ผลต่างระหว่างรุ่นของ "พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 แห่งอังกฤษ"

(r2.7.1) (โรบอต เพิ่ม: be:Эдуард III)
พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดเสด็จพระราชสมภพที่[[พระราชวังวินด์เซอร์]]เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ค.ศ. 1312 เมื่อยังทรงพระเยาว์ทรงพระนามว่า “เอ็ดเวิร์ดแห่งวินด์เซอร์” สมัยการปกครองของพระราชบิดา[[สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 2 แห่งอังกฤษ|พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 2]] เป็นสมัยที่เต็มไปด้วยความพ่ายแพ้ทางทหาร ความขัดแย้งกับขุนนางผู้มีอำนาจ การฉ้อโกงของข้าราชสำนัก แต่การทรงมีรัฐทายาทที่เป็นผู้ชายในปี ค.ศ. 1312 ก็เป็นสร้างความมั่นคงให้กับราชบัลลังก์อยู่ชั่วระยะหนึ่ง<ref>For an account of Edward II's later years, see Fryde, Natalie (1979). ''The Tyranny and Fall of Edward II, 1321–1326''. Cambridge: Cambridge University Press. ISBN 0-521-22201-X.</ref> เพื่อให้ความความมั่นคงยั่งยืนต่อไปพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 2 จึงทรงแต่งตั้งเอ็ดเวิร์ดแห่งวินด์เซอร์ขึ้นเป็น “เอิร์ลแห่งเชสเตอร์” เมื่อพระชนมายุเพียง 12 วันและอีกสองเดือนต่อมาก็พระราชทานข้าราชบริพารครบชุดสำหรับการมีราชสำนักเป็นการส่วนพระองค์ให้แก่พระราชโอรส เพื่อให้ทรงมีความอิสระในการเป็นขุนนางเต็มตัวด้วยพระองค์เองราวกับเป็นผู้บรรลุนิติภาวะแล้ว<ref name="Father"/>
 
เมื่อวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 1327 เมื่อเอ็ดเวิร์ดแห่งวินด์เซอร์มีพระชนมายุได้ราว 14 พรรษา พระราชินีพระนาง[[อิสซาเบลลาแห่งฝรั่งเศส สมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษ]]พระราชมารดาและ[[โรเจอร์ มอร์ติเมอร์ เอิร์ลแห่งมาร์ชที่ 1|โรเจอร์ มอร์ติเมอร์]]และรัฐสภาก็ปลดพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 2 จากราชบัลลังก์ และยกเอ็ดเวิร์ดแห่งวินด์เซอร์ขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 แห่งอังกฤษ โดยทรงทำเข้าพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ [[1 กุมภาพันธ์]] [[ค.ศ. 1327]] โดยมีสมเด็จพระราชินีอิสซาเบลอิซาเบลลาและโรเจอร์ มอร์ติเมอร์เป็น[[ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์]] มอร์ติเมอร์ถือได้ว่าเป็นผู้ปกครองอังกฤษ[[โดยพฤตินัย]] อีกทั้งยังข่มเหงน้ำพระทัยพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดโดยไม่ให้ความนับถือต่อพระองค์และทำให้ทรงเสียพระพักตร์โดยตลอด เมื่อวันที่ 24 มกราคม ค.ศ. 1328 ในขณะทรงมีพระชนมายุได้ 15 พรรษา ก็ได้ทรงเสกสมรสกับ[[ฟิลลิปฟิลิปปาแห่งเอโนลต์เฮนอลต์ สมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษ|ฟิลลิปฟิลิปปาแห่งเอโนลต์เฮนอลต์]] วัย 16 พรรษา ณ [[ยอร์คมินสเตอร์ยอร์กมินสเตอร์]]<ref>Michael, 'A Manuscript Wedding Gift from Philippa of Hainault to Edward III', 582.</ref>
 
มอร์ติเมอร์ทราบว่าฐานะของตนเองออกจะไม่มั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 และพระมเหสี ฟิลลิปปา ทรงพระนางฟิลิปปามีพระราชโอรสองค์พระองค์แรกเมื่อวันที่ [[15 มิถุนายน]] [[ค.ศ. 1330]]<ref>Ormrod, ''Reign of Edward III'', 6.</ref> มอร์ติเมอร์จึงใช้อำนาจในการนำมาซึ่งตำแหน่งขุนนางและอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ ทรัพย์สินส่วนใหญ่ที่ได้มาเดิมเป็นของ[[เอ็ดมันด์ ฟิทซ์แอแลน เอิร์ลแห่งอารันเดลที่ 9]] (Edmund FitzAlan, 9th Earl of Arundel) ฟิทซ์แอแลน ผู้ยังจงรักภักดีต่อพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 2 ขณะที่ทรงมีความขัดแย้งกับพระราชินีอิสซาเบลลาและมอร์ติเมอร์อิซาเบลลาและมอร์ติเมอร์ จึงถูกประหารชีวิตเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ค.ศ. 1326 ความโลภและความทะนงตัวของมอร์ติเมอร์ทำให้เป็นที่เกลียดชังในหมู่ขุนนางซึ่งทำให้เป็นประโยชน์ต่อสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3
 
ไม่นานหลังจากมีพระชนมายุได้ 18 พรรษา พระเจ้าเอ็ดเวิร์ด ด้วยความช่วยเหลือของผู้ที่ทรงไว้วางใจก็ก่อรัฐประหารขึ้นที่[[ปราสาทน็อตติงแฮมนอตติงแฮม]] เมื่อวันที่ [[19 ตุลาคม]] [[ค.ศ. 1330]] โดยทรงส่งทหารเข้าไปตามทางลับซึ่งเชื่อมต่อถึงปราสาท แล้วทรงสั่งจับพระนางอิสซาเบลลาและโรเจอร์ มอร์ติเมอร์ ในพระนามของกษัตริย์ มอร์ติเมอร์ถูกส่งไปจำขังที่[[หอคอยแห่งลอนดอน]] เขาถูกริบที่ดินและยศทั้งหมด และถูกกล่าวหาว่าถือสิทธิ์อำนาจของกษัตริย์เหนือดินแดนอังกฤษ ส่วนพระมารดา พระนางอิสซาเบลลาอิซาเบลลา ทรงรองขอให้โอรสของพระองค์ทรงไว้ชีวิต พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดจึงทรงตัดสินประหารชีวิตมอร์ติเมอร์หนึ่งเดือนภายหลังรัฐประหาร ส่วนพระนางอิสซาเบลอิซาเบลลาทรงถูกเนรเทศไปยัง[[ปราสาทไรส์ซิง]] เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 ทรงมีอำนาจโดยพฤตินัยในฐานะผู้ปกครองอังกฤษ
 
=== ต้นรัชสมัย ===
[[ไฟล์:Eduard3.jpg|thumb|260px |จุลจิตรกรรมภาพพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ [[1 กุมภาพันธ์]] [[ค.ศ. 1327]]]]
[[ไฟล์:Edouard III devant Berwick.jpg|thumb|260px |พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดในภาพการล้อมเมืองเบอริค]]
เมื่อเริ่มขึ้นครองราชย์สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 ก็เลือกที่จะริเริ่มความขัดแย้งกับ[[ราชอาณาจักรสกอตแลนด์]]ขึ้นอีกตามนโยบายของ [[สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 2 แห่งอังกฤษ|พระราชบิดา]] และ [[สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1 แห่งอังกฤษ|พระอัยกา]]ก่อนหน้านั้น พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดทรงยกเลิก[[สนธิสัญญาเอดินบะระห์เอดินบะระ-นอร์ทแธมตันนอร์แธมป์ตัน]] (Treaty of Edinburgh-Northampton) ที่ลงนามระหว่างสมัยผู้สำเร็จราชการ ซึ่งเป็นการประกาศสิทธิในการปกครองของอังกฤษในราชอาณาจักรสกอตแลนด์ จึงเป็นผลให้เกิด [[สงครามอิสรภาพสกอตแลนด์ครั้งที่ 2]] (Second War of Scottish Independence)
 
สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะยึดดินแดนที่อังกฤษเสียไปคืน และทรงสามารถยึดเบอร์ริคคืนได้ ต่อมาในปี ค.ศ. 1333 พระองค์ก็ทรงได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดที่ [[ยุทธการฮาลิดันฮิลล์]] (Battle of Halidon Hill) ต่อกองทัพของยุวกษัตริย์[[สมเด็จพระเจ้าเดวิดที่ 2 แห่งสกอตแลนด์|พระเจ้าเดวิดที่ 2 แห่งสกอตแลนด์]] พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดจึงอยู่ในฐานะที่จะแต่งตั้งให้[[เอ็ดเวิร์ด บาล์ลิโอล]] (Edward Balliol) ขึ้นครองราชบัลลังก์สกอตแลนด์โดยได้รับดินแดนทางใต้ของสกอตแลนด์เป็นรางวัล (โลเธียนส์, ร็อกซเบิร์กเชอร์, เบอร์วิคเชอร์, ดัมฟรีสเชอร์, แลนนาร์คเชอร์ และพีเบิลเชอร์) แม้ว่าจะทรงได้รับชัยชนะที่ดูพพลินและฮาลิดัน แต่ไม่นานนัก[[โรเบิร์ต บรูซ]] (Robert the Bruce) ก็ยึดกลับ และภายในปี ค.ศ. 1335 การยึดครองของอังกฤษโดยบาล์ลิโอลก็อ่อนตัวลง หลังจาก[[ยุทธการคัลเบรียน]] (Battle of Culblean)
 
ในปี ค.ศ. 1336 [[จอห์นแห่งเอลแธม เอิร์ลแห่งคอร์นวอล]]พระอนุชาของสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 ก็มาสิ้นพระชนม์ลง จอห์นแห่งฟอร์ดุนอ้างไว้ในบันทึกเจสตา (Gesta Annalia) ว่าพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดปลงพระชนม์จอห์นแห่งเอลแธมหลังจากที่ทรงมีปากมีเสียงกัน
แม้ว่าพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดจะทรงใช้กองทัพใหญ่ในการรณรงค์ยึดดินแดนสกอตแลนด์ แต่ภายในปี ค.ศ. 1337 ดินแดนส่วนใหญ่ก็ถูกยึดกลับโดยพระเจ้าเดวิดที่ 2 แห่งสกอตแลนด์ อังกฤษจึงเหลือเพียงปราสาทอยู่ไม่กี่แห่งเช่นเอดินบะระห์ ร็อกซเบิร์ก และสเตอร์ลิง ซึ่งไม่เพียงพอที่จะใช้ในการครอบครองสกอตแลนด์ทั้งหมดได้ ฉะนั้นภายในปี ค.ศ. 1338/1339 นโยบายของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดจึงเปลี่ยนจากการยึดดินแดนที่เสียไปคืนมาเป็นเพียงการรักษาดินแดนที่ยังอยู่ในมือไม่ให้เสียไปอีก
 
พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดไม่ทรงแต่จะมีปัญหาทางสกอตแลนด์เท่านั้นแต่ยังมีปัญหาทางทางฝรั่งเศสด้วย ปัญหาทางฝรั่งเศสมีด้วยกันสามประการ ประการแรกฝรั่งเศสให้การสนับสนุนสกอตแลนด์ตาม [[สัญญาพันธมิตรฝรั่งเศส-สกอตแลนด์]] (Auld Alliance หรือ Franco-Scottish alliance) โดยการที่[[สมเด็จพระเจ้าฟิลลิปที่ 6 แห่งฝรั่งเศส|พระเจ้าฟิลลิปที่ฟิลิปที่ 6 แห่งฝรั่งเศส]]ทรงให้ความคุ้มครองแก่[[สมเด็จพระเจ้าเดวิดที่ 2 แห่งสกอตแลนด์]]ผู้เสด็จมาลี้ภัย และทรงสนับสนุนสกอตแลนด์ในการโจมตีดินแดนอังกฤษทางตอนเหนือ ประการที่สองฝรั่งเศสโจมตีเมืองชายผั่งทะเลของอังกฤษหลายเมืองทำให้เกิดข่าวลือกันว่าฝรั่งเศสจะมารุกรานราชอาณาจักรอังกฤษอย่างเป็นทางการ<ref>Ormrod, ''Reign of Edward III'', 9.</ref> และประการสุดท้ายดินแดนอังกฤษในฝรั่งเศสก็อยู่ในฐานะที่ไม่มั่นคงโดยที่พระเจ้าฟิลลิปที่ 6 ทรงยึดบริเวณอากีแตงและปองทู (Ponthieu) ในปี ค.ศ. 1337
 
แทนที่จะทรงแก้ปัญหาในทางสงบโดยการประกาศความสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าแผ่นดินฝรั่งเศสพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดกลับทรงอ้างสิทธิในราชบัลลังก์ฝรั่งเศสโดยทรงอ้างว่าทรงเป็นผู้สืบเชื้อสายชายเพียงองค์เดียวของพระอัยกาทางพระราชมารดา[[สมเด็จพระเจ้าฟิลลิปที่ฟิลิปที่ 4 แห่งฝรั่งเศส|พระเจ้าฟิลลิปที่ 4 แห่งฝรั่งเศส]] แต่ทางฝรั่งเศสโต้ด้วยการอ้าง[[กฏบัตรกฏหมายซาลลิค]] (Salic law) ซึ่งเป็นกฏการลำดับสิทธิการสืบราชบัลลังก์ที่จำกัดมิให้สตรีหรือผู้สืบเชื้อสายจากสตรีมิสิทธิในการครองบัลลังก์ฝรั่งเศส และไม่ยอมรับข้ออ้างของพระองค์ และประกาศว่าพระเจ้าฟิลลิปที่ฟิลิปที่ 6 เป็นพระนัดดาของพระเจ้าฟิลลิปที่ 4 ผู้ทรงเป็นรัชทายาทที่แท้จริง ข้อขัดแย้งนี้เป็นข้อหนึ่งที่นำไปสู่ [[สงครามร้อยปี]] การอ้างสิทธิของพระองค์ไม่แต่จะทรงอ้างด้วยวาจาเท่านั้น พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดยังทรงออกตราประจำพระองค์ที่ประกอบด้วยตราประจำราชอาณาจักรอังกฤษ, สิงห์ และตราประจำ[[ราชอาณาจักรฝรั่งเศส]] และตราลิลี (fleurs de lys) ก็เท่ากับว่าทรงประกาศพระองค์ว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์ของทั้งสองอาณาจักร<ref>Hanawalt, ''The Middle Ages: An Illustrated History'', 133.</ref>
 
ในการต่อสู้กับฝรั่งเศสพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดทรงสร้างพันธมิตรกับแคว้นย่อยๆ ในฝรั่งเศสซึ่งทำให้สามารถทรงต่อสู้กับฝรั่งเศสได้โดยฉันทะ (by proxy) โดนแคว้นที่ทรงเป็นพันธมิตรด้วยต่อสู้แทนพระองค์ ในปี ค.ศ. 1338 [[พระเจ้าหลุยส์ที่จักรพรรดิลุดวิกที่ 4 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์]]ผู้ทรงได้รับแต่งตั้งให้เป็น vicar-general ของ[[จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์]] ทรงสัญญาว่าจะสนับสนุนพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด ความเป็นพันธมิตรเหล่านี้ทำให้ได้ผลบางอย่าง ที่สำคัญที่สุดคือชัยชนะของราชนาวีอังกฤษที่ยุทธการซลุส (Battle of Sluys) เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ค.ศ. 1340 ซึ่งทำให้ทั้งทหารราบและทหารเรือฝรั่งเศสเสียชีวิตด้วยกันรวมทั้งสิ้น 16,000 คน
 
ขณะเดียวกันภายในราชอาณาจักรอังกฤษเองก็ประสบปัญหาทางการเงินจากค่าใช้จ่ายในการสงคราม และการเป็นพันธมิตรซึ่งทำให้เกิดความไม่พึงพอใจในบรรดาขุนนาง พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดจึงเสด็จกลับอังกฤษโดยมิได้ทรงประกาศล่วงหน้าเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ค.ศ. 1340 เมื่อทรงมาพบว่ากิจการบ้านเมืองอยู่ในสภาพที่ยุ่งเหยิง พระองค์จึงทรงกำจัดผู้บริหารต่างๆ ออกหมด<ref>Fryde, N.M. (1978). "Edward III's removal of his ministers and judges, 1340–1", ''British Institute of Historical Research'' 48, pp. 149–61.</ref> แต่ก็มิได้ทำให้สถานะการณ์มั่นคงขึ้น นอกจากว่าจะเป็นการประจันหน้ากันระหว่างพระองค์กับ[[จอห์น แสตร็ทฟอร์ด]] [[อัครสังฆราชอาร์ชบิชอปแห่งแคนเตอร์บรีเทอร์เบอรี]]
 
ในเดีอนเมษายน ค.ศ. 1341 พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดทรงถูกรัฐสภาอังกฤษบังคับให้ยอมรับสถานะการณ์อันจำกัดทางการเงิน แต่ในเดือนตุลาคมก็ทรงละเมิดและทรงขับจอห์น แสตร็ทฟอร์ดจากราชสำนัก แต่การปฏิบัติของรัฐสภาในปี ค.ศ. 1341 ในการบังคับพระเจ้าแผ่นดินให้ทำตามคำสั่งรัฐสภาเป็นสิ่งที่นอกเหนือจากธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติกันมาก่อนหน้านั้น เพราะอำนาจของพระเจ้าแผ่นดินในยุคกลางเป็นอำนาจที่ไม่มีขอบเขตและพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดทรงใช้อำนาจนี้ในการละเมิดคำสั่ง<ref>Ormrod, ''Reign of Edward III'', 16.</ref>
=== ชนะสงคราม ===
[[ไฟล์:Filip6 Eduard3.jpg|thumb|260px |พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดและพระเจ้าฟิลิปที่ 6]]
หลังจากการรณรงค์บนผืนแผ่นดินใหญ่ยุโรปหลายครั้ง พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดก็ทรงนำทัพจำนวน 15,000 ไปนอร์มังดี ในปี ค.ศ. 1346<ref>May McKisack, ''Fourteenth Century'', 132.</ref> ทรงเผาเมืองแคนก่อนที่จะเดินทัพต่อไปทางเหนือของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมก็ทรงพบกับกองทัพฝรั่งเศสในยุทธการเครซี (Battle of Crécy) ที่ทรงได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด ขณะเดียวกันทางอังกฤษ[[วิลเลียม ซูค]] (William Zouche) อัครสังฆราชแห่งยอร์คอาร์ชบิชอปแห่งยอร์กก็รวบรวมกำลังกันต่อต้าน[[สมเด็จพระเจ้าเดวิดที่ 2 แห่งสกอตแลนด์|พระเจ้าเดวิดที่ 2 แห่งสกอตแลนด์]]ผู้กลับมาจากฝรั่งเศส ได้รับชัยชนะและจับตัวพระเจ้าเดวิดได้ที่[[ยุทธการเนวิลล์ครอส]] (Battle of Neville's Cross) เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม เมื่อพรมแดนทางเหนือมีความมั่นคงขึ้น พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดก็ทรงต่อสู้กับฝรั่งเศสได้อย่างเต็มที่ ทรงล้อมเมือง[[คาเลส์]] (Calais) จนเสียเมืองเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1347
 
หลังจากการสวรรคตของ[[พระเจ้าหลุยส์ที่จักรพรรดิลุดวิกที่ 4 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์|พระเจ้าหลุยส์ที่ 4]] ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1347 แล้ว [[พระเจ้าหลุยส์ที่ 5 แห่งบาวาเรีย]]พระราชโอรสก็ทรงเจรจาต่อรองกับพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดเพื่อต่อต้าน [[พระเจ้าชาร์ลส์ที่จักรพรรดิคาร์ลที่ 4 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์|พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 4 แห่งเยอรมนี]]ในการเป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ แต่ในเดือนพฤษภาคมปี ค.ศ. 1348 ก็ทรงเปลี่ยนพระทัยไม่เข้าร่วมแข่งขันในการครองราชบัลลังก์เยอรมัน
 
ในปี ค.ศ. 1348 ก็เกิด[[กาฬโรคระบาดในยุโรป]]ซึ่งทำให้อังกฤษเสียประชากรไปหนึ่งในสาม<ref>Hatcher, J. (1977). ''Plague, Population and the English Economy, 1348–1530''. London: Macmillan. ISBN 0-333-21293-2.</ref> การสูญเสียประชากรครั้งนี้หมายถึงการสูญเสียทั้งทางกำลังคนและกำลังทรัพย์ ซึ่งทำให้ไม่ทรงสามารถดำเนินสงครามต่อได้ นอกจากนั้นก็ยังทำให้เกิดภาวะค่าแรงงานที่สูงขึ้นที่ทำให้เกิดสภาวะเงินเฟ้อ พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดทรงพยายามควบคุมโดยการออก[[พระราชบัญญัติแรงงาน ค.ศ. 1349]] (Ordinance of Labourers) และ [[พระราชบัญญัติแรงงาน ค.ศ. 1351]] (Statute of Labourers of 1351) เพื่อการจัดระบบและควบคุมค่าแรงงาน แต่ถึงแม้ว่ากาฬโรคจะคร่าชีวิตคนไปเป็นจำนวนมากแต่ก็มิได้นำไปสู่ความหายนะของรัฐบาลหรือสังคม นอกจากนั้นการฟื้นตัวก็เป็นไปอย่างรวดเร็ว<ref>Prestwich, ''Plantagenet England'', 553.</ref>
 
ในปี ค.ศ. 1356 ขณะที่ทรงต่อสู้ในสงครามอยู่ทางเหนือของอังกฤษ [[เอ็ดเวิร์ด เจ้าชายดำ|เจ้าชายดำ]]พระราชโอรสองค์โตก็ได้รับชัยชนะใน[[ยุทธการปัวติเยร์ปัวตีเยร์]] (Battle of Poitiers) ในฝรั่งเศสแม้ว่ากองทัพฝรั่งเศสมีกำลังเหนือกว่า ฝ่ายอังกฤษนอกจากจะสามารถเอาชนะได้แล้วก็ยังจับตัว[[พระเจ้าจอห์นที่ 2 แห่งฝรั่งเศส]]ได้ด้วย หลังจากที่ได้รับชัยชนะต่อเนื่องกันหลายครั้งอังกฤษก็ยึดดินแดนต่างๆ ในฝรั่งเศสมามาก พระเจ้าจอห์นที่ 2 ตกอยู่ในความควบคุมของอังกฤษ รัฐบาลฝรั่งเศสก็เกือบล่ม ไม่ว่าการอ้างสิทธิของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดในราชบัลลังก์ฝรั่งเศสจะจริงแท้เท่าใดหรือเป็นเพืยงแต่ข้ออ้างในการริเริ่มสงครามก็ตาม<ref>For a discussion of this question, see Prestwich, ''Plantagenet England'', 307–10.</ref> สถานะการณ์ที่เกิดขึ้นก็ทำให้การอ้างสิทธิใกล้ความเป็นจริงขึ้น แต่การรณรงค์ต่างๆ ในปี ค.ศ. 1359 ซึ่งเป็นการรณรงค์ที่ตั้งใจจะให้เป็นการตัดสินก็ไม่ได้มีผลที่เด็ดขาด ในปี ค.ศ. 1360 พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดจึงทรงยอมรับ[[สนธิสัญญาเบรทินยี]] (Treaty of Brétigny) ซึ่งเป็นการยกเลิกการอ้างสิทธิในการครองราชบัลลังก์ฝรั่งเศสของพระองค์เป็นการแลกเปลี่ยนกับดินแดนต่างๆ ที่ทรงยึดจากฝรั่งเศส
 
=== ปลายรัชสมัย ===
[[ไฟล์:Edward III Black Prince 14thc.jpg|right|thumb|260px|สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 และ[[เอ็ดเวิร์ด เจ้าชายดำ|เจ้าชายดำ]]]]
ขณะที่รัชสมัยของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดเป็นรัชสมัยที่โดยทั่วไปแล้วเป็นสมัยที่ประสบความสำเร็จ แต่ในปลายรัชสมัยเป็นช่วงระยะเวลาของความล้มเหลวในการรณรงค์ทางทหารและปัญหาการเมืองภายในราชอาณาจักร พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดไม่ทรงทรงสนพระทัยกับการปกครองวันวันหนึ่งเท่ากับการออกยุทธการ ดังนั้นในคริสต์ทศวรรษ 1360 พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดจึงทรงหันไปพึ่งผู้ที่อยู่ภายใต้การปกครองของพระองค์มากขึ้นทุกวันโดยเฉพาะ[[วิลเลียมแห่งวิคแคม]] (William of Wykeham) ผู้ยังค่อนข้างเป็นมือใหม่ในด้านการบริหารผู้ได้รับแต่งตั้งให้เป็นองคมนตรีตราประจำพระองค์ (Lord Privy Seal) ในปี ค.ศ. 1363 และ[[อัครมหาเสนาบดี]] ต่อมาในปี ค.ศ. 1367 แต่วิคแคมก็สร้างปัญหาทางการเมืองเนื่องจากความขาดประสบการณ์ที่ทำให้รัฐสภาต้องบังคับให้ลาออกจากตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีในปี ค.ศ. 1371<ref>Ormrod, "Reign of Edward III", 90–4; Ormrod, "Edward III", ''DNB''.</ref>
 
พระราชโอรสองค์ที่สอง[[ไลโอเนลแห่งอันท์เวิร์พ ดยุคแห่งแคลเรนซ์ที่ 1]] ทรงพยายามกำหราบอำนาจของขุนนางอังกฤษ-ไอร์แลนด์ใน[[ไอร์แลนด์]]แต่ก็ไม่สำเร็จ สิ่งเดียวที่ทรงทำได้คือการบังคับใช้[[พระราชบัญญัติคิลเค็นนีย์]] (Statutes of Kilkenny)ในปี ค.ศ. 1366<ref>McKisack, ''Fourteenth Century'', 231.</ref>
 
ขณะเดียวกันในฝรั่งเศส สิบปีหลังจาก[[สนธิสัญญาเบรทินยี]]เป็นช่วงที่สงบสุขอยู่ระยะหนึ่ง แต่เมื่อวันที่ 8 เมษายน ค.ศ. 1364 เมื่อ[[พระเจ้าจอห์นที่ 2 แห่งฝรั่งเศส]] เสด็จสวรรคตขณะที่ทรงถูกจำขังอยู่ในอังกฤษหลังจากที่ทรงพยายามหาทุนสำหรับค่าไถ่จากฝรั่งเศสแต่ไม่สำเร็จ การเสด็จสวรรคตของพระองค์ตามด้วยการขึ้นครองราชสมบัติของ[[พระเจ้าชาร์ลส์ที่ชาร์ลที่ 5 แห่งฝรั่งเศส|พระเจ้าชาร์ลส์ที่ชาร์ลที่ 5]] ผู้ไปเกณฑ์ความช่วยเหลือจาก Constable of France [[แบร์ทรันด์ ดู เกอสแคลง]] (Bertrand du Guesclin) ผู้มีความสามารถ<ref>Ormrod, "Reign of Edward III", 27.</ref> ในปี ค.ศ. 1369 [[สงครามร้อยปี]]ก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง พระราชโอรสองค์รองของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด [[จอห์นแห่งกอนท์ ดยุคแห่งแลงคาสเตอร์ที่ดยุกที่ 1แห่งแลงแคสเตอร์]] ก็ได้รับมอบให้มีความรับผิดชอบในการรณรงค์ต่อต้านผู้แข็งข้อแต่ไม่ทรงสำเร็จ ในที่สุดก็ต้องลงนามในสนธิสัญญาบรูดจ์สในปี ค.ศ. 1375 ซึ่งทำให้เสียดินแดนต่างๆ ของอังกฤษให้แก่ฝรั่งเศส ซึ่งทำให้ดินแดนต่างๆ ของอังกฤษในฝรั่งเศสก็ลดลงเหลือแต่เพียงเมืองคาเลส์ที่เป็นเมืองริมทะเลทางตอนเหนือสุด, บอร์โดซ์ และ เบยอนน์<ref>McKisack, ''Fourteenth Century'', 145.</ref>
 
ความเพลี่ยงพล้ำทางการทหารในต่างประเทศและปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการรณรงค์ทำให้เกิดความไม่พึงพอใจกันในบรรดาผู้บริหารราชอาณาจักรในอังกฤษ ปัญหาถึงจุดวิกฤติในรัฐสภาในปี ค.ศ. 1376 รัฐสภาที่เรียกตัวเองว่า “[[รัฐสภาดี]]” (Good Parliament) รัฐสภาถูกเรียกเพื่ออนุมัติการเก็บภาษีเพิ่มแต่[[สภาสามัญชน]]ถือโอกาสอ่านคำร้องทุกข์ โดยเฉพาะคำวิพากษ์วิจารณ์โดยตรงที่มีต่อที่ปรึกษาผู้ใกล้ชิดในพระองค์ [[สมุหพระราชวัง]] (Lord Chamberlain) [[วิลเลียม ลาติเมอร์]] (William Latimer) และ [[เจ้ากรมพระราชวัง]] (Lord Steward) [[จอห์น เนวิลล์ บารอนเนวิลล์ เดอ ราบีย์ที่ 3]] (John Neville, 3rd Baron Neville de Raby) ผู้ถูกปลดจากตำแหน่ง ส่วนพระสนมของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด[[อลิซ เพร์เรอร์]] (Alice Perrers) ผู้ที่รัฐสภาเห็นว่ามีอิทธิพลต่อพระองค์มากเกินไปก็ถูกห้ามไม่เข้าราชสำนัก<ref>Ormrod, "Reign of Edward III", 35–7; McKisack, ''Fourteenth Century'', 387–94.</ref>