ผลต่างระหว่างรุ่นของ "เบญจมินทร์"

ไม่มีคำอธิบายอย่างย่อ
(บริการเปลี่ยนหมวดหมู่อัตโนมัติด้วยบอต)
}}
 
'''เบญจมินทร์''' เป็นนักร้อง นักแต่งเพลงรุ่นเก่าชื่อดังที่ได้รับฉายาว่า '''''" ราชาเพลง[[รำวง]]"''''' ในยุคที่วงการ[[ลูกทุ่ง]]เพิ่งจะบุกเบิก นอกจากนั้นก็เคยสร้างและกำกับภาพยนตร์ เขียนบทละครและ[[ภาพยนตร์]]หลายเรื่อง รวมทั้งร่วมในการแสดงภาพยนตร์ด้วย ในวงการเพลง เบญจมินทร์ เป็นที่รู้จักอย่างมากจากเพลงรำวง อย่าง "เมขลาล่อแก้ว" ,"รำวงแจกหมวก" ," แมมโบ้จัมโบ้ " ," อึกทึก " , "มะโนราห์ 1-2 " , " สาลิกาน้อย " , "รำวงฮาวาย" ," รำเต้ย" ,"อายจัง" และอีกมากมาย ส่วนเพลงลูกทุ่ง เบญจมินทร์ ก็เขาโด่งดังจากเพลงแนวแนว[[เกาหลี]]อีกมากมายหลายเพลง เบญจมินทร์คือต้นฉบับแนวเสียงของ [[สุรพล สมบัติเจริญ]]เจ้าของฉายา ราชา[[เพลงลูกทุ่ง]] และเบญจมินทร์ ยังถือได้ว่าเป็นคนเปิดศักราชของลูกทุ่งอีสาน และคนอีสานในวงการเพลงลูกทุ่งของเมืองไทย
 
ต้นฉบับแนวเสียงของ [[สุรพล สมบัติเจริญ]]เจ้าของฉายา ราชา[[เพลงลูกทุ่ง]] และเป็นคนเปิดศักราชของลูกทุ่งอีสานและชาวอีสานในวงการเพลงลูกทุ่งของเมืองไทย ช่วงที่ำกำลังรุ่งโรจน์ ระหว่าง พ.ศ. 2490-2495 เพลงของเขาได้รับความนิยมและมักสอดแทรกด้วยอารมณ์ขัน อย่างเช่น เพลง "ไปเสียได้ก็ดี" ซึ่งบันทึกเสียงเมื่อปี 2495
ครูเบญจมินทร์ ผู้ที่ถูกขนานนามว่า " ราชาเพลงรำวง "
ทำไม " เบญจมินทร์ " จึงได้รับขนานนามว่า "ราชาเพลงรำวง" เมื่อ 60 ปี
ที่แล้ว คือตั้งแต่ปี [[พ.ศ. 2490]] เพลงของครูเบญจมินทร์ ส่วนมากเป็นเพลง
จังหวะรำวงแทบทั้งสิ้นเช่นเพลง โดยเฉพาะในช่วงที่ำกำลังรุ่งโรจน์
ระหว่าง พ.ศ. 2490-2495 แต่งเพลงอะไรออกมาก็จะได้รับความนิยม ส่วนมากเพลงจะสอดแทรกด้วยอารมณ์ขัน อย่างเช่น เพลง "ไปเสียได้ก็ดี" ซึ่งบันทึกเสียงเมื่อปี 2495
 
== ประวัติ ==
'''เบญจมินทร์''' มีชื่อจริงว่า '''ตุ้มทอง โชคชนะ''' (ในช่วงหลังเปลี่ยนมาเป็น '''คนชม''') เกิดเมื่อ [[23 พฤษภาคม]] [[พ.ศ. 2464]] ที่[[จังหวัดอุบลราชธานี]] เป็นบุตรสิบเอกบุญชู โชคชนะ นับถือ[[ศาสนาพุทธ]] และนางคูณ โชคชนะ ผู้เป็นแม่นั้นเป็นชาว[[ลาว]][[เวียงจันทน์]] นับถือ[[ศาสนาคริสต์]] และทำหน้าที่ต้นเสียงการขับร้องในโบสถ์ ทำให้เบญจมินทร์ได้รับมรดกด้านการร้องเพลงมาจากผู้เป็นแม่ และเขาเองก็ชื่นชอบการร้องเพลงอย่างมากด้วย
 
จบชั้นมัธยมบริบูรณ์จาก[[โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช]]ที่บ้านเกิด ซึ่งเขาก็ได้นำชื่อโรงเรียนมาดัดแปลงเป็นชื่อเมื่อทำงานในวงการบันเทิงของเขา สมัยที่ศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่นี่ เบญจมินทร์เป็นนักเรียน ชื่นชอบวิชา[[ภาษาไทย]] โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง[[โคลง]] [[ฉันท์]] [[กาพย์]] [[กลอน]]อย่างมาก ระหว่างนั้น เขาจึงเริ่มศึกษาเรื่องการแต่งเพลงโดยศึกษาจากผลงานของครูเพลงอย่าง พราหมณ์, นารถ ถาวรบุต ,พุฒ นันทพล, จำรัส รวยนิรันทร์ และมานิต เสนะวีนิน โดยด้วยการนำเนื้อเพลงมาอ่านท่อง จนเกิดความรู้เรื่องการสัมผัสคำ อักขระ พยัญชนะ วรรคตอน โดยไม่มีครูที่ไหนมาสอน
เบญจมินทร์จบการศึกษาชั้นมัธยมบริบูรณ์จาก[[โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช]]ที่บ้านเกิด ซึ่งต่อมา
เขาก็ได้นำชื่อโรงเรียนมาดัดแปลงเป็นชื่อในวงการบันเทิงของเขา สมัยที่ศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่นี่ เบญจมินทร์ ชื่นชอบวิชา[[ภาษาไทย]] โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง[[โคลง]] [[ฉันท์]] [[กาพย์]] [[กลอน]]อย่างมาก ระหว่างนั้น เขาเริ่มศึกษาเรื่องการแต่งเพลงโดยศึกษาจากผลงานของครูเพลงอย่าง พราหมณ์, นารถ ถาวรบุต ,พุฒ นันทพล, จำรัส รวยนิรันทร์ และมานิต เสนะวีนิน โดยการนำเนื้อเพลงมาอ่านท่อง จนเกิดความรู้เรื่องการสัมผัสคำ อักขระ พยัญชนะ วรรคตอน โดยไม่มีครูที่ไหนมาสอน
 
หลังจบการศึกษา เบญจมินทร์สมัครเป็น[[ตำรวจ]] และได้รับยศเป็นพลตำรวจ แต่ก็เป็นอยู่อยู่ได้แค่ปีเดียวก็ลาออก และเข้ากรุงเทพฯ ในปี พ.ศ.2480 ก่อนจะสมัครเป็นครูเทศบาล ได้สอนชั้นประถมปีที่ 3 ที่โรงเรียนแถบ[[ปทุมวัน]] เขาเป็นครูอยู่ 2 ปี ก็ต่อมาอพยพมาอยู่ไป [[นครนายก]] แต่ต่อมาก็ย้ายกลับเมืองหลวงอีกครั้ง และทำงานหลากหลาย ทั้ง[[ครู]] นัก[[หนังสือพิมพ์]] พนักงานที่ดิน พนักงานเทศบาล
 
== เข้าวงการ ==
เบญจมินทร์ ทำงานกับหนังสือพิมพ์ไทยใหม่ รุ่นเดียวกับ [[อิศรา อมันตกุล]] ต่อมาย้ายมาอยู่ [[หนังสือพิมพ์เอกราช]] และเมื่อมีการสังสรรค์หลังเลิกงาน เขาก็หามีโอกาสแสดงความสามารถด้านการร้องเพลงและแต่งเพลง (ในวงเหล้า) จนทำให้ [[อิงอร]] หรือ [[ศักดิ์เกษม หุตาคม]]เห็นแวว จึงชวนมาร้องเพลงสลับฉากในละครที่เขาทำ เบญจมินทร์ ได้ร้องเพลงสลับฉากในเรื่อง ''ดรรชนีไฉไล'' เป็นเรื่องแรก (บางตำราบอกว่าเขาร้องเพลงแรกในชีวิต ชือเพลง ''ชายฝั่งโขง'' ประพันธ์โดย จำรัส รวยนิรันดร์) จากนั้นเขาก็ร้องเพลงเรื่อยมา เบญจมินทร์เริ่มเป็นที่รู้จัก และชื่นชอบของแฟนจากเพลงจาก ''เพลงชายฝั่งโขง'' ขณะที่ร้องอยู่กับวงดนตรีดุริยโยธิน แต่มาโด่งดังสุดขีดหลังจากหันมาร้องเพลงรำวงอย่างจริงจัง เขาจึงจับแนวเพลงประเภทนี้มาตลอด จนถึงยุคที่เพลงรำวงเสื่อมความนิยม และถูกเพลงลูกทุ่งเข้ามาแทนที่ นักร้องคนอื่นๆหันไปร้องเพลงลูกทุ่งกันหมด เบญจมินทร์ ก็ยังคงร้องเพลงรำวงอยู่เช่นเดิม
 
== แต่งเพลง ==
ก่อนเข้ากรุงเทพฯ เบญจมินทร์หลงไหลหลงใหลเพลง[[รำวง]] - [[รำโทน]]อย่างมาก ทั้งยังเคยเข้าร่วมร้องเพลงในวงรำวง - รำโทนแถวบ้านด้วย ทำให้เขาเชี่ยวชาญเรื่องบทเพลงทำนองนี้อย่างมาก เมื่อได้รับการติดต่อจากบริษัทแผ่นเสียง เขาจึงนำความเชี่ยวชาญนี้มาใช้อย่างจริงจัง
 
เบญจมินทร์ บอกเขาเคยกล่าวว่า การแต่งเพลงของเขาได้รับอิทธิพลมาจากครูศิลปินที่ชื่นชอบ " [[พรานบูรพ์]] " ([[จวงจันทร์ จันทรคณา]]) ที่เขาชื่นชอบอย่างมาก
 
เพลงแรกที่เขาแต่งอย่างเป็นจริงเป็นจังมีชื่อว่าเอง " กล่อมขวัญใจ " แต่ไม่ได้ถูกนำไปบันทึกเสียง หากแต่หลังแต่งเสร็จ เขากลับนำไปร้องกล่อมเด็กข้างบ้านให้นอน
 
เบญจมินทร์หันมาแต่งเพลงอย่างจริงจังราวปี พ.ศ.2488 ซึ่งช่วงขณะนั้น รัฐบาล[[จอมพล ป.พิบูลสงคราม]]ให้การกำลังสนับสนุนเพลงรำวง - รำโทนอย่างมาก เพลงที่เขาแต่งจึงเป็นเพลงรำวง โดยชุดแรกมีอยู่ 10 เพลง หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือเพลง "เมฆขลาล่อแก้ว" ในช่วงแรกเขาแต่งให้กับห้างแผ่นเสียง บริษัท กมลสุโกศล ในสนนราคาราคาเพลงละ 500 บาท เพลงรำวงในยุคแรกๆ ของเขา ยังใกล้เคียงกับของเดิม คือเป็นเพลงสั้นๆ ประมาณ 2 ท่อน เป็นการหยิบเอามรดกดั้งเดิมของรำโทนอีสานมาปรับปรุงตกแต่งให้น่าสนใจยิ่งขึ้น
 
ปี พ.ศ.2491 เมื่อเริ่มมีการบันทึกแผ่นเสียงเพลงรำวง - รำโทน เบญจมินทร์จึงเร่งผลิตผลงานอย่างเอาจริงเอาจัง เขาแต่งเพลงให้ห้างแผ่นเสียงคาเธ่ย์ราว 50 เพลงในสนนราคาเพลงเพลงๆละ 500 บาท ในช่วงนี้ เขาได้สร้างแบบฉบับของตัวเองขึ้นมาอย่างโดดเด่น จากเพลงรำวงแบบเดิม ที่มีอยู่ 2 ท่อน เขาก็เพิ่มเป็น 3 - 4 ท่อน รวมทั้งใส่พล็อตเรื่องลงไปในเพลง มีการและเพิ่มเครื่องดนตรีลงไป แทนที่จะมีแต่[[กลองโทน]]เป็นหลัก และก็ได้รับความนิยมอย่างสูง จน สาหัส บุญหลง ([[พฤหัส บุญหลง]]) เพื่อนร่วมคณะละคร ตั้งฉายาให้เขาว่า '''''ราชาเพลงรำวง''''' ระยะนี้เขามีผลงานทั้งประเภทแต่งเองร้องเอง ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างดี เพลงดังที่สุดในยุคนั้นชื่อ " รำเต้ย " ที่ขึ้นต้นว่า " สวยก็จริงนะสาว ขาวก็จริงนะน้อง....." นอกจากนี้ ยังมีเพลงที่แต่งให้คนอื่นร้อง และร้องเพลงของครูเพลงท่านอื่นด้วย
 
แม้กระทั่งบริษัทอัศวินแผ่นเสียงและการละคร ของ[[พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล]] ก็ยังรับสั่งให้ช่วยแต่แต่งเพลงให้ เป็นยังความปราบปล้มของเบญจมินทร์อย่างปลาบปลื้มแก่เบญจมินทร์อย่างยิ่ง
จากนั้น เบญจมินทร์ก็มีผลงานตามมาอีกมาก โดยมีทั้งประเภทแต่งเองร้องเอง ซึ่งก็ได้รับการต้อนรับอย่างดี โดยเพลงดังที่สุดของเขาในยุคนั้นก็คือเพลง " รำเต้ย " ที่ขึ้นต้นว่า " สวยก็จริงนะสาว ขาวก็จริงนะน้อง....." นอกจากนั้นก็ยังมีเพลงที่แต่งให้คนอื่นร้อง และร้องเพลงของครูเพลงท่านอื่นด้วย
 
แม้กระทั่งบริษัทอัศวินแผ่นเสียงและการละคร ของ[[พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล]] ก็ยังรับสั่งให้ช่วยแต่เพลงให้ เป็นความปราบปล้มของเบญจมินทร์อย่าง
 
== เป็นทหาร-บุกแดนอารีดัง ==
ตอนที่ร้องเพลงสลับฉาก โชคชะตาทำให้เขาได้เจอกับจอมพล[[สฤษดิ์ ธนะรัชต์]] เมื่อเขาไปร่วมในงานวันเกิดของ พณฯท่าน และเพราะด้วยความเมาประกอบกับน้ำเสียงในการร้องเพลง ทำให้จอมพลเสฤษดิ์เกิดถูกชะตา และรับเขาเข้าเป็นทหาร ต่อมาเขาก็ตัดสินใจสมัครไป[[สมรภูมิเกาหลี]]ตามคำชวนของนายทหารกองดุริยางค์ทหารในปี พ.ศ.2499 เบญจมินทร์ไปอยู่ที่เกาหลีนาน 6 เดือน เมื่อกลับมา เขาก็ได้แต่งเพลงเกี่ยวกับเกาหลีมากมายหลายเพลง ทั้ง " อารีดัง " , " เสียงครวญจากเกาหลี " " รักแท้จากหนุ่มไทย " และ "เกาหลีแห่งความหลัง" ซึ่งต่างก็ได้รับความนิยมสูงสุด เบญจมินทร์หลังจากรับราชการทหารอยู่ 5 ปี ก็ลาออกจากกองทัพ
ลาออกจากกองทัพ
 
== ปั้น ทูล ทองใจ ==
นอกจากเพลง[[รำวง]]สนุกสนานแล้ว เบญจมินทร์ ยังประพันธ์เพลงช้า หรือเพลงหวานได้ในระดับดีเยี่ยม และในช่วงปี พ.ศ.2499 - 2500 เขาเป็นคนผู้สร้างให้ [[ ทูล ทองใจ ]] จนมีชื่อโด่งดังทั่วฟ้าเมืองไทยจากเพลงช้าของเขาหลายเพลง เช่น " โปรดเถิดดวงใจ " , "กลิ่นปรางนางหอม " , " ในฝัน " และ " เหนือฝัน "
 
และด้วยความทรนง อันเป็นนิสัยสำคัญของเขา เมื่อความนิยมในผลงานเพลงของเขาสู้กับนักร้องรุ่นใหม่อย่าง [[สุรพล สมบัติเจริญ]]ไม่ได้ รวมทั้งเกิดกรณีการแต่งเพลงตอบโต้กัน โดยเบญจมินทร์ เขียนเพลง " อย่าเถียงกันเลย " ต่อว่าสุรพลกรณีที่ร้องเพลงตำหนิ[[ ผ่องศรี วรนุช]] ที่ลาออกจากวงไป และสุรพล ก็แต่งเพลงตอบโต้เขาชื่อ " สิบนิ้วขอขมา " ซึ่งเสียงตอบรับของแฟนเพลงก็หันไปทางสุรพลมากกว่า ดังนั้น เบญจมินทร์ ก็จึงยกกิจการวงดนตรี " เบญจมินทร์และสหาย " ที่เพิ่งตั้งเมื่อปี พ.ศ.2507 ให้กับแก่ลูกศิษย์รักคนที่ 2สอง [[กุศล กมลสิงห์]] เจ้าของฉายา '''''ขุนพลเพลงรำวง''''' และหันหลังให้กับวงการเพลงทันทีโดยไม่แยแส ในปี พ.ศ.2508 ก่อนจะหันไปจับงานบันเทิงสาขาใหม่
 
== ทำหนัง-ละครและงานเขียน ==
เบญจมินทร์หันมาสร้างสร้างภาพยนตร์เรื่อง " [[เสือเฒ่า]] " , " [[ไม่มีสวรรค์สำหรับคุณ]] " และ " [[แสนงอน]] " เคยเป็นพระเอกในภาพยนตร์เรื่อง " [[เพื่อนตาย]]" และพระรองเรื่องใน " [[สุภาพบุรุษเสือไทย]] " และเคยตลอดจนเป็นตัวประกอบในเรื่อง " [[ทองพูน โคกโพ ราษฎรเต็มขั้น]] " เคยเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง " [[ไอ้โต้ง]] " , " [[แผลหัวใจ]] " เขียนบท[[ละครโทรทัศน์]]เรื่อง " [[ขุนแผนผจญภัย]] " นอกจากนี้ก็ยังเคยเขียนบทความลงใน [[หนังสือพิมพ์บ้านเมือง]] รวมทั้งเขียนเรื่องสั้นอีกหลายเรื่อง
 
== ชีวิตครอบครัว ==
เบญจมินทร์ สมรสกับนางทองขาว มีบุตรธิดารวม 5 คน ได้แก่ เบญจมินทร์, มณเฑียร , ขวัญทิพย์, มณฑล และอาริยา โดยตลอดชีวิต เขาไม่เคยมีบ้านเป็นของตนเองแม้แต่หลังเดียว จนกระทั่งในช่วงบั้นปลายชีวิต เขาไปได้ขอเจียดที่ดินเจ้าของที่ดินย่านคลองประปา เจ้าของร้านข้าวแกงที่เขาติดอกติดใจ ปลูกบ้านหลังเล็กๆ บนพื้นที่ขนาด 3 คูณ 4 เมตร เพื่อใช้อาศัยอยู่ตามลำพัง แยกจากครอบครัว แม้ว่าตัวเองจะป่วยเป็นอัมพฤกษ์
 
== ลาลับ ==
เบญจมินทร์ ทิ้งชีวิตและผลงานมากมายประดับวงการบันเทิงไปเมื่อ [[10 มีนาคม]] [[พ.ศ. 2537]] บนรถ[[แท็กซี่]]ระหว่างการนำตัวส่ง[[โรงพยาบาลรามาธิบดี]]แพทย์ระบุว่าเขาเสียชีวิตจากหัวใจล้มเหลว
 
== อ้างอิง ==
ผู้ใช้นิรนาม