ผลต่างระหว่างรุ่นของ "สันนิบาตชาติ"

 
== ดินแดนใต้อาณัติ ==
<!-- หมายเหตุ: ดินแดนใต้อาณัติ คือ mandate ในขณะที่ดินแดนในอารักขา คือ protectorate; เช็คได้ที่ศัพท์บัญญัติราชบัณฑิต-->
 
เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งจบลง ประเทศผู้แพ้ เช่น เยอรมนี และ[[จักรวรรดิออตโตมัน]] จำต้องสละอาณานิคมซึ่งเป็นบทลงโทษจากประเทศผู้ชนะสงคราม การประชุมสันติภาพที่ปารีสจึงได้ตกลงให้รัฐบาลต่าง ๆ บริหารอาณาบริเวณเหล่านี้ในนามของสันนิบาต เรียกว่า '''ดินแดนใต้อาณัติ''' (mandate) ซึ่งอำนาจของสันนิบาตในการจัดการได้รับการรับรองจากมาตรา 22 ของกติกาสันนิบาตชาติ โดยมีคณะกรรมการจัดการดินแดนใต้อาณัติเป็นผู้ดูแล ทั้งยังมีหน้าที่จัดประชามติในพื้นที่ที่มีการพิพาทกันด้วย เพื่อให้ผู้อาศัยตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมกับชาติไหน
 
ดินแดนใต้อาณัติถูกแบ่งออกเป็นสามประเภท A B C ตามมาตรา 22
* B คือดินแดนที่เคยเป็นอาณานิคมของเยอรมนีมาก่อน ที่ "ต้อง[ได้รับการเข้ามาดูแล]เพื่อรักษาเสรีภาพทางมโนธรรมและศาสนา...และเพื่อยับยั้งการค้าทาส การค้าอาวุธ"
* C คือเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ที่ "สมควรที่สุดที่จะอยู่ใต้อาณัติ... เพื่อที่ชนพื้นเมืองจะได้รับการปกป้องดังที่กล่าวมาแล้ว[สำหรับ B]
 
ส่วนประเทศมหาอำนาจขณะนั้น 7 ประเทศได้ '''รับมอบอาณัติ''' (mandatory) คือมีอำนาจปกครองดินแดนใต้อาณัติของสันนิบาต ได้แก่ สหราชอาณาจักร, สหพันธ์แอฟริกาใต้, ฝรั่งเศส, เบลเยียม, นิวซีแลนด์, ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น
 
ดินแดนใต้อาณัติทั้งหมดไม่ได้รับเอกราชจวบจนสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุด ยกเว้นประเทศอิรักประเทศเดียวที่ได้รับเอกราชและเข้าร่วมสันนิบาตในปี ค.ศ. 1932 หลังจากสันนิบาตถูกยุบดินแดนใต้อาณัติเหล่านี้ถูกโอนไปให้สหประชาชาติดูแล เรียกว่า ดินแดนมอบหมายของสหประชาชาติ (United Nations Trust Territories) และเป็นเอกราชทั้งหมดในปี ค.ศ. 1990
 
นอกจากดินแดนใต้อาณัติแล้ว สันนิบาตยังปกครอง[[ซาร์ (สันนิบาตชาติ)|ดินแดนลุ่มแม่น้ำซาร์]]เป็นเวลา 15 ปี ก่อนจะจัดให้มีประชามติ ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เลือกที่จะกลับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเยอรมนี และยังปกครอง[[เมืองอิสระแห่งดันซิก]] (ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศโปแลนด์) ตั้งแต่ค.ศ. 1920 - 1939
 
== อ้างอิง ==
183

การแก้ไข