ผลต่างระหว่างรุ่นของ "พระยาฤทธิอัคเนย์ (สละ เอมะศิริ)"

ไม่มีคำอธิบายอย่างย่อ
ในรัฐบาลที่มี พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นนายกรัฐมนตรี พระยาฤทธิอัคเนย์ ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ[[กระทรวงเกษตราธิการ]] ถึง 2 สมัย
 
ต่อมาเมื่อ จอมพล [[ป.พิบูลสงคราม]] ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และในปี [[พ.ศ. 2482]] เกิดกรณี[[กบฏพระยาทรงสุรเดช]] ได้มีการกำจัดนักการเมืองและทหารฝ่ายที่อยู่ตรงข้าม จอมพล ป. พระยาฤทธิอัคเนย์ ได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นกรรมการในคณะศาลพิเศษที่ถูกตั้งขึ้นมาพิจารณาในกรณีนี้ และได้ถูกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี[[กรมราชทัณฑ์]]ด้วย แต่ต่อมา ก็ต้องลี้ภัยการเมืองไปพำนักอยู่ยังเมือง[[ปีนัง]] [[ประเทศมาเลเซีย]] ด้วย ร้อยเอก ชลอ เอมะศิริ หลานชายของตนเองเป็นหนึ่งในผู้ถูกจับกุมด้วย ตัวของพระยาฤทธิอัคเนย์มีรางวัลนำจับจากทางรัฐบาลเป็นจำนวนเงิน 10,000 บาท ซึ่งพระยาฤทธิอัคเนย์ก็ได้หลบภัยการเมืองจนสิ้นสุด[[สงครามโลกครั้งที่ 2]]
 
เมื่อ นาย[[ควง อภัยวงศ์]] ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีต่อจากจอมพล ป. หลังสงคราม นายควงได้ออก[[พระราชบัญญัติ]]นิรโทษกรรมนักโทษการเมือง เมื่อปี [[พ.ศ. 2489]] พระยาฤทธิอัคเนย์จึงได้เดินทางกลับสู่ประเทศไทย โดยปลีกตัวไปปฏิบัติธรรม ศึกษา[[พุทธศาสนา]] ที่[[วัดบางปิ้ง]] [[จังหวัดสมุทรปราการ]] โดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวทางโลกและ[[การเมืองไทย|การเมือง]]ใด ๆ อีก จนกระทั่งถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคมะเร็งปอด เมื่อวันที่ [[23 ธันวาคม]] [[พ.ศ. 2509]] เวลา 02.55 น. ณ [[โรงพยาบาลศิริราช]] สิริอายุได้ 74 ปี
ผู้ใช้นิรนาม