ผลต่างระหว่างรุ่นของ "ภิกษุ"

เพิ่มขึ้น 5,670 ไบต์ ,  11 ปีที่แล้ว
ไม่มีคำอธิบายอย่างย่อ
 
== การบวชเป็นภิกษุเถรวาท ==
{{โครงส่วน}}
=== ประเภทของการบวชเป็นภิกษุ ===
==== เอหิภิกขุอุปสัมปทา====
เป็นชื่อเรียกวิธี[[อุปสมบท]]เป็น[[ภิกษุ]]ในสมัย[[พุทธกาล]]ยุคต้นๆ โดย[[พระพุทธเจ้า]]ประทานให้ด้วยพระองค์เอง ด้วยการตรัสว่า "'''เอหิภิกขุ'''...." ซึ่งแปลว่า "''จงมาเป็นภิกษุเถิด [[ธรรม]]อันเรากล่าวดีแล้ว ท่านจงประพฤติ[[พรหมจรรย์]]เพื่อทำที่ดีที่สุดแห่ง[[ทุกข์]]โดยชอบเถิด''"
{{โครงส่วน}}
 
ตรัสเท่านี้ ก็เป็นภิกษุแล้ว เพราะคำตรัสขึ้นต้นว่า '''เอหิ''' '''ภิกขุ''' จึงเรียกการ[[อุปสมบท]]แบบนี้ว่า '''เอหิภิกขุอุปสัมปทา''' เรียกผู้ได้รับการอุปสมบทว่า '''เอหิภิกขุ'''
 
การอุปสมบทแบบนี้ทรงประทานแก่[[พระอัญญาโกณฑัญญะ]]เป็นท่านแรก จึงถือว่าท่านเป็นปฐมสาวกหรือเป็นปฐมภิกษุในพระพุทธศาสนา ต่อมาเมื่อมีผู้มาขอบวชมากขึ้นได้ทรงเลิกวิธีอุปสมบทแบบนี้ ทรงเปลี่ยนเป็นวิธี[[ติสรณคมนูปสัมปทา]] และเป็นวิธี[[ญัตติ]]จตุตถกรรมวาจาซึ่งใช้มาจนถึงปัจจุบัน
 
==== ติสรณคมณูปสัมปทา ====
[[ไฟล์:Novitiate ordination.jpg‎|thumbnail|left|150px|พระอุปัชฌาย์ให้ '''ติสรณคมนูปสัมปทา''' แก่ผู้บวชเป็นสามเณร]]
{{โครงส่วน}}
 
แปลว่า ''การอุปสมบทด้วยการเข้าถึงไตรสรณะ'' หมายถึงการบวชเป็น[[ภิกษุ]]โดยการรับ[[ไตรสรณคมน์]] หมายถึงการ[[อุปสมบท]]เป็นภิกษุแบบหนึ่งในพระ[[พุทธศาสนา]] กล่าวคือในสมัยต้น[[พุทธกาล]] [[พระพุทธเจ้า]]ทรงประทานอุปสมบทเองที่เรียกว่า[[เอหิภิกขุอุปสัมปทา]] ต่อมาทรงอนุญาตให้พระสาวกบวชกุลบุตรให้เป็นภิกษุได้โดยวิธีให้กุลบุตรนั้นรับ[[ไตรสรณคมน์]]เท่านั้น ซึ่งการบวชแบบนี้สำเร็จได้โดยบุคคล คือพระสาวกรูปใดรูปหนึ่งก็สามารถบวชกุลบุตรได้ ต่อมาภายหลังทรงอนุญาตวิธีการอุปสมบทโดย[[สงฆ์]]คือให้ทำเป็น[[สังฆกรรม]]ที่เรียกว่าแบบ[[ญัตติจตุตถกรรมวาจา]] จึงเลิกวิธีบวชพระแบบ'''ติสรณคมนูปสัมปทา''' แต่ทรงอนุญาตให้ใช้วิธีนี้[[บวช]][[สามเณร]] ซึ่งถือปฏิบัติกันมาตราบเท่าทุกวันนี้
 
==== ญัตติจตุตถกรรมวาจา====
เป็น[[สังฆกรรม]] 1 ใน 4 อย่างของภิกษุสงฆ์ที่ทำร่วมกัน จัดเป็นสังฆกรรมที่มีน้ำหนักมาที่สุด หนักแน่นที่สุด ใช้ทำกรรมที่สำคัญมาก เช่น การให้[[อุปสมบท]] การให้[[ปริวาส]] ให้[[อัพภาน]] การสวด[[สมนุภาสน์]] เป็นต้น
{{โครงส่วน}}
 
'''วิธีการ''' คือ จะมีการสวดญัตติขึ้นก่อน 1 ครั้ง และ สวดอนุสาวนา 3 ครั้ง เมื่อรวมกันจึงเรียกว่า ญัตติจตุตถกรรม แปลว่า กรรมมีญัตติเป็นที่ 4, หมายความว่า กิจกรรมของสงฆ์ที่ทำร่วมกันโดยต้องทำการสวดญัตติขึ้นก่อน แล้วตามด้วย[[อนุสาวนา]]อีก 3 ครั้ง
 
ส่วนสาเหตุที่เรียกว่า '''ญัตติจตุตถกรรม''' (กรรมมีญัตติเป็นที่ 4) ไม่เรียกว่า ''ญัตตฺยาทิกรรม'' (กรรมมีญัตติเป็นเบื้องต้น) เป็นต้น มีเพราะทรงตรัสเป็น[[โวหาร]]แบบ[[ปฏิโลม]] (นับย้อนศร) เหมือนคำว่า ผสฺสปญฺจมํ (ธรรมมีผัสสะเป็นที่ 5) ในคัมภีร์ฝ่ายอภิธรรมนั่นเอง
 
== การบวชเป็นภิกษุเถรวาทในประเทศไทย ==
{{โครงส่วน}}
ผู้ที่จะเป็นภิกษุได้จะต้องมีคุณสมบัติและผ่านการพิธี[[อุปสมบท]]โดยถูกต้องตาม[[พระธรรมวินัย]]ก่อน เช่น ต้องมีอายุ ๒๐ ปี ไม่มีโรคร้ายแรง ต้องมี[[อุปัชฌาย์]]รับรอง ต้องทำพิธีใน[[อุโบสถ]]
 
* [[พระธรรมกิตติวงศ์]] (ทองดี สุรเตโช) ป.ธ. ๙ [[ราชบัณฑิต]] ''พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ ชุด คำวัด,'' [[วัดราชโอรสาราม]] กรุงเทพฯ พ.ศ. 2548
 
{{พุทธบริษัท}}{{โครงพระพุทธศาสนา}}
[[หมวดหมู่:อภิธานศัพท์พุทธศาสนา]]
 
[[หมวดหมู่:พระภิกษุสงฆ์]]
 
ผู้ใช้นิรนาม