ผลต่างระหว่างรุ่นของ "อะตอม"

เพิ่มขึ้น 791 ไบต์ ,  9 ปีที่แล้ว
ไม่มีคำอธิบายอย่างย่อ
}}</ref>
 
"อะตอม" มาจาก[[ภาษากรีก]]ว่า ἄτομος/átomos, α-τεμνω ซึ่งหมายความว่า ไม่สามารถแบ่งได้อีกต่อไป หลักการของอะตอมในฐานะส่วนประกอบเล็กที่สุดของสสารที่ไม่สามารถแบ่งได้อีกต่อไปเสนอขึ้นครั้งแรกโดยนักปรัชญาชาวอินเดียและนักปรัชญาชาวกรีก ซึ่งจะตรงกันข้ามกับปรัชญาอีกสายหนึ่งที่เชื่อว่าสสารสามารถแบ่งแยกได้ไปเรื่อยๆโดยไม่มีสิ้นสุด (คล้ายกับปัญหา discrete หรือ continuum) ในคริสต์ศตวรรษที่ 17-18 นักเคมีเริ่มวางแนวคิดทางกายภาพจากหลักการนี้โดยแสดงให้เห็นว่าวัตถุหนึ่งๆ ควรจะประกอบด้วยอนุภาคพื้นฐานที่ไม่สามารถแบ่งแยกได้อีกต่อไปด้วยกระบวนการทางเคมี ระหว่างช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 และต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 นักฟิสิกส์ค้นพบส่วนประกอบย่อยของอะตอมและโครงสร้างภายในของอะตอม ซึ่งเป็นการแสดงว่า "อะตอม" ที่ค้นพบแต่แรกยังสามารถแบ่งแยกได้ และไม่ใช่ "อะตอม" ในความหมายที่ตั้งมาแต่แรก [[กลศาสตร์ควอนตัม]]เป็นทฤษฎีที่สามารถนำมาใช้สร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ของอะตอมได้เป็นผลสำเร็จ<ref>
{{cite web
|last=Haubold |first=Hans |last2=Mathai |first2=A.M.
{{บทความหลัก|ทฤษฎีอะตอม}}
=== แนวคิดเรื่องอะตอม ===
แนวคิดที่ว่าสสารประกอบด้วยหน่วยย่อยๆ ไม่ต่อเนื่องกันและไม่สามารถแบ่งออกเป็นชิ้นส่วนที่เล็กไปได้อีก เกิดขึ้นมานับเป็นพันปีแล้ว แต่แนวคิดเหล่านี้มีรากฐานอยู่บนการให้เหตุผลทางปรัชญาที่เป็นนามธรรม มิใช่นักปรัชญาได้เรียกการศึกษาด้านนี้ว่า ปรัชญาธรรมชาติ (Natural Philosophy) จนถึงยุคหลังจากเซอร์ ไอแซค นิวตัน จึงได้มีการบัญญัติศัพท์คำว่า 'วิทยาศาสตร์' (Science) เกิดขึ้น (นิวตันเรียกตัวเองว่าเป็น นักปรัชญาธรรมชาติ (natural philosopher)) ทดลองและการสังเกตการณ์ ธรรมชาติของอะตอมในแนวคิดทางปรัชญามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดในยุคสมัยต่างๆ หรือวัฒนธรรมต่างๆ และมักจะเป็นเรื่องของธาตุทางวิญญาณนักปรัชญาธรรมชาติ อย่างไรก็ดีแนวคิดหลักเกี่ยวกับอะตอมเริ่มเป็นที่ยอมรับในหมู่(นักวิทยาศาสตร์ในอีกหลายพันปีต่อมาเนื่องจากมันสามารถอธิบายถึง) ทำให้เกิดการค้นพบใหม่ๆมากมาย ในสาขาวิชาเคมีได้<ref name=Ponomarev>Ponomarev (1993:14–15).</ref>
 
การอ้างอิงถึงแนวคิดอะตอมยุคแรกๆ สืบย้อนไปได้ถึง[[ประวัติศาสตร์อินเดีย|ยุคอินเดียโบราณ]]ในศตวรรษที่ 6 [[ก่อนคริสตกาล]]<ref>Gangopadhyaya (1981).</ref> โดยปรากฏครั้งแรกใน[[ศาสนาเชน]]<ref>Iannone (2001:62).</ref> สำนักศึกษา[[ลัทธินยายะ|นยายะ]]และ[[ไวเศษิกะ]]ได้พัฒนาทฤษฎีให้ละเอียดลึกซึ้งขึ้นว่าอะตอมประกอบกันกลายเป็นวัตถุที่ซับซ้อนกว่าได้อย่างไร<ref>Teresi (2003:213–214).</ref> ทางด้านตะวันตก การอ้างอิงถึงอะตอมเริ่มขึ้นหนึ่งศตวรรษหลังจากนั้นโดย[[ลิวคิพพุส]] (Leucippus) ซึ่งต่อมาศิษย์ของเขาคือ [[ดีโมครีตุส]] ได้นำแนวคิดของเขามาจัดระเบียบให้ดียิ่งขึ้น ราว 450 ปีก่อนคริสตกาล ดีโมครีตุสกำหนดคำว่า ''átomos'' ({{lang-el|ἄτομος}}) ขึ้น ซึ่งมีความหมายว่า "ตัดแยกไม่ได้" หรือ "ชิ้นส่วนของสสารที่เล็กที่สุดไม่อาจแบ่งแยกได้อีก" แม้เมื่อแรกที่ [[จอห์น ดาลตัน]] ตั้งทฤษฎีเกี่ยวกับอะตอม นักวิทยาศาสตร์ในสมัยนั้นเข้าใจว่าแนวคิดเรื่อง 'อะตอมของทางอินเดียและกรีกจะมีรากฐาน' ที่ค้นพบนั้นไม่สามารถแบ่งแยกได้อีกแล้ว อย่างไรก็ตาม ต่อมาจากปรัชญาล้วนๆเมื่อได้มีการค้นพบว่า แต่'อะตอม' ยังประกอบไปด้วย โปรตอน นิวตรอน และอิเลคตรอน นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ในปัจจุบันก็ยังคงใช้คำเดิมที่ดีโมครีตุสบัญญัติเอาไว้<ref name=Ponomarev/>
 
หลักฐานยืนยันก็คือ [[ลัทธินิยมคอร์พัสคิวลาร์]] (Corpuscularianism) ที่เสนอโดยนักเล่นแร่แปรธาตุในคริสต์ศตวรรษที่ 13 ซูโด-กีเบอร์ (Pseudo-Geber){{sfn|Moran|2005|p=146}} หรือบางครั้งก็เรียกกันว่า [[พอลแห่งทารันโท]] แนวคิดนี้กล่าวว่าวัตถุทางกายภาพทุกชนิดประกอบด้วยอนุภาคขนาดละเอียดเรียกว่า คอร์พัสเคิล (corpuscle) เป็นชั้นภายในและภายนอก{{sfn|Levere|2001|p=7}} แนวคิดนี้คล้ายคลึงกับทฤษฎีอะตอม ยกเว้นว่าอะตอมนั้นไม่ควรจะแบ่งต่อไปได้อีกแล้ว ขณะที่คอร์พัสเคิลนั้นยังสามารถแบ่งได้อีกในหลักการ ตัวอย่างตามวิธีนี้คือ เราสามารถแทรก[[ปรอท]]เข้าไปในโลหะอื่นและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในของมันได้<ref name=pratt20070928>{{cite web|last=Pratt|first=Vernon|date=September 28, 2007|title=The Mechanical Philosophy|url=http://www.vernonpratt.com/conceptualisations/d06bl2_1mechanical.htm|work=Reason, nature and the human being in the West|accessdate=2009-06-28}}</ref> แนวคิดนิยมคอร์พัสคิวลาร์อยู่ยั้งยืนยงเป็นทฤษฎีหลักตลอดเวลาหลายร้อยปีต่อมา
 
ในปี ค.ศ. 1661 นักปรัชญาธรรมชาติ [[โรเบิร์ต บอยล์]] ตีพิมพ์เรื่อง ''[[The Sceptical Chymist]]'' ซึ่งเขาโต้ว่าสสารประกอบขึ้นด้วยส่วนประกอบอันหลากหลายของ "คอร์พัสคิวลีส" หรืออะตอมที่แตกต่างกัน มิใช่ส่วนประกอบจากอากาศ ดิน ไฟ และน้ำ{{sfn|Siegfried|2002|pp=42–55}} ระหว่างช่วงคริสต์ทศวรรษ 1670 [[ไอแซค นิวตัน]] ใช้แนวคิดนิยมคอร์พัสคิวลาร์นี้เพื่อพัฒนา[[ทฤษฎีคอพัสคิวลาร์ของแสง]]{{sfn|Levere|2001|p=7}}<ref name=kemerling20020808>{{cite web|last=Kemerling|first=Garth|date=August 8, 2002|title=Corpuscularianism|url=http://www.philosophypages.com/dy/c9.htm|work=Philosophical Dictionary|accessdate=2009-06-17}}</ref>