred. "Foreign Policy and Preparation for War" from ''Germany and the Second World War'', Volume I, Clarednon Press: Oxford, United Kingdom, 1990, p. 551-554.</ref>
 
คตินิยมเชื้อชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง [[การต่อต้านยิว]] เป็นคำสอนหลักของสังคมนาซีเยอรมนี [[เกสตาโป]] (ตำรวจลับของรัฐ) และ[[ชุทซทัฟเฟล|เอสเอส]] ภายใต้การบังคับบัญชาของ[[ไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์]] ทำลายคู่แข่ง[[เสรีนิยม]] [[สังคมนิยม]]และ[[คอมมิวนิสต์]] ทั้งข่มเหงและฆาตกรรม[[ยิว]] และ "ผู้ไม่พึงปรารถนา" อื่น ๆ นาซีเชื่อว่า [[กลุ่มชนเจอร์มานิค]] หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เชื้อชาตินอร์ดิก (Nordic race) เป็นตัวแทนที่บริสุทธิ์ที่สุดของเชื้อชาติอารยัน และฉะนั้นจึงเป็นเชื้อชาติปกครอง (master race) การศึกษามุ่งเน้นไปยังชีววิทยาเชื้อชาติ นโยบายประชากร และสมรรถภาพทางกาย สมาชิกภาพในองค์การ[[ยุวชนฮิตเลอร์]]กลายเป็นภาคบังคับ จำนวนสตรีที่เข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษาลดลง และโอกาสในอาชีพถูกตัดทอนไป นาซีเรียกสิทธิสตรีว่าเป็น "ผลิตภัณฑ์ทางปัญญาของยิว" และยึดปฏิบัติสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า "การปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ"<ref>{{cite book|author=Guntram H. Herb|title=Nations and Nationalism: A Global Historical Overview|url=http://books.google.com/books?id=2UoQ-ueHjdEC&pg=PA454|year=2008|publisher=ABC-CLIO|page=454}}</ref> การบันเทิงและการท่องเที่ยวถูกจัดโดยทางโครงการ[[ความแข็งแรงผ่านความรื่นเริง]] (Strength Through Joy) รัฐบาลควบคุมการแสดงออกเกี่ยวกับศิลปะ สนับสนุนศิลปะบางรูปแบบ ขณะที่ขัดขวางหรือห้ามศิลปะแบบอื่น ๆ พวกนาซีจัดแสดงนิทรรศการเอนทาร์เทเทอ คุนสท์ (ศิลปะเสื่อม) ในปี 1937<ref>{{cite book|author=Stephen J. Lee|title=Weimar and Nazi Germany|url=http://books.google.com/books?id=eRDg5_Ay_PcC&pg=PA56|year=1996|publisher=Heinemann|page=56}}</ref> รัฐมนตรีโฆษณาการ [[โยเซฟ เกิบเบลส์เบิลส์]] ใช้ภาพยนตร์ การชุมนุมมวลชน และวาทศิลป์จับจิตของฮิตเลอร์ได้อย่างเป็นผลเพื่อควบคุมมติมหาชน<ref>{{cite book|author=Peter Watson|title=Modern Mind: An Intellectual History of the 20th Century|url=http://books.google.com/books?id=JVdMSavwwHoC&pg=PA328|year=2002|publisher=HarperCollins|page=328}}</ref> [[โอลิมปิกฤดูร้อน 1936]] จัดขึ้นในจักรวรรดิไรช์ที่สามในเวทีระหว่างประเทศ
 
เยอรมนียื่นข้อเรียกร้องที่ก้าวร้าวขึ้นเรื่อย ๆ และขู่ทำสงครามหากข้อเรียกร้องไม่ได้รับการสนอง อังกฤษและฝรั่งเศสสนองโดย[[การจำยอมสละ]] ด้วยหวังว่า ฮิตเลอร์จะพอใจในที่สุด<ref>{{cite book|author=Richard Holmes|title=World War II: The Definitive Visual History|url=http://books.google.com/books?id=H_ginDMhCsMC&pg=PA42|year=2009|publisher=Penguin|page=42}}</ref> [[ออสเตรีย]]ถูกผนวกรวมในปี 1938 และซูเดเตนแลนด์ถูกยกให้ผ่าน[[ความตกลงมิวนิก]]ในปีเดียวกัน ส่วนที่เหลือของ[[เชโกสโลวาเกีย]]ถูกยึดในปี 1939 ฮิตเลอร์ทำ[[สนธิสัญญาโมโลตอฟ-ริบเบนทรอพ|สนธิสัญญา]]กับ[[โจเซฟ สตาลิน]] และ[[การบุกครองโปแลนด์]]ในเดือนกันยายนปีนั้น เปิดฉาก[[สงครามโลกครั้งที่สอง]] เยอรมนีพิชิตฝรั่งเศสและยุโรปส่วนมากเมื่อถึงปี 1940 ร่วมกับ[[ฟาสซิสต์อิตาลี|อิตาลี]]ที่มี[[เบนิโต มุสโสลินี]]เป็นผู้นำ และคุกคามศัตรูหลักที่เหลืออยู่ คือ สหราชอาณาจักร [[ค่ายกักกัน]]ซึ่งตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1933 ใช้เพื่อคุมขังนักโทษการเมืองและผู้ต่อต้านรัฐบาล จำนวนค่ายเพิ่มขึ้นเป็นสี่เท่าระหว่างปี 1939 ถึง 1942 เป็นกว่า 300 แห่ง เมื่อกรรมกรทาสจากทั่วยุโรป ยิว นักโทษการเมือง อาชญากร พวก[[รักร่วมเพศ]] ยิปซี ผู้ที่ป่วยทางจิต ฯลฯ ถูกคุมขัง ระบบซึ่งเริ่มต้นเป็นเครื่องมือปราบปรามทางการเมืองนี้ลงเอยด้วย[[พันธุฆาต]]ยิวและชนกลุ่มน้อยอื่นขนานใหญ่ใน[[ฮอโลคอสต์]]
เดือนมีนาคม 1933 ด้วย[[รัฐบัญญัติมอบอำนาจ]]ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาด้วยคะแนนเสียง 444-94 (เป็นพวกสังคมประชาธิปไตยที่เหลือ) ไรช์สทักเปลี่ยนรัฐธรรมนูญไวมาร์เพื่ออนุญาตให้รัฐบาลของฮิตเลอร์ผ่านกฎหมายโดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาเป็นเวลาสี่ปี แม้จะเบี่ยงเบนจากมาตราอื่นในรัฐธรรมนูญก็ตาม ต่อมา รัฐบัญญัติดังกล่าว ซึ่งเป็นรากฐานกฎหมายของระบอบนาซี ถูกต่ออายุโดยรัฐบาลฮิตเลอร์ในปี 1937 และ 1941 ตลอดทั้งปี 1934 พรรคนาซีกำจัดคู่แข่งทางการเมืองทั้งหมดอย่างไร้ความปรานีทันที รัฐบัญญัติมอบอำนาจห้ามคอมมิวนิสต์ไปแล้ว และพรรคสังคมประชาธิปไตยถูกยุบในเดือนมิถุนายน และในช่วงเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม พรรคชาตินิยม ประชาชน และรัฐเยอรมันถูกบังคับให้ยุบเช่นกัน อดีตสมาชิกพรรคได้รับการกระตุ้นให้เข้าร่วมพรรคนาซีหรือมิฉะนั้นต้องวางมือทางการเมือง ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยการกระตุ้นของฟรันซ์ ฟอน พาเพน พรรคศูนย์กลางคาทอลิกที่ยังเหลืออยู่ถูกยุบเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 1933 หลังได้รับคำมั่นของนาซีสำหรับการศึกษาศาสนาคาทอลิกและกลุ่มเยาวชน วันที่ 14 กรกฎาคม 1933 เยอรมนีกลายมาเป็นรัฐพรรคการเมืองเดียวโดยพฤตินัย เพราะการตั้งพรรคการเมืองใหม่ถูกห้าม การเลือกตั้งต่อมาในปลายปี 1933,ปี 1936 และ 1938 อยู่ใต้การควบคุมของนาซีโดยสมบูรณ์ และมีเพียงนาซีและ "แขก" อิสระจำนวนน้อยที่ได้รับเลือกตั้งเข้าไปในรัฐสภาตรายาง
 
ระบอบนาซีเลิกสัญลักษณ์ของสาธารณรัฐไวมาร์ รวมทั้งธงไตรรงค์ดำ-แดง-ทอง และใช้สัญลักษณ์นิยมจักรวรรดิที่ปรับปรุงใหม่ที่แสดงธรรมชาติคู่ของจักรวรรดิที่สามแห่งเยอรมนี ที่ผ่านมา ไตรรงค์ดำ-ขาว-ทองถูกรื้อฟื้นเป็นหนึ่งในสองธงชาติอย่างเป็นทางการของเยอรมนี ซึ่งธงที่สองนั้นเป็นธงสวัสดิกะของพรรคนาซี ซึ่งกลายเป็นธงชาติเยอรมันอย่างเดียวในปี 1935 เพลงชาตินาซี "[[ฮอร์สทเวสเซลลีดฮอสท์-เวสเซิล-ลีด|ฮอร์สท์-เวสเซล-ลีด]]" กลายเป็นเพลงชาติเพลงที่สอง<ref name="Cuomo 1995"/>
 
วันที่ 30 มกราคม 1934 นายกรัฐมนตรีฮิตเลอร์รวมอำนาจปกครองเข้าสู่ตนเองด้วยรัฐบัญญัติสร้างไรช์ใหม่ (Act to Rebuild the Reich) โดยยุบรัฐสภาแลนเดอร์ (สหพันธรัฐ) และโอนอำนาจและการปกครองรัฐเข้าสู่รัฐบาลกลางกรุงเบอร์ลิน การรวมอำนาจปกครองเริ่มต้นไม่นานหลังการประกาศใช้กฎหมายรัฐบัญญัติมอบอำนาจเมื่อเดือนมีนาคม 1933 เมื่อรัฐบาลของรัฐต่าง ๆ ถูกแทนที่ด้วยผู้ว่าการไรช์ (Reich governor) รัฐบาลท้องถิ่นถูกขับจากตำแหน่ง ผู้ว่าการไรช์แต่งตั้งนายกเทศมนตรีของนครและเมืองที่มีประชากรต่ำกว่า 100,000 คน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งนายกเทศมนตรีนครที่มีประชากรมากกว่า 100,000 คน และในกรณีกรุงเบอร์ลินและ[[ฮัมบูร์ก]] (และ[[เวียนนา]]ในปี 1938) ฮิตเลอร์มีดุลยพินิจส่วนบุคคลในการแต่งตั้งนายกเทศมนตรี
ฮิตเลอร์ถูก[[ไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์]]และ[[แฮร์มันน์ เกอริง]]ว่ามีการดำเนินแผนเพื่อโค่นเขาจากตำแหน่ง จึงสั่งให้[[ชุทซ์ซทัฟเฟล]] (เอสเอส) และ[[เกสตาโป]]ลอบสังหารศัตรูทางการเมืองของเขาทั้งในและนอกพรรคนาซีใน "[[คืนมีดยาว]]" (Night of the Long Knives) การกวาดล้างแอร์นสท์ เริม กลุ่มเอสเอของเขา สทรัสเซริสท์ นาซีฝ่ายซ้าย และศัตรูการเมืองอื่นที่กินเวลาตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน ถึง 2 กรกฎาคม 1934 และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 200 คน{{sfn|Kershaw|2008|pp=309–312}} ขณะที่ชาวเยอรมันบางคนรู้สึกตกใจกับการฆ่า แต่หลายคนยกย่องการกระทำที่เด็ดขาดของฮิตเลอร์เพื่อฟื้นฟูระเบียบ{{sfn|Kershaw|2008|p=314}}
 
ในวันที่ 2 สิงหาคม 1934 ประธานาธิบดีฮินเดนบูวร์กถึงแก่อสัญกรรม ไรช์สทักที่นาซีควบคุมอยู่รวมตำแหน่งหน้าที่ไรช์ซแพรซิเดนท์ (ประธานาธิบดีไรช์) และไรช์ซคันซเลอร์ (นายกรัฐมนตรีไรช์) เข้าด้วยกัน และตั้งฮิตเลอร์เป็นฟือแรร์อุนด์ไรช์ซคันซเลอร์ฟือเรอร์อุนด์ไรช์ซคันซเลอร์ (ผู้นำและนายกรัฐมนตรีไรช์) หลัง "คืนมีดยาว" และอสัญกรรมของฮินเดนบูร์ก ไรช์ซเวร์ถูกตระเตรียมให้ยอมรับความเป็นผู้นำของฮิตเลอร์ เพราะฮิตเลอร์ได้ประกาศแผนการเสริมสร้างอาวุธยุทธภัณฑ์และเพิ่มขนาดของไรช์ซเวร์ การที่นายพลตกลงจึงไม่เป็นที่น่าประหลาดใจ การลอบสังหารเริมและผู้นำเอสเอรวบรวมให้ไรช์ซเวร์เป็นกองทัพหนึ่งเดียวของไรช์ และคำมั่นสัญญาของฟือแรร์ฟือเรอร์ในการขยายแสนยานุภาพทางทหารประกันความภักดีของกองทัพต่อฮิตเลอร์ อสัญกรรมของฮินเดนบูร์กเอื้อให้การโอนคำสัตย์ปฏิญาณของทหารเยอรมันจากไรช์ตามรัฐธรรมนูญไวมาร์มายังฟือแรร์มาร์มายังฟือเรอร์ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์เป็นไปโดยง่าย<ref name="disciples"/>
 
การรวมอำนาจของพรรคนาซียังรวมไปถึงการควบคุมระบบการศึกษา วิทยุและสถาบันทางวัฒนธรรม ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลจะถูกปลดออกจากตำแหน่ง โจเซฟ เกิบเบิลส์ให้ความสำคัญกับธุรกิจภาพยนตร์เยอรมนี ซึ่งได้มีการกดดันให้ภาพยนตร์ทำการโฆษณาชวนเชื่อแก่ชาวเยอรมัน<ref name="Eric62">Eric Solsten. p.62</ref> ภายในเวลาไม่นานนักการจัดระเบียบทางสังคมก็เสร็จสิ้น ฮิตเลอร์จึงเริ่มฟื้นฟูฐานะของเยอรมนีในเวทีโลกต่อไป<ref name="Eric62"/>
ในปีเดียวกัน ฮิตเลอร์ได้ประกาศว่าเยอรมนีต้องพร้อมเข้าสู่สงครามในปี 1940 พร้อมกับเริ่ม[[แผนการสี่ปี]]<ref name="Eric63">Eric Solsten. p.63</ref> อุตสาหกรรมหนักของเยอรมนีได้ลงนามในข้อตกลงผลิตอาวุธให้กับรัฐบาลขนานใหญ่ ทำให้เยอรมนีมีอาวุธจำนวนมากที่พร้อมเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง แต่ฮิตเลอร์ประมาณว่าสงครามที่เกิดขึ้นจะกินเวลาไม่นานนัก ทำให้อาวุธดังกล่าวไม่มีการผลิตเพื่อทดแทน<ref name="Eric64">Eric Solsten. p.64</ref>
 
[[ไฟล์:Anschluss in Tirol 1938.JPEG|thumb|right|150px|ตำรวจเยอรมันใน[[ออสเตรีย]] ระหว่างอุบัติการณ์ ''[[อันชลูสส์ชลุสส์]]'']]
 
ระหว่างปี 1938-1939 เยอรมนีได้ผนวกดินแดนเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก: ออสเตรีย ในเดือนมีนาคม 1938, [[ซูเตเดนแลนด์]] ในเดือนกันยายน 1938, โบฮีเมียและโบราเวีย ในเดือนมีนาคม 1939<ref name="Eric64"/> ก่อนที่สงครามโลกครั้งที่สองจะปะทุขึ้นเมื่อเยอรมนีบุกครองโปแลนด์
เยอรมนีตั้งอยู่ในเขตที่ราบต่ำตอนกลางทวีปยุโรป<ref>M. Ali Khan, A.Sherieff, A.Balakishan. pp. 293.</ref> มีลักษณะภูมิประเทศที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนอยู่สามแห่ง: เขตที่ราบต่ำตอนเหนือ เขตภูเขาตอนกลาง และเขตที่ราบสูงและลุ่มแม่น้ำทางใต้ ดินทางตอนเหนือนั้นมีคุณค่าทางเศรษฐกิจมาก และมีป่าสนกินอาณาเขตกว้างขวางตามตีนเขาของเทือกเขาที่ลากผ่านตอนกลางของประเทศ<ref>M. Ali Khan, A.Sherieff, A.Balakishan. pp. 118-119.</ref>
 
ด้านการคมนาคม ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองอุบัติ เยอรมนีมีทางน้ำในประเทศความยาวรวมกว่า 7,000 ไมล์ ซึ่งในจำนวนนี้มีความสำคัญทางเศรษฐกิจถึง 4,830 ไมล์<ref name="Geo122">M. Ali Khan, A.Sherieff, A.Balakishan. pp. 122.</ref> มีเมืองท่าที่สำคัญ คือ ดูอิสบูวร์กดืสบูร์ก-รูรอร์ท [[ฮัมบูร์ก]] และเบอร์ลิน<ref name="Geo122"/> เช่นเดียวกับ[[คลองคีล]] ซึ่งมีสินค้าผ่านคลองกว่า 9.4 ล้านตันต่อปี ในปี 1936<ref name="Geo123">M. Ali Khan, A.Sherieff, A.Balakishan. pp. 123.</ref> นอกจากนั้น เยอรมนียังมีทางรถไฟยาวกว่า 43,000 ไมล์<ref name="Geo123"/>; ในปี 1937 เยอรมนีมีระบบถนนยาว 134,000 ไมล์ และทางหลวงขนาดใหญ่ (เอาโตบาเนน) ยาว 3,150 ไมล์ ในปี 1939<ref name="Geo125">M. Ali Khan, A.Sherieff, A.Balakishan. pp. 125.</ref>
 
[[เกษตรกรรม]]ในประเทศประสบความสำเร็จอย่างมาก และสามารถปลูกพืชได้หลายชนิด ในปี 1936 ราว 61% ของพื้นที่ทั้งประเทศเป็นพื้นที่เพาะปลูก<ref name="Geo126">M. Ali Khan, A.Sherieff, A.Balakishan. pp. 126.</ref> โดยพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ [[ข้าวไรย์]] มันฝรั่ง ชูการ์บีทการ์บีต และไม้องุ่น<ref>M. Ali Khan, A.Sherieff, A.Balakishan. pp. 126-127.</ref> มีทรัพยากรแร่ธาตุที่สำคัญ ได้แก่ [[ถ่านหิน]] ปิโตรเลียม<ref>M. Ali Khan, A.Sherieff, A.Balakishan. pp. 130.</ref> ทองแดง สังกะสี และดีเกลือ<ref>M. Ali Khan, A.Sherieff, A.Balakishan. pp. 132-133.</ref>
 
=== การเปลี่ยนแปลงดินแดนก่อนสงคราม ===
ผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ส่งผลให้เยอรมนีเสียดินแดนไปกว่า 13% และ[[จักรวรรดิอาณานิคมเยอรมัน|อาณานิคม]]ทั้งหมด รวมทั้งเสียเขตอุตสาหกรรมสิ่งทอ เหมือง[[โพแทสเซียมไฮดรอกไซด์|พอทแทช]] และแหล่งแร่เหล็กที่สำคัญ<ref>M. Ali Khan, A.Sherieff, A.Balakishan. pp. 292.</ref> การเปลี่ยนแปลงดินแดนทำให้เยอรมนีมีพรมแดนทางเหนือติดต่อกับ[[เดนมาร์ก]] [[ทะเลเหนือ]] และ[[ทะเลบอลติก]] ทางทิศตะวันตกติดต่อกับ[[ฝรั่งเศส]] [[เบลเยี่ยม]] [[ลักเซมเบิร์ก]] [[เนเธอร์แลนด์]] [[ไรน์แลนด์]] และ[[รัฐซาร์ลันด์ (สันนิบาติชาติ)|ซาร์ลันด์]] ทางทิศตะวันออก เยอรมนีถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน โดยติดต่อกับ[[โปแลนด์]] [[ลิทัวเนีย]] [[นครเสรีดันซิก]] และ[[เชโกสโลวาเกีย]] ส่วนทางทิศใต้มี[[ออสเตรีย]] และ[[สวิตเซอร์แลนด์]] แม่น้ำสายสำคัญที่ไหลผ่านได้แก่ แม่น้ำไรน์ [[แม่น้ำดานูบ]] และ[[แม่น้ำเอลเบลเบอ]]
 
ต่อมา เยอรมนีเข้าควบคุมซาร์ลันด์ เปลี่ยนตนเองเป็น "มหาเยอรมนี" (Greater Germany) โดยการผนวก[[ออสเตรีย]]ใน[[อันชลูสส์ชลุสส์]] และเข้าควบคุมซูเดเทนลันด์ของ[[เชโกสโลวาเกีย]] [[โบฮีเมียและโมราเวีย]]ส่วนที่เหลือ และ[[ดินแดนเมเมล]] (ภูมิภาคไคลเพดา) ของลิทัวเนียก่อนสงคราม
 
=== การขยายอาณาเขตยามสงคราม ===
{{บทความหลัก|ยุโรปที่ถูกเยอรมนียึดครอง}}
 
ก่อนหน้าสงครามโลกครั้งที่สอง พื้นที่ซึ่งมีพลเมืองชาวเยอรมันอาศัยอยู่ อย่างเช่น [[ออสเตรีย]] [[ซูเทเดนแลนด์]], ดินแดนมาเมล รวมทั้งดินแดนซึ่งผนวกรวมภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองอุบัติ ได้แก่ ออยเปน-เอท-มัลเมอดี, อัลซาซ-ลอร์เรน, ดันซิก และดินแดนของ[[สาธารณรัฐโปแลนด์ที่สอง|โปแลนด์]] นอกจากนั้น ระหว่างปี 1939-1945 [[สาธารณรัฐเช็ก|แคว้นโบฮีเมียและโบราเวีย]] ถูกปกครองในฐานะ[[รัฐในอารักขาแคว้นโบฮีเมียและโบราเวีย|รัฐในอารักขาของเยอรมนี]]<ref>Hugh LeCaine Agnew. [http://books.google.com/books?id=PW_Oo2PQwocC&pg=PA215&dq=bohemia+and+moravia&as_brr=1&cd=2#v=onepage&q=protectorate&f=false The Czechs and the lands of the Bohemian crown]. Hoover Institutition Press. p.208</ref> ซึ่งเยอรมนีมีอำนาจควบคุมและบริหารประเทศ แต่ยังอนุญาตให้มีเงินตราของตัวเอง [[เช็กไซลีเซีย]]รวมเข้ากับ[[จังหวัดไซลีเซีย]]ในช่วงเวลาเดียวกัน ในปี 1942 [[ลักเซมเบิร์ก]]ถูกผนวกรวมกับเยอรมนีโดยตรง<ref>Raphael Lemkin, Samantha Power. [http://books.google.com/books?id=ChhmqYeVS80C&pg=PA193&dq=luxembourg+occupied&lr=&as_brr=3&cd=1#v=onepage&q=luxembourg%20occupied&f=false Axis rule in occupied Europe: laws of occupation, analysis of government]. Rumford Press, Concord N.M. p. 193</ref> โปแลนด์ตอนกลางและแคว้นกาลิเซียถูกปกครองโดย[[เจอเนอรัลโกอูเวอร์เนเมนท์]] ({{lang-de|Generalgouvernement}}) ที่เยอรมนีบริหาร<ref>Raphael Lemkin, Samantha Power. [http://books.google.com/books?id=ChhmqYeVS80C&pg=PA193&dq=luxembourg+occupied&lr=&as_brr=3&cd=1#v=onepage&q=luxembourg%20occupied&f=false Axis rule in occupied Europe: laws of occupation, analysis of government]. Rumford Press, Concord N.M. p. 225-226.</ref> ท้ายสุด ชาวโปแลนด์จะถูกอพยพ และจัดให้ชาวเยอรมันห้าล้านคนเข้าไปอาศัยอยู่แทน ปลายปี 1943 นาซีเยอรมนีพิชิต[[เซาธ์ไทรอล]] และ[[อิสเตรีย]] ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของ[[จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี]] ก่อนปี 1919 และยึด[[ตรีเอสเต]]หลังรัฐบาลฟาสซิสต์อิตาลี (ซึ่งเคยเป็นพันธมิตรฝ่ายอักษะ) ยอมจำนนต่อฝ่ายสัมพันธมิตร เขตการปกครองหุ่นเชิดสองเขตถูกจัดตั้งขึ้นแทนที่
 
=== การเปลี่ยนแปลงหลังสงคราม ===
 
== การเมืองการปกครอง ==
รัฐนาซียกย่องฮิตเลอร์ว่าเป็นฟือแรร์ฟือเรอร์ ("ผู้นำ") ที่รวมศูนย์อำนาจทั้งหมดไว้ในมือ การโฆษณาชวนเชื่อนาซีมีศูนย์กลางอยู่ที่ฮิตเลอร์และสร้างสิ่งที่นักประวัติศาสตร์เรียกว่า "เรื่องปรัมปราฮิตเลอร์" คือ ฮิตเลอร์เป็นผู้รู้แจ้งและความผิดพลาดหรือความล้มเหลวใด ๆ ของผู้อื่นจะถูกแก้ไขให้ถูกต้องหากเขาให้ความสนใจ แต่ในความเป็นจริง ฮิตเลอร์มีความสนใจแคบ และการวินิจฉัยสั่งการกระจายกันระหว่างศูนย์อำนาจที่ซ้ำซ้อนและขัดแย้งกัน ฮิตเลอร์ไม่มีปฏิกิริยาในบางประเด็น เพียงแต่เห็นพ้องกับแรงกดดันจากผู้ใดก็ตามที่เขารับฟัง ข้าราชการระดับสูงรายงานตรงต่อฮิตเลอร์และปฏิบัติตามนโยบายพื้นฐาน แต่ยังมีความเป็นอิสระในงานประจำวันพอสมควร ผ่านการบรรจุสมาชิกพรรคนาซีในตำแหน่งหน้าที่รัฐบาลส่วนใหญ่ จนถึงปี 1935 รัฐบาลแห่งชาติเยอรมันและพรรคนาซีก็แทบจะเป็นหนึ่งเดียวกัน จนถึงปี 1938 ผ่านนโยบาย[[ไกลช์ชัลทุง]] รัฐบาลท้องถิ่นและรัฐสูญเสียอำนาจนิติบัญญัติทั้งหมดและสนองตอบผู้นำพรรคนาซีในการปกครอง ซึ่งเรียกว่า [[เกาไลแตร์]]
 
=== การแบ่งเขตการปกครอง ===
=== โครงสร้างรัฐบาล ===
{{ดูเพิ่มที่|รัฐบาลเฟลนซบูร์ก}}
นาซีเยอรมนีประกอบขึ้นจากหลายโครงสร้างอำนาจที่แข่งขันกัน ทั้งหมดล้วนพยายามสร้างความประทับใจแก่ฟือแรร์ฟือเรอร์ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ฉะนั้นกฎหมายที่มีอยู่หลายฉบับจึงได้รับผลกระทบและถูกแทนที่ด้วยการตีความสิ่งที่ฮิตเลอร์ต้องการ ข้าราชการระดับสูงของพรรคหรือรัฐบาลคนใดสามารถนำหนึ่งในความเห็นของฮิตเลอร์และเปลี่ยนให้เป็นกฎหมายใหม่ได้ ซึ่งฮิตเลอร์อาจอนุมัติหรือไม่อนุมัติอย่างไม่เป็นทางการ จึงกลายมาเป็นที่รู้จักกันว่า "การทำงานมุ่งสู่ฟือแรร์ฟือเรอร์" เพราะรัฐบาลมิได้เป็นองค์การที่ประสานร่วมมือกัน หากเป็นการรวมปัจเจกบุคคลที่ต่างพยายามสร้างความประทับใจและมีอิทธิพลเหนือฟือแรร์ฟือเรอร์ บ่อยครั้งจึงทำให้รัฐบาลสับสนยุ่งยากและแตกแยกกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนโยบายที่กำกวมของฮิตเลอร์ในการสร้างตำแหน่งหน้าที่ที่คล้ายกันโดยมีอำนาจทับซ้อนกัน ขบวนการนี้ทำให้นาซีที่ไม่ซื่อสัตย์และทะเยอทะยานกว่าออกไปนำอุดมการณ์ส่วนที่หัวรุนแรงและสุดโต่งกว่าของฮิตเลอร์ เช่น ต่อต้านยิว ทำให้ได้รับความประทับใจทางการเมือง โดยได้รับการปกป้องจากจักรกลโฆษณาชวนเชื่อทรงประสิทธิภาพอย่างยิ่งของเกิบเบลส์เบิลส์ ซึ่งพรรณารัฐบาลว่าเป็นชุดที่อุทิศตัว รับผิดชอบต่อหน้าที่และมีประสิทธิภาพ การแข่งขันอย่างรุนแรงและการตรากฎหมายอันยุ่งเหยิงจึงสามารถบานปลายได้ ความคิดเห็นทางประวัติศาสตร์แตกกันระหว่าง "กลุ่มเจตนา" ซึ่งเชื่อว่าฮิตเลอร์สร้างระบบนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นวิถีทางเดียวในการประกันทั้งความจงรักภักดีสมบูรณ์และการอุทิศตนของผู้สนับสนุนเขาและการพ้นวิสัยการคบคิด และ "กลุ่มโครงสร้างนิยม" ที่เชื่อว่าระบบนี้พัฒนาขึ้นเอง และเป็นการจำกัดอำนาจที่ควรจะเผด็จการเบ็ดเสร็จของฮิตเลอร์
 
คณะรัฐบาลแห่งนาซีเยอรมนีมีอายุ 12 ปี ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 1933 ถึงวันที่ 30 เมษายน 1945 หลังฮิตเลอร์ทำอัตวินิบาตกรรมในหลุมหลบภัยใต้ดินในกรุงเบอร์ลิน เขาสืบทอดอำนาจต่อให้แก่[[คาร์ล เดอนิทช์]] ด้วยความปรารถนาที่จะสืบทอดเจตนารมณ์ของเขาต่อไปอีก
** [[คณะรัฐมนตรีชเวริน ฟอน โครซิกค]]
* '''สำนักงานแห่งชาติ'''
** ทำเนียบนายกรัฐมนตรีฟือแรร์ฟือเรอร์ ([[ฟีลิพ โบอูแลร์]])
** สำนักงานที่ทำการพรรค ([[มาร์ทิน บอร์มันน์]])
** สำนักทำเนียบประธานาธิบดี ([[ออทโท ไมส์ซแนร์]])
* '''กระทรวงไรช์'''
** กระทรวงมหาดไทยไรช์ ([[วิลเฮล์ม ฟริค]], [[ไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์]])
** กระทรวงโฆษณาแถลงข่าวและโฆษณาชวนเชื่อไรช์ ([[โยเซฟ เกิบเบลส์เบิลส์]])
** กระทรวงการบินไรช์ ([[แฮร์มันน์ วิลเฮล์ม เกอริง]])
** กระทรวงการคลัง ([[ลุทซ์ ชเวริน ฟอน โครซิกค]])
=== อุดมการณ์ของรัฐ ===
{{ดูเพิ่มที่|ระบอบนาซี}}
ชาติสังคมนิยมมีองค์ประกอบอุดมการณ์สำคัญบางอย่างของ[[ลัทธิฟาสซิสต์]]ซึ่งเดิมพัฒนาขึ้นในอิตาลีภายใต้[[เบนิโต มุสโสลินี]] อย่างไรก็ดี นาซีไม่เคยประกาศอย่างเป็นทางการว่าตนเป็นฟาสซิสต์ อุดมการณ์ทั้งสองเกี่ยวข้องกับการใช้[[แสนยนิยม]] ชาตินิยม ต่อต้านคอมมิวนิสต์และกำลังกึ่งทหารในทางการเมือง และทั้งคู่ตั้งใจจะสร้างรัฐ[[เผด็จการ]] แต่นาซีเน้นไปทางเชื้อชาติมากกว่าฟาสซิสต์ในอิตาลี โปรตุเกส และสเปน นาซียังเจตนาสร้างรัฐเผด็จการเบ็ดเสร็จอย่างสมบูรณ์ ไม่เหมือนกับฟาสซิสต์อิตาลีที่แม้จะสนับสนุนรัฐเผด็จการเบ็ดเสร็จ แต่อนุญาตให้มีเสรีภาพส่วนบุคคลแก่พลเมืองของตนมากกว่า ข้อแตกต่างนี้ทำให้สถาบัน[[พระมหากษัตริย์อิตาลี]]ยังดำรงอยู่ได้และมีพระราชอำนาจอย่างเป็นทางการบางอย่าง อย่างไรก็ดี นาซีลอกสัญลักษณ์นิยมของตนจำนวนมากจากฟาสซิสต์ในอิตาลี เช่น การลอก[[การทำความเคารพแบบโรมัน]]มาเป็น[[การทำความเคารพฮิตเลอร์|การทำความเคารพแบบนาซี]] การใช้การชุมนุมมวลชน ทั้งคู่ใช้กำลังกึ่งทหารในเครื่องแบบที่อุทิศตนต่อพรรค (เอสเอในเยอรมนีและเชิ้ตดำในอิตาลี) ทั้งฮิตเลอร์และมุสโสลินีถูกเรียกว่า "ผู้นำ" ([[ฟือแรร์ฟือเรอร์]]ในภาษาเยอรมัน ดูเชในภาษาอิตาลี) ทั้งคู่ต่อต้านคอมมิวนิสต์ ทั้งคู่ต้องการรัฐที่ขับเคลื่อนทางอุดมการณ์ และทั้งคู่สนับสนุนทางสายกลางระหว่างทุนนิยมและคอมมิวนิสต์ ซึ่งรู้จักกันทั่วไปว่า [[บรรษัทนิยม]] ตัวพรรคเองปฏิเสธการจัดอยู่ในกลุ่มฟาสซิสต์ โดยอ้างว่าชาติสังคมนิยมเป็นอุดมการณ์เอกลักษณ์เฉพาะของเยอรมนี
 
ลักษณะรวบอำนาจเบ็ดเสร็จของพรรคนาซีเป็นหนึ่งในหลักสำคัญของพรรค นาซียืนยันว่าทุกความสำเร็จลุล่วงอันยิ่งใหญ่ในอดีตของชาติและประชาชนชาวเยอรมันล้วนเกี่ยวข้องกับอุดมคติชาติสังคมนิยม ก่อนที่อุดมการณ์นั้นจะมีขึ้นจริง ๆ เสียอีก การโฆษณาชวนเชื่อถือว่าการรวบรวมอุดมคตินาซีและความสำเร็จของระบอบเป็นของฟือแรร์ฟือเรอร์ของระบอบ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้ถูกพรรณาว่าเป็นอัจฉริยะเบื้องหลังความสำเร็จของพรรคนาซีและผู้ช่วยให้รอดของเยอรมนี
 
[[ไฟล์:Bundesarchiv Bild 119-5243, Wien, Arthur Seyß-Inquart, Adolf Hitler.jpg|thumb|left|200px|อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ผนวกออสเตรีย บ้านเกิดของตน เข้ากับมหาจักรวรรดิเยอรมัน]]
ภาพยนตร์เยอรมันแห่งยุคส่วนมากตั้งใจให้เป็นผลงานการบันเทิงเป็นหลัก การนำเข้าภาพยนตร์ถูกกฎหมายห้ามหลังปี 1936 และอุตสาหกรรมเยอรมัน ซึ่งถูกโอนเป็นของรัฐในปี 1937 จำต้องชดเชยสำหรับภาพยนตร์ต่างประเทศที่ขาดไป การบันเทิงยิ่งทวีความสำคัญยิ่งขึ้นในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อโรงภาพยนตร์เป็นสิ่งหย่อนใจจากการทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรและความพ่ายแพ้ติด ๆ กันของเยอรมนี ในปี 1943 และ 1944 การยอมรับโรงภาพยนตร์ในเยอรมนีเกินหนึ่งพันล้าน<ref name="spio"/> และภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดยามสงคราม คือ ''ดีกรอเซอลีเบอ'' (1942) และ''วุนชคอนแซร์ท'' (1941) ซึ่งทั้งสองเรื่องประกอบด้วยส่วนที่เป็นดนตรี นิยายวีรคติยามสงครามและโฆษณาชวนเชื่อรักชาติ ''เฟราเอนซินด์ดอคเบสเซเรอดีโพลมาเทน'' (1941) ดนตรีตลกซึ่งเป็นหนึ่งในภาพยนตร์สีเรื่องแรก ๆ ของเยอรมนี และวีนแนร์บลุท (1942) การดัดแปลง[[จุลอุปรากร]]ตลกของโยฮันน์ สเทราสส์ ความสำคัญของโรงภาพยนตร์ในฐานะเครื่องมือของรัฐ ทั้งคุณค่าการโฆษณาชวนเชื่อ และความสามารถในการทำให้ประชาชนได้รับความบันเทิงอย่างต่อเนื่อง พบเห็นได้ในประวัติการถ่ายทำภาพยนตร์ ''[[โคลแบร์ก (ภาพยนตร์)|โคลแบร์ก]]'' (1945) ของไฟท์ ฮาร์ลัน ภาพยนตร์ที่แพงที่สุดแห่งยุค สำหรับการถ่ายทำ ซึ่งทหารหลายหมื่นนายถูกเปลี่ยนจากตำแหน่งทางทหารมาแสดงเป็นตัวประกอบ<ref name="industry1"/>
 
แม้การอพยพออกนอกประเทศของผู้ผลิตภาพยนตร์จำนวนมากและการจำกัดทางการเมือง แต่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ของเยอรมนีก็มิได้ขาดนวัตกรรมทางเทคนิคและสุนทรีย์ การริเริ่มการผลิตภาพยนตร์อักฟาโคลอร์เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นอันหนึ่ง ความสำเร็จทางเทคนิคและสุนทรีย์ยังอาจมาถึงคราวสิ้นสุดในไรช์ที่สามได้เหมือนกัน ที่เห็นได้ชัดในผลางานของเลนี รีเฟนสทาล ''ไทรอัมฟ์ออฟเดอะวิล'' (1935) ของรีเฟนสทาล ซึ่งบันทึกเหตุการณ์[[การชุมนุมที่เนือร์นแบร์ก]] (1934) และ''โอลิมเปีย'' (1938) ที่บันทึกเหตุการณ์[[โอลิมปิกฤดูร้อน 1936]] บุกเบิกเทคนิคการเคลื่อนไหวกล้องและการตัดต่อที่มีอิทธิพลต่อภาพยนตร์สมัยหลังจำนวนมาก ภาพยนตร์ทั้งสองเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไททรอัมฟ์ออฟเดอะวิล ยังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างสูง เพราะคุณค่าสุนทรีย์นั้นแยกขาดจากการโฆษณาชวนเชื่ออุดมคติชาติสังคมนิยมไม่ได้ ศิลปินที่ไม่สามารถแทนกันได้ที่ดูเหมาะกับอุดมคติชาติสังคมนิยม เช่น มารีคา รอคค์ และโยฮันเนส เฮสแทร์ส ถูกนำขึ้นรายการกอทท์เบกนาเดเทน ("ผู้มีพรสวรรค์จากพระเจ้า") โดยเกิบเบลส์เบิลส์ระหว่างสงคราม<ref name="Movienews"/>
 
=== ศาสนา ===
146,724

การแก้ไข