ผลต่างระหว่างรุ่นของ "ว็อล์ฟกัง เพาลี"

(ภาพ)
 
== ประวัติ ==
เพาลีได้ถือกำเนิดขึ้นเกิดในกรุงเวียนนา โดยเป็นบุตรของนักเคมีชื่อ โวล์ฟกัง โยเซฟ เพาลี และกับ เบร์ตา ซาคามิลลา เชทซ์ชูทซ์ ชื่อกลางของเขาได้ถูกตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่พ่อในทางศาสนา ทูนหัวซึ่งเป็น นักฟิสิกส์ ชื่อ เอิร์นสต์ มาคมัค พ่อต้นตระกูลของเพาลี หรือ โวล์ฟกัง เพาลี ซีเนียร์ (ชื่อเดิม วูล์ฟ พาสเคเลส) มี บิดา มารดา ที่มาจากครอบครัวเป็นตระกูลชาวยิวที่มีชื่อเสียงใน[[กรุงปราก]] ปู่ทวดของเพาลีคือ วูล์ฟ พาสเคเลส เป็นนักหนังสือพิมพ์เชื้อสายเชก-ยิว แต่เขาได้บิดาของเพาลีเปลี่ยนศาสนาจาก ยิว ไปเป็น โรมันคาทอลิก เพียงไม่นานก่อนงานแต่งงานของเขาในปี พ.ศ. 2442 มารดาของเพาลี หรือ เบร์ตา เชทซ์ชูทซ์ ถูกเลี้ยงมาในศาสนาเติบโตขึ้นภายใต้การเลี้ยงดูแบบโรมันคาทอลิก ซึ่งเป็นศาสนาของมารดาของเธอ แต่พ่อของเธอบิดา (เฟียร์ดริช เชทซ์ชูทซ์) เป็นนักเขียนชาวยิว แม้ว่า เพาลี จะถูกเลี้ยงเติบโตมาในศาสนาโรมันคาทอลิก ท้ายที่สุดแต่ในภายหลังทั้งตัวเขา (และ บิดา มารดา ของเขา) ก็ออกจากศาสนานั้น <ref>{{cite web|url=http://www.jinfo.org/Physicists.html|title=นักฟิสิกส์ชาวยิวJewish (ภาษาอังกฤษ)Physicists|access_date=2006-09-30}}</ref>
 
เพาลี เข้าเรียนในโรงเรียน เดอบลิงเงอร์-คุมเนเซียม ในเวียนนา จบจากโรงเรียนด้วยความโดดเด่นพิเศษ ในปี พ.ศ. 2461 โดยเพียงสองเดือนก่อนที่เขาจบการศึกษา ผลงานของเด็กมหัศจรรย์หนุ่มคนนี้เกี่ยวกับ ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ของ ไอน์สไตน์ ก็ได้รับการตีพิมพ์ เขาได้เข้าศึกษาต่อที่ มหาวิทยาลัย ลุดวิค-เมกซิมิลเลียนส์ ของ มิวนิค โดยทำงานภายใต้การดูแลของ ซอมเมอร์เฟลด์ เขาได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิต ใน เดือนกรกฎาคม ปี พ.ศ. 2464 จากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ด้วยหัวข้อวิทยานิพนธ์ เกี่ยวกับ ทฤษฎีควอนตัม ของ โมเลกุลไฮโดรเจน ที่มีประจุ ซอมเมอร์เฟลด์ ขอให้ เพาลี เขียนอธิบายทบทวน ทฤษฎีสัมพัทธภาพ สำหรับ ''Encyklopaedie der mathematischen Wissenschaften'' ("สารานุกรม ของ วิทยาศาสตร์ที่บรรยายด้วยคณิตศาสตร์") ซึ่งเป็น สารานุกรมของชาวเยอรมัน สองเดือนหลังจากได้รับปริญญาเอก เพาลี ก็ เขียนบทความสำเร็จ ซึ่งมีทั้งหมดถึง 237 หน้า มันเป็นผลงานที่ได้รับการสรรเสริญจาก ไอน์ไตน์ และได้รับการตีพิมพ์เป็นบทความเดี่ยว บทความนี้ยังคงเป็นบทความอ้างอิงมาตรฐาน เกี่ยวกับสัมพัทธภาพทั่วไป มากระทั่งถึงทุกวันนี้
 
เขาได้ใช้เวลาหนึ่งปีที่ มหาวิทยาลัย ของ เกททิงเคนเกิตทิงเงน (University of Göttingen) ในฐานะผู้ช่วยของ มากซ์[[มักซ์ บอร์น]] และ อีกหนึ่งปีถัดจากนั้น ที่สถานที่ซึ่งตอนนี้กลายมาเป็น สถาบัน นีลส์ บอห์ร สำหรับฟิสิกส์ทฤษฎี (Niels Bohr Institute for Theoretical Physics) ในกรุง[[โคเปนเฮเกน]] เขาได้ใช้เวลาช่วง ปี พ.ศ. 2466 ถึง 2471 ในฐานะผู้บรรยาย ที่ มหาวิทยาลัย ของ ฮามบรูกฮัมเบิร์ก (University of Hamburg) ในช่วงนี้เอง เพาลี ได้เป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนา ทฤษฎีใหม่ ของ [[กลศาสตร์ควอนตัม]] เมื่อกล่าวโดยเจาะจงแล้ว เขาได้พัฒนาสูตร หลักการกีดกัน และ ทฤษฎีที่ไม่เป็นสัมพัทธภาพ ของ สปิน (nonrelativistic theory of spin) ดูเพิ่มเติมข้างล่าง สำหรับรายชื่อผลงานทางวิทยาศาสตร์ของเขา
 
ในเดือน พฤษภาคม ปี พ.ศ. 2472 เพาลี ได้ออกจากศาสนา โรมันคาทอลิก และ ในเดือนธันวาคม ปีเดียวกันนั้น เขาได้แต่งงานกับ เคเธ มาคาเรธเธ เดพเนอร์ การแต่งงานครั้งนี้ไม่ได้รื่นรมย์นัก เพราะจบด้วยการหย่าร้าง ในปี 2473 ด้วยเวลาเพียงไม่ถึงปี ในต้นปี พ.ศ. 2474 หลังจากการหย่าร้างไม่นานนัก และ ทันทีหลังจากการเสนอการมีอยู่ของ [[นิวตริโน]] เพาลี ได้มีอาการผิดปกติทางจิต เขาได้ไปปรึกษากับจิตแพทย์ และ นักจิตบำบัด ที่ชื่อ คาร์ล จังจุง ผู้ซึ่งอาศัยใกล้กับ เซริค (Zürich) เหมือนกับ เพาลี
 
จังจุง ได้เริ่มแปลความฝันที่เกิดขึ้นซ้ำๆ กัน (archetypal dreams) ของ เพาลี โดยทันที และ เพาลีได้กลายเป็นหนึ่งในนักเรียนที่ดีที่สุดของ นักจิตวิทยาในเชิงลึก ไม่นานนัก เขาได้เริ่มที่จะวิจารณ์ กระบวนการความรู้ (epistemology) เกี่ยวกับ ทฤษฎีของ จัง อย่างจุงอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ และ ได้มีส่วนที่ทำให้ ความเห็นในภายหลัง มีความกระจ่างขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับ ประสบการณ์เหตุการณ์ซ้อน (synchronicity) บทสนทนาจำนวนมากได้ถูกบันทึกไว้ใน จดหมาย เพาลี/จังจุง และ ในปัจจุบัน ได้รับการตีพิมพ์ในชื่อ "Atom and Archetype" (อะตอม และ บริบทเกิดซ้ำ) การวิเคราะห์อย่างถ้วนถี่ของจัง มากกว่า 400 รายการเกี่ยวกับความฝันของ เพาลี ได้ถูกทำให้เป็นอกสารในชื่อ “Psychology and Alchemy” (จิตวิทยา กับ การเล่นแร่แปรธาตุ) <ref>Jung, C.G. (1980). Psychology and Alchemy. Princeton, New Jersey: Princeton Univ. Press</ref>
 
ในปี พ.ศ. 2471 เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ศาสตราจารย์ทางฟิสิกส์ทฤษฎี ที่ ETH ใน เซริค สวิตเซอร์แลนด์ ที่ซึ่งเขาได้ก่อให้เกิดความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญ เขาได้รับ สถานภาพศาสตราจารย์เยือน ที่ มหาวิทยาลัย ของ มิชิแกน ในปี พ.ศ. 2474 และ ที่ สถาบันสำหรับการศึกษาก้าวหน้า (the Institute for Advanced Study) ใน ปรินซ์ตัน ในปี พ.ศ. 2478 เขาได้รับ เหรียญ ลอเรนทซ์ ในปี พ.ศ. 2474 ในปี พ.ศ. 2477 เขาได้แต่งงานกับ ฟรานซิสคา เบอร์ทแรม การแต่งงานครั้งนี้ได้ยืนยาวไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตของเขา อนึ่ง เขาทั้งสองไม่มีบุตร ธิดา ร่วมกัน