เปิดเมนูหลัก

การเปลี่ยนแปลง

ไม่มีการเปลี่ยนแปลงขนาด, 9 ปีที่แล้ว
ไม่มีคำอธิบายอย่างย่อ
== องค์ประกอบและประเภทของเชลแล็ก ==
ครั่งดิบจะประกอบด้วยส่วนผสมของยางครั่ง (70-80 %) ขี้ผึ้ง (6-7%) สีครั่ง (4-8%) รวมทั้งสารเจือปน (15-25%) เมื่อผ่านกระบวนการการจนกระทั่งได้เชลแล็ก องค์ประกอบที่เหลือส่วนใหญ่จะเป็นส่วนของยางครั่งที่มีขี้ผึ้ง และความชื้นปะปนอยู่ โดยมีสารเจือปนอยู่น้อยมาก ในส่วนของยางครั่งจะประกอบด้วยส่วนผสมของเรซินแข็ง (hard resin) ที่ประกอบด้วยพอลิเอสเทอร์ (polyesters) ซึ่งเป็นพอลิเมอร์ที่ค่อนข้างสั้น และ เรซินอ่อน (soft resins) ที่ประกอบด้วยเอสเทอร์เดี่ยว (single esters) หลายชนิด เมื่อทำการย่อยสลายด้วยน้ำ (hydrolysis) ส่วนของยางครั่งจะพบส่วนผสมของกรดไขมัน (hydroxy fatty acid) ได้แก่ อะลูไลติคแอซิด (aleuritic acid) และ เทอร์พีนิกแอซิด (terpenic acids) ซึ่งประกอบด้วยสารหลายชนิดโดยสารที่มีอยู่มากได้แก่ จาลาริกแอซิด(jalaric acid) และ แล็กซิจาลาลิกแอซิด (laccijalaric acid)
 
== คุณสมบัติของเชลแล็ก ==
เชลแล็กมีคุณสมบัติที่น่าสนใจในหลายเรื่องได้แก่
(1)การซึมผ่านไอน้ำที่ต่ำ คุณสมบัติข้อนี้เป็นเหตุผลที่สำคัญที่ทำให้เชลแล็กถูกนำมาใช้มากตั้งแต่อดีตเพื่อการปกป้องความชื้น โดยเชลแล็กสามารถเกิดฟิล์มได้และมีความสามารถในการป้องกันความชื้นไม่ให้ผ่านผิววัสดุที่เคลือบด้วยเชลแล็ก
(2)การละลายขึ้นกับพีเอช เชลแล็กประกอบด้วยพอลิเมอร์ที่มีกลุ่มคาร์บอกซิลิก ทำให้มีคุณสมบัติไม่ละลายที่พีเอชต่ำแต่จะละลายได้มากขึ้นเมื่อเพิ่มพีเอช โดยเชลแล็กจะเริ่มละลายได้ที่พีเอชประมาณ 7.0 ทำให้ป้องกันการแตกตัวในกรดในกระเพาะอาหารได้ โดยนำเชลแล็กมาเคลือบยาเพื่อการนำส่งยาสู่ลำไส้
(3)ความสวยงามของฟิล์ม ฟิล์มที่เตรียมจากเชลแล็กจะมีค่าดัชนีหักเห (refractive index) ที่ค่อนข้างสูง (1.521-1.527) สามารถสะท้อนแสงได้ดีทำให้ได้ฟิล์มที่มีคุณสมบัติเงางามคุณสมบัติข้อนี้เสริมประโยชนในแง่ความสวยงามของผลิตภัณฑ์ที่ถูกเคลือบ เช่น การนำไปใช้สำหรับงานเฟอร์นิเจอร์รวมทั้งการเคลือบผลไม้โดยเพิ่มจากประโยชน์ในแง่ของการป้องกันน้ำของเชลแล็ก
(4)การนำความร้อนและไฟฟ้าต่ำ เชลแล็กจะมีค่าการนำความร้อน (thermal conductivity) ที่ค่อนข้างน้อยประมาณ 0.24 วัตต์/เมตร/องศาเซลเซียส (ทองแดงและแก้วมีค่าเท่ากับ 401 และ 1 วัตต์/เมตร/องศาเซลเซียส ตามลำดับ นอกจากนี้แล้วยังมีการนำไฟฟ้าที่ต่ำมีความเป็นฉนวนที่ดี โดยปกติวัตถุที่จัดว่านำไฟฟ้าจะมีความต้านทานพื้นผิว (surface resistivity) น้อยกว่า 10ยกกำลังห้าโอห์ม และจะจัดว่าเป็นฉนวนถ้ามีค่ามากกว่า 10ยกกำลัง12 โอห์ม ยกตัวอย่างเช่น ทองแดง ฟิล์มที่เตรียมจากพอลิเอธิลีน (polyethylene) และ เทฟลอน (Teflon) จะมีค่าเท่ากับ 1 เท่ากับ 10ยกกำลัง12 และมากกว่า 10ยกกำลัง16 โอห์ม ตามลำดับ ในกรณีของฟิล์มที่เตรียมจากเชลแล็กมีค่ามากกว่า 10ยกกำลัง14 โอห์ม ซึ่งจากคุณสมบัตินี้จึงทำให้เชลแล็กสามารถนำไปใช้ในแง่ของการเป็นฉนวนสำหรับทำสายไฟรวมทั้งการนำไปใช้สำหรับอุปกรณ์ที่ต้องการป้องกันการนำไฟฟ้าได้
(5)ความสามารถในการยึดเกาะผิวที่เคลือบและความทนทานต่อการถูกขีดข่วน เชลแล็กสามารถยึดติดกับผิวของวัสดุได้เกือบทุกชนิด ยกเว้นพื้นผิวของสารบางชนิด เช่น เทฟลอนหรือวัสดุที่ถูกเคลือบด้วยซิลิโคน ทำให้สามารถนำไปเคลือบและทำให้มีการยึดติดกับชิ้นงานได้ดีและเป็นเวลานาน โดยอาจมีแรงยึดเกาะ ที่แตกต่างกันไปได้บ้างขึ้นกับวัสดุ ยกตัวอย่าง เช่น แรงยึดเกาะกับทองแดงประมาณ 3300 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว นอกจากนี้แล้วยังค่อนข้างทนต่อการขีดข่วนซึ่งช่วยป้องกันผิวที่เคลือบได้
จากคุณสมบัติดังกล่าวทำให้เชลแล็กมีการนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมหลายประเภท เช่น อุตสาหกรรมยาและการแพทย์ เพื่อใช้ในการเคลือบยา ส่วนผสมของเครื่องสำอางและสารที่ใช้ทางทันตกรรม อุตสาหกรรมอาหาร สำหรับการเคลือบอาหารบางประเภท อุตสาหกรรมการเกษตรสำหรับการเคลือบผลไม้ รวมถึงงานเคลือบไม้เพื่อใช้ในการทำเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น ในส่วนอุตสาหกรรมยานั้น ถูกนำมาใช้ในการเคลือบโดยมีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ คือ คือการเคลือบเพื่อหวังผลในแง่การป้องกันการซึมผ่านของน้ำ เช่น ในกรณีของการเคลือบเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเข้าไปในเม็ดยา ในกระบวนการเคลือบน้ำตาล (sugar coating) และการเคลือบเอนเทอริกหรือการเคลือบเพื่อให้ยาแตกตัวในลำไส้ (enteric coating)
 
== อ้างอิง ==
 
== ดูเพิ่ม ==
[http://http://en.wikipedia.org/wiki/Shellac/ shellac]
 
== แหล่งข้อมูลอื่น ==
 
 
{{Link FA|___}}
 
[[en:shellac]]
25

การแก้ไข