ผลต่างระหว่างรุ่นของ "ว็อล์ฟกัง เพาลี"

เพาลีใช้เวลาหนึ่งปีที่มหาวิทยาลัยเกิตทิงเงน (University of Göttingen) ในฐานะผู้ช่วยของ [[มักซ์ บอร์น]] และอีกหนึ่งปีถัดจากนั้นที่สถาบันด้านฟิสิกส์ทฤษฎี ซึ่งปัจจุบันนี้กลายมาเป็น สถาบัน นีลส์ บอร์ สำหรับฟิสิกส์ทฤษฎี (Niels Bohr Institute for Theoretical Physics) ในกรุง[[โคเปนเฮเกน]] เขาเป็นผู้บรรยายที่มหาวิทยาลัยฮัมเบิร์ก (University of Hamburg) ระหว่างช่วงปี พ.ศ. 2466 ถึง 2471 ซึ่งในช่วงนี้เอง เพาลีได้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาทฤษฎีใหม่ของ[[กลศาสตร์ควอนตัม]] หากกล่าวให้เจาะจงก็คือ เขาได้พัฒนา[[หลักการกีดกันของเพาลี|หลักการกีดกัน]]และทฤษฎีที่ไม่เป็นสัมพัทธภาพของ[[สปิน (ฟิสิกส์)|สปิน]] (nonrelativistic theory of spin)
 
ในเดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ. 2472 เพาลีได้ออกจากศาสนาโรมันคาทอลิก และในเดือนธันวาคมปีเดียวกันนั้น เขาได้แต่งงานกับ เคเธ มาคาเรธเธ เดพเนอร์ การแต่งงานครั้งนี้ไม่ได้รื่นรมย์นัก เพราะจบด้วยการหย่าร้างในปี 2473 ด้วยเวลาเพียงไม่ถึงปี ต้นปลายปี พ.ศ. 24742473 ทันทีหลังจากการหย่าร้างไม่นานนัก และ ทันทีหลังจากการนำเสนอการมีอยู่ของ [[นิวตริโน]]ไม่นาน เพาลีได้มีอาการผิดปกติทางจิต ล้มป่วยอย่างหนัก เขาได้ไปปรึกษากับจิตแพทย์ และนักจิตบำบัดที่ชื่อ คาร์ล จุง ผู้ซึ่งอาศัยใกล้กับเมืองซูริคเหมือนกับเพาลี จุงได้เริ่มแปลความฝันที่เกิดขึ้นซ้ำๆ กัน (archetypal dreams) ของเพาลีโดยทันที ต่อมาเพาลีได้กลายเป็นหนึ่งในนักศึกษาที่ดีที่สุดของนักจิตวิทยาในเชิงลึก ไม่นานนัก เขาได้เริ่มต้นวิจารณ์[[กระบวนการความรู้]] (epistemology) เกี่ยวกับทฤษฎีของจุงตามหลักทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งส่งผลสร้างความกระจ่างแจ้งแก่แนวความคิดของเขาเองในภายหลัง โดยเฉพาะแนวคิดอันเป็นหลักการของ[[ประสบการณ์เหตุการณ์ซ้อน]] (synchronicity) บทสนทนาเกี่ยวกับเรื่องนี้ส่วนมากบันทึกเอาไว้ในจดหมายระหว่างเพาลีกับจุง ปัจจุบันได้รับการตีพิมพ์เป็นหนังสือ ชื่อ "Atom and Archetype" (อะตอมและบริบทที่เกิดซ้ำ) ส่วนการวิเคราะห์ความฝันต่างๆ ของเพาลีอย่างถ้วนถี่ของจุง มากกว่า 400 รายการได้บันทึกเป็นเอกสารในชื่อ “Psychology and Alchemy” (จิตวิทยากับการเล่นแร่แปรธาตุ)<ref>Jung, C.G. (1980). Psychology and Alchemy. Princeton, New Jersey: Princeton Univ. Press</ref>
 
ในปี พ.ศ. 2471 เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ศาสตราจารย์ทางฟิสิกส์ทฤษฎี ที่ ETH[[อีทีเอช ในซูริค]] เซริค(สถาบันเทคโนโลยีสหพันธรัฐสวิสแห่งซูริค) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่ซึ่งเขาได้ก่อให้เกิดสร้างความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อย่างมีนัยอันสำคัญมากมาย เขาได้รับ สถานภาพตำแหน่งศาสตราจารย์เยือน ที่ [[มหาวิทยาลัย ของ มิชิแกน]] ในปี พ.ศ. 2474 และ ที่ สถาบันสำหรับการศึกษาก้าวหน้า (the Institute for Advanced Study) ใน ปรินซ์ตันมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ในปี พ.ศ. 2478 เขาได้รับ [[เหรียญ ลอเรนทซ์ ]]ในปี พ.ศ. 2474 เพาลีแต่งงานกับฟรานซิสคา เบอร์ทแรม ในปี พ.ศ. 2477 เขาได้แต่งงานกับ ฟรานซิสคา เบอร์ทแรม การแต่งงานครั้งนี้ได้ยืนยาวไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตของเขา อนึ่ง เขาแต่ทั้งสองไม่มีบุตร ธิดา ร่วมกัน
จุง ได้เริ่มแปลความฝันที่เกิดขึ้นซ้ำๆ กัน (archetypal dreams) ของ เพาลี โดยทันที และ เพาลีได้กลายเป็นหนึ่งในนักเรียนที่ดีที่สุดของ นักจิตวิทยาในเชิงลึก ไม่นานนัก เขาได้เริ่มที่จะวิจารณ์ กระบวนการความรู้ (epistemology) เกี่ยวกับทฤษฎีของจุงอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ และ ได้มีส่วนที่ทำให้ ความเห็นในภายหลัง มีความกระจ่างขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับ ประสบการณ์เหตุการณ์ซ้อน (synchronicity) บทสนทนาจำนวนมากได้ถูกบันทึกไว้ใน จดหมาย เพาลี/จุง และ ในปัจจุบัน ได้รับการตีพิมพ์ในชื่อ "Atom and Archetype" (อะตอม และ บริบทเกิดซ้ำ) การวิเคราะห์อย่างถ้วนถี่ของจัง มากกว่า 400 รายการเกี่ยวกับความฝันของ เพาลี ได้ถูกทำให้เป็นอกสารในชื่อ “Psychology and Alchemy” (จิตวิทยา กับ การเล่นแร่แปรธาตุ) <ref>Jung, C.G. (1980). Psychology and Alchemy. Princeton, New Jersey: Princeton Univ. Press</ref>
 
ในปี พ.ศ. 2471 เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ศาสตราจารย์ทางฟิสิกส์ทฤษฎี ที่ ETH ใน เซริค สวิตเซอร์แลนด์ ที่ซึ่งเขาได้ก่อให้เกิดความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญ เขาได้รับ สถานภาพศาสตราจารย์เยือน ที่ มหาวิทยาลัย ของ มิชิแกน ในปี พ.ศ. 2474 และ ที่ สถาบันสำหรับการศึกษาก้าวหน้า (the Institute for Advanced Study) ใน ปรินซ์ตัน ในปี พ.ศ. 2478 เขาได้รับ เหรียญ ลอเรนทซ์ ในปี พ.ศ. 2474 ในปี พ.ศ. 2477 เขาได้แต่งงานกับ ฟรานซิสคา เบอร์ทแรม การแต่งงานครั้งนี้ได้ยืนยาวไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตของเขา อนึ่ง เขาทั้งสองไม่มีบุตร ธิดา ร่วมกัน
 
การผนวกยึดครองดินแดนของออสเตรีย เข้าร่วมกับ เยอรมัน ในปี 2481 ได้ทำให้ เพาลี เป็นพลเมืองของ เยอรมัน ซึ่งกลายเป็นความยากลำบาก เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองได้ประทุขึ้น ในปี พ.ศ. 2482 เพาลีได้ย้ายไปอยู่ที่ สหรัฐอเมริกาในปี 2483 ที่ซึ่งเขาได้เป็นศาสตราจารย์ทางด้านฟิสิกส์ทฤษฎี ให้กับ ปรินซ์ตัน เขาได้แปลงสัญชาติเป็นอเมริกัน ในปี พ.ศ. 2489 หลังจากสงครามจบลง ก่อนที่จะ กลับไปอยู่ที่ เซริค ซึ่งเป็นที่ที่เขาได้พำนักอยู่โดยมากก่อนเขาเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2488 เขาได้รับ[[รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์]] ''"สำหรับการค้นพบหลักการกีดกัน ซึ่งถูกเรียกได้อีกอย่างว่า หลักของเพาลี"'' ซึ่งผู้เสนอชื่อให้รับรางวัลก็คือ[[ไอน์สไตน์]]