ผลต่างระหว่างรุ่นของ "พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 แห่งอังกฤษ"

replaceViaLink
(replaceViaLink)
[[อิสซาเบลลาแห่งโคซึ]]<br />
[[เลดี้โจนแห่งอังกฤษ]]<br />
[[ไลโอเนลแห่งอันท์เวิร์พ ดยุคดยุกแห่งแคลเรนซ์ที่ 1]]<br />
[[จอห์นแห่งกอนท์ ดยุคดยุกแห่งแลงคาสเตอร์ที่ 1]]<br />
[[เอ็ดมันด์แห่งแลงลีย์ ดยุคดยุกแห่งยอร์คที่ 1]]<br />
[[แมรีดัชเชสแห่งบริตานี]]<br />
[[มาร์การเร็ต แพลนทาเจเน็ท เคานเทสแห่งเพมโบรค]]<br />
[[ทอมัสแห่งวูดสตอค ดยุคดยุกแห่งกลอสเตอร์]]
| ราชวงศ์ = [[ราชวงศ์แพลนทาเจเน็ท|แพลนทาเจเน็ท]]
| ทรงราชย์ = 50 ปี
ขณะที่รัชสมัยของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดเป็นรัชสมัยที่โดยทั่วไปแล้วเป็นสมัยที่ประสบความสำเร็จ แต่ในปลายรัชสมัยเป็นช่วงระยะเวลาของความล้มเหลวในการรณรงค์ทางทหารและปัญหาการเมืองภายในราชอาณาจักร พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดไม่ทรงสนพระทัยกับการปกครองในวันหนึ่งๆเท่ากับการออกยุทธการ ดังนั้นในคริสต์ทศวรรษ 1360 พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดจึงทรงหันไปพึ่งผู้ที่อยู่ภายใต้การปกครองของพระองค์มากขึ้นทุกวันโดยเฉพาะ[[วิลเลียมแห่งวิคแคม]] (William of Wykeham) ผู้ยังค่อนข้างเป็นมือใหม่ในด้านการบริหารผู้ได้รับแต่งตั้งให้เป็นองคมนตรีตราประจำพระองค์ (Lord Privy Seal) ในปี ค.ศ. 1363 และ[[อัครมหาเสนาบดี]] ต่อมาในปี ค.ศ. 1367 แต่วิคแคมก็สร้างปัญหาทางการเมืองเนื่องจากความขาดประสบการณ์ที่ทำให้รัฐสภาต้องบังคับให้ลาออกจากตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีในปี ค.ศ. 1371<ref>Ormrod, "Reign of Edward III", 90–4; Ormrod, "Edward III", ''DNB''.</ref>
 
นอกจากการลาออกของอัครมหาเสนาบดีแล้วพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดก็ยังสูญเสียผู้ที่ทรงไว้ใจหลายคนระหว่าง ค.ศ. 1361 ถึง ค.ศ. 1362 จากโรคระบาดที่เกิดขึ้นหลายครั้ง [[วิลเลียม มองตาคิว เอิร์ลแห่งซอลสบรีที่ 1]] (William Montacute, 1st Earl of Salisbury) พระสหายในการรณรงค์ในคริสต์ทศวรรษ 1330 เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1344, [[วิลเลียม เดอ คลินตัน เอิร์ลแห่งฮันติงดันที่ 1]] (William de Clinton, 1st Earl of Huntingdon) ผู้ที่ในการรณรงค์กับพระองค์ที่น็อตติงแฮมเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1354, เอิร์ลจากปี ค.ศ. 1337 [[วิลเลียม เดอ โบฮุน เอิร์ลแห่งนอร์ทแธมป์ตันที่ 1]] (William de Bohun, 1st Earl of Northampton) เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1360 และปีต่อมา[[เฮนรี โกรสมอนต์ ดยุคดยุกแห่งแลงคาสเตอร์ที่ 1]] (Henry of Grosmont, 1st Duke of Lancaster) ผู้ที่อาจจะถือว่าเป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญของพระองค์จากอาจจะด้วยโรคระบาด การสูญเสียทำให้เหลือแต่ขุนนางส่วนใหญ่ที่ยังหนุ่มผู้ที่หันไปสนับสนุนเจ้าชายรัชทายาทแทนที่จะสนับสนุนพระองค์
 
พระราชโอรสองค์ที่สอง[[ไลโอเนลแห่งอันท์เวิร์พ ดยุคดยุกแห่งแคลเรนซ์ที่ 1]] ทรงพยายามกำหราบอำนาจของขุนนางอังกฤษ-ไอร์แลนด์ใน[[ไอร์แลนด์]]แต่ก็ไม่สำเร็จ สิ่งเดียวที่ทรงทำได้คือการบังคับใช้[[พระราชบัญญัติคิลเค็นนีย์]] (Statutes of Kilkenny)ในปี ค.ศ. 1366<ref>McKisack, ''Fourteenth Century'', 231.</ref>
 
ขณะเดียวกันในฝรั่งเศส สิบปีหลังจาก[[สนธิสัญญาเบรทินยี]]เป็นช่วงที่สงบสุขอยู่ระยะหนึ่ง แต่เมื่อวันที่ 8 เมษายน ค.ศ. 1364 เมื่อ[[พระเจ้าจอห์นที่ 2 แห่งฝรั่งเศส]] เสด็จสวรรคตขณะที่ทรงถูกจำขังอยู่ในอังกฤษหลังจากที่ทรงพยายามหาทุนสำหรับค่าไถ่จากฝรั่งเศสแต่ไม่สำเร็จ การเสด็จสวรรคตของพระองค์ตามด้วยการขึ้นครองราชสมบัติของ[[พระเจ้าชาร์ลที่ 5 แห่งฝรั่งเศส|พระเจ้าชาร์ลที่ 5]] ผู้ไปเกณฑ์ความช่วยเหลือจาก Constable of France [[แบร์ทรันด์ ดู เกอสแคลง]] (Bertrand du Guesclin) ผู้มีความสามารถ<ref>Ormrod, "Reign of Edward III", 27.</ref> ในปี ค.ศ. 1369 [[สงครามร้อยปี]]ก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง พระราชโอรสองค์รองของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด [[จอห์นแห่งกอนท์ ดยุกที่ 1 แห่งแลงแคสเตอร์]]ก็ได้รับมอบให้มีความรับผิดชอบในการรณรงค์ต่อต้านผู้แข็งข้อแต่ไม่ทรงสำเร็จ ในที่สุดก็ต้องลงนามในสนธิสัญญาบรูดจ์สในปี ค.ศ. 1375 ซึ่งทำให้เสียดินแดนต่างๆ ของอังกฤษให้แก่ฝรั่งเศส ซึ่งทำให้ดินแดนต่างๆ ของอังกฤษในฝรั่งเศสก็ลดลงเหลือแต่เพียงเมืองคาเลส์ที่เป็นเมืองริมทะเลทางตอนเหนือสุด, บอร์โดซ์ และ เบยอนน์<ref>McKisack, ''Fourteenth Century'', 145.</ref>
ความเพลี่ยงพล้ำทางการทหารในต่างประเทศและปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการรณรงค์ทำให้เกิดความไม่พึงพอใจกันในบรรดาผู้บริหารราชอาณาจักรในอังกฤษ ปัญหาถึงจุดวิกฤติในรัฐสภาในปี ค.ศ. 1376 รัฐสภาที่เรียกตัวเองว่า “[[รัฐสภาดี]]” (Good Parliament) รัฐสภาถูกเรียกเพื่ออนุมัติการเก็บภาษีเพิ่มแต่[[สภาสามัญชน]]ถือโอกาสอ่านคำร้องทุกข์ โดยเฉพาะคำวิพากษ์วิจารณ์โดยตรงที่มีต่อที่ปรึกษาผู้ใกล้ชิดในพระองค์ [[สมุหพระราชวัง]] (Lord Chamberlain) [[วิลเลียม ลาติเมอร์]] (William Latimer) และ [[เจ้ากรมพระราชวัง]] (Lord Steward) [[จอห์น เนวิลล์ บารอนเนวิลล์ เดอ ราบีย์ที่ 3]] (John Neville, 3rd Baron Neville de Raby) ผู้ถูกปลดจากตำแหน่ง ส่วนพระสนมของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด[[อลิซ เพร์เรอร์]] (Alice Perrers) ผู้ที่รัฐสภาเห็นว่ามีอิทธิพลต่อพระองค์มากเกินไปก็ถูกห้ามไม่เข้าราชสำนัก<ref>Ormrod, "Reign of Edward III", 35–7; McKisack, ''Fourteenth Century'', 387–94.</ref>
 
แต่อุปสรรคที่แท้จริงของสภาสามัญที่นำโดยกลุ่มผู้มีอำนาจเช่น[[เอ็ดมันด์ มอร์ติเมอร์ เอิร์ลแห่งมาร์ชที่ 3]] (Edmund Mortimer, 3rd Earl of March) คือ[[จอห์นแห่งกอนท์ ดยุคดยุกแห่งแลงคาสเตอร์ที่ 1|จอห์นแห่งกอนท์]] ในขณะนั้นทั้งพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดและเจ้าชายดำต่างก็ไม่อยู่ในสภาพที่สามารถทำอะไรได้เพราะการประชวร อำนาจการปกครองทั้งหมดจึงตกอยู่ในมือของจอห์นแห่งกอนท์ผู้ที่รัฐสภาบังคับให้ยอมรับข้อเรียกร้องของรัฐสภา แต่ในปี ค.ศ. 1377 แต่ทุกอย่างที่รัฐสภาเรียกร้องก็ถูกละเมิด<ref>The earlier belief that Gaunt "packed" parliament in 1377 is no longer widely held. See Wedgewood, J. C. (1930) "John of Gaunt and the packing of parliament", ''English Historical Review'' 45, pp. 623–5.</ref>
 
พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดเองในขณะนั้นก็ไม่ทรงมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด หลังจากราวปี ค.ศ. 1375 บทบาททางการปกครองของพระองค์ก็เป็นไปอย่างจำกัด<ref>Ormrod, "Edward III", ''DNB''.</ref> ราววันที่ 29 กันยายน ค.ศ. 1376 พระองค์ก็ทรงล้มประชวรด้วย[[ฝี]]ใหญ่ หลังจากที่ทรงรู้สึกดีขึ้นอยู่ระยะหนึ่งในเดือนกุมภาพันธ์พระองค์ก็เสด็จสวรรคตด้วย[[โรคหลอดเลือดสมอง|หลอดเลือดสมองแตก]] (แต่บางกระแสก็ว่าด้วย[[โรคหนองใน]] (gonorrhea)<ref>Cantor, ''In the Wake of the Plague'', 38</ref>) ที่พระราชวังริชมอนด์เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน<ref>Ormrod, "Edward III", ''DNB''.</ref> ผู้ที่สืบราชบัลลังก์ต่อจากพระองค์คือพระนัดดา[[สมเด็จพระเจ้าริชาร์ดที่ 2 แห่งอังกฤษ|พระเจ้าริชาร์ดที่ 2]] พระโอรสของเจ้าชายดำผู้สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ [[8 มิถุนายน]] [[ค.ศ. 1376]] พระเจ้าริชาร์ดขณะนั้นมีพระชนม์เพียง 10 พรรษา
หัวใจในนโยบายการปกครองของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดอยู่ที่การเข้าร่วมในสงครามของขุนนางชั้นสูงและการบริหาร ขณะที่พระราชบิดาทรงมีปัญหาขัดแย้งกับขุนนางเป็นส่วนใหญ่ พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดทรงสามารถสร้างบรรยากาศของความร่วมมือกันระหว่างพระองค์เองและขุนนางทั้งหลาย
 
ทั้งพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1 และ ที่ 2 ทรงใช้นโยบายการจำกัดจำนวนขุนนาง โดยการแต่งตั้งขุนนางสืบตระกูลเพียงไม่กี่ตำแหน่งในระยะเวลาหกสิบปีก่อนหน้าที่สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 จะทรงขึ้นครองราชย์ พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดทรงเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้ ในปี ค.ศ. 1337 เมื่อทรงเตรียมเข้าสงครามที่จะมาถึงโดยการก่อตั้งตำแหน่ง[[เอิร์ล]]ใหม่อีกหกตำแหน่งในวันเดียว<ref>K.B. McFarlane (1973) ''The Nobility of Later Medieval England'', Oxford: Clarendon Press, pp. 158-9 ISBN 0-19-822362-5.</ref> ในขณะเดียวกันพระองค์ก็ทรงเพิ่มตำแหน่งใหม่ที่สูงกว่าตำแหน่งเอิร์ลเป็นตำแหน่ง “[[ดยุคดยุก]]” สำหรับพระญาติพระวงศ์ที่ใกล้ชิดกับพระองค์
 
นอกจากนั้นแล้วพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดก็ยังทรงสร้างความเป็นชุมชนในหมู่ขุนนางโดยการก่อตั้ง[[เครื่องราชอิสริยาภรณ์การ์เตอร์]] (Order of the Garter) ราวปี ค.ศ. 1348 และในปี ค.ศ. 1344 ก็ทรงมีแผนที่จะรื้อฟื้น “[[โต๊ะกลม (คาเมล็อต)|ระบบขุนนางโต๊ะกลม]]” ของ[[พระเจ้าอาร์เธอร์]]แต่ก็มิได้เกิดขึ้น แต่เครื่องราชอิสริยาภรณ์มีพื้นฐานมาจากตำนานโดยการใช้สัญลักษณ์วงกลมของการ์เตอร์ นักประวัติศาสตร์อังกฤษ[[โพลิดอร์ เวอร์จิล]] (Polydore Vergil) กล่าวถึงที่มาว่า[[โจนแห่งเค้นท์]] (Joan of Kent) เคานเทสแห่งซอลสบรี—พระสนมคนโปรดขณะนั้น—ทำสายรัดถุงเท้า (Garter) หลุดลงมาโดยอุบัติเหตุที่งานเลี้ยงที่คาเลส์ พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดจึงทรงช่วยแก้หน้าจากฝูงชนที่เยาะหยันโดยทรงผูกสายรัดรอบพระเพลาของพระองค์เอง เครื่องราชอิสริยาภรณ์การ์เตอร์จึงมีรูปสายรัดถุงเท้าที่มีคำจารึกว่า “honi soit qui mal y pense”—ความละอายใจจงเป็นของผู้คิดมิดี<ref>McKisack, ''Fourteenth Century'', 251-2. Another candidate for the owner of the original garter was her mother-in-law Catherine Grandisson, the Dowager Countess of Salisbury.</ref>
การเน้นความเป็นผู้ดีมีศักดิ์ศรีเป็นปรัชญาที่เกี่ยวข้องกับการสงครามกับฝรั่งเศสเพราะเป็นการเริ่มความคิดของ “ความเป็นชาติ” เช่นเดียวกับเมื่อมีสงครามกับสกอตแลนด์ ความกลัวการรุกรานของฝรั่งเศสยิ่งทำให้ความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันรุนแรงยิ่งขึ้น และทำให้เกิดความรู้สึกเป็นอังกฤษขึ้นในบรรดาขุนนางที่เคยเป็นชาวอังกฤษ-ฝรั่งเศสมาตั้งแต่สมัยที่ชาว[[ชัยชนะของชาวนอร์มันต่ออังกฤษ|นอร์มันได้รับชัยชนะต่ออังกฤษ]] ตั้งแต่รัชสมัยพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1 ก็มีความเชื่อกันอย่างแพร่หลายว่าฝรั่งเศสวางแผนที่จะกำจัด[[ภาษาอังกฤษ]] และเช่นเดียวกับพระอัยกาสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 ทรงใช้ความหวาดกลัวอันนี้ในการสนับสนุนนโบายของพระองค์<ref>Prestwich, ''Three Edwards'', 209–10.</ref> ซึ่งก็ทำให้เกิดการฟื้นฟูภาษาอังกฤษกันอย่างจริงจัง ในปี ค.ศ. 1362 ก็ได้มีการออก[[พระราชบัญญัติการใช้ภาษาอังกฤษในศาล]] (Statute of Pleading) ระบุการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการในระบบการศาล[http://languageandlaw.org/TEXTS/STATS/PLEADING.HTM] และในปีต่อมาก็เป็นปีแรกที่การเปิดประชุมรัฐสภาที่ทำเป็นภาษาอังกฤษครั้งแรก<ref>McKisack, ''Fourteenth Century'', 524.</ref> ในขณะเดียวกันงานเขียนวรรณกรรมก็เพิ่มมากขึ้นเช่นในงานเขียนของ[[วิลเลียม แลงแลนด์]] (William Langland), [[จอห์น เกาเวอร์]] (John Gower) และโดยเฉพาะในวรรณกรรมสำคัญ “[[ตำนานการเดินทางไปแสวงบุญที่แคนเตอร์บรี]]” (The Canterbury Tales) โดย[[เจฟฟรีย์ ชอเซอร์]]
 
แต่[[การทำให้เป็นอังกฤษ]] (Anglicisation) ก็ไม่ควรจะขยายความกันจนเกินเลย เพราะพระราชบัญญัติที่ออกในปี ค.ศ. 1362 ก็ยังเขียนเป็น[[ภาษาฝรั่งเศส]] ซึ่งก็ไม่มีผลในทันทีทันใด[http://lucasianchair.org/papers/EME.html] รัฐสภาเองก็ยังเปิดประชุมกันเป็นภาษาฝรั่งเศสมาจนถึง ปี ค.ศ. 1377<ref>Prestwich, ''Plantagenet England'', 556.</ref> [[เครื่องราชอิสริยาภรณ์การ์เตอร์]]แม้ว่าจะเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์อังกฤษแต่ยังมอบให้แก่ชาวต่างประเทศเช่น[[จอห์นที่ 5 ดยุคดยุกแห่งบริตานี]] และเซอร์โรแบร์ตแห่งนาเมอร์<ref>McKisack, ''Fourteenth Century'', 253; Prestwich, ''Plantagenet England'', 554.</ref> พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดเองก็ยังเป็นผู้พูดสองภาษาและยังทรงถือพระองค์ว่าเป็นกษัตริย์ที่ถูกต้องของทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส พระองค์จึงไม่ทรงสามารถแสดงความลำเอียงไปทางใดทางหนึ่งได้ตราบใดที่ทรงยังอ้างสิทธิในสองราชบัลลังก์
 
== พระคุณลักษณะ ==
123,859

การแก้ไข