ผลต่างระหว่างรุ่นของ "ปางสมาธิ"

ไม่มีการเปลี่ยนแปลงขนาด ,  7 ปีที่แล้ว
replaceViaSearch
(replaceViaSearch)
[[ไฟล์:PhraBuddhaDeva Pratimakorn.JPG|thumb|200px|[[พระพุทธเทวปฏิมากร]] วัดพระเชตุพนฯ กรุงเทพ พระพุทธรูปปางสมาธิ (ปางตรัสรู้)]]
 
'''ปางสมาธิ''' เป็นชื่อเรียก[[พระพุทธรูป]]ลักษณะนั่ง[[สมาธิ]] นั่งลำพระองค์ตั้งตรงพระบาท (เท้า) ทั้งสองซ้อนกัน โดยพระบาทขวาซ้อนทับอยู่บนพระบาทซ้าย พระหัตถ์ทั้งสองวางซ้อนหงายกันบนพระเพลา (ตัก) โดยวางพระหัตถ์ขวาซ้อนหงายอยู่บนพระหัตถ์ซ้าย (ท่าสมาธิราบ ขาขวาทับขาซ้าย) จัดเป็น "ปฐมปาง" หรือปางที่ให้กำเนิดองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยพระองค์ทรงอยู่ในพระอิริยาบถนี้ในคืนวันตรัสรู้ เรียกได้อีกอย่างว่าปางตรัสรู้ หรือเป็นพระพุทธรูปในอิริยาบทอิริยาบถประทับนั่งสมาธิโดยใช้ข้อพระบาททั้งสองข้างขัดกันซึ่งเรียกว่า ([[ปางขัดสมาธิเพชร]])
== ประวัติ ==
'''เป็นท่านั่งสมาธิ'''หลังจากพระพุทธเจ้าทรงกำจัดพระยามาร และเสนามารให้ปราชัยไปแล้ว ด้วยพระบารมีตั้งแต่เวลาเย็นก่อนพระอาทิตย์ตก ([[ปางมารวิชัย]]) ทรงเจริญสมาธิภาวนาด้วยท่านั่งสมาธินี้จนทำจิตให้ปราศจาก[[อุปกิเลส]] บรรลุ[[ปฐมฌาน]] [[ทุติยฌาน]] [[ตติยฌาน]] และ[[จตุถฌาน]] ซึ่งเป็นส่วนของ[[รูปสมาบัติ]] ที่เรียกว่า "เข้า[[ฌานสมาบัติ]]" จากนั้นก็ใช้ฌานสมาธิที่แน่วแน่นั้น เจริญปัญญา หรือองค์[[วิปัสสนา]] จนได้บรรลุ "[[ญาณ]]" (คือ ความรู้แจ้ง) ที่เรียกว่า "[[อภิญญาญาณ]]" (ความรู้แจ้งอันประเสริฐสุด) ทั้งสามประการคือ ทรงบรรลุญาณที่หนึ่ง ในตอนปฐมยาม (ประมาณ 3 ทุ่ม) ญาณนี้เรียกว่า "[[บุพเพนิวาสานุสติญาณ]]" หมายถึง ความรู้แจ้งถึงอดีตชาติหนหลังทั้งของตนและของคนอื่น พอถึงมัชฌิมยาม (ประมาณเที่ยงคืน) ก็ได้บรรลุญาณที่สอง ที่เรียกว่า "[[จุตูปปาตญาณ]]" หมายถึง ความรู้แจ้งถึงความจุติ คือ ดับและเกิดของสัตว์โลก ตลอดจนถึงความต่างกันที่เรียกว่า "กรรม" พอถึงปัจฉิมยาม (หลังเที่ยงคืนล่วงแล้ว) ทรงบรรลุญาณที่สาม คือ "[[อาสวักขยญาณ]]" หมายถึง ความรู้แจ้งถึงความสิ้นไปของ[[กิเลส]] และ[[อริยสัจสี่]] คือความทุกข์ ([[ทุกข์]]) เหตุเกิดของความทุกข์ ([[สมุทัย]]) ความดับทุกข์ ([[นิโรธ]]) วิธีดับทุกข์ ([[มรรค]]) และกำจัด[[อวิชชา]]ไปจนสิ้นจากกมลสันดาน
123,859

การแก้ไข