ผลต่างระหว่างรุ่นของ "บาศกนิยม"

เพิ่มขึ้น 301 ไบต์ ,  10 ปีที่แล้ว
ไม่มีคำอธิบายอย่างย่อ
(แจ้งต้องการเก็บกวาดด้วยสจห.)
[[ไฟล์:JuanGris.Portrait of Picasso.jpg|thumb|ผลงานแบบบาศกนิยม]]
{{เก็บกวาด}}
'''บาศกนิยม''' ({{lang-en|Cubism}}) เป็นความเคลื่อนไหวทางศิลปะอาวองการ์ดในศตวรรษที่ 20 ริเริ่มโดย[[ปาโบล ปีกัสโซ]] (Pablo Picasso) และ[[จอร์จส์ บราค]] (Georges Braque) ได้เปลี่ยนรูปโฉมของจิตรกรรมและประติมากรรมสไตล์ยุโรป รวมไปถึงดนตรีและงานเขียนที่เกี่ยวข้อง สาขาแรกของบาศกนิยมเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Analytic Cubism (บาศกนิยมแบบวิเคราะห์)เป็นความเคลื่อนไหวทางศิลปะที่มีอิทธิพลรุนแรงและมีความสำคัญอย่างมากในฝรั่งเศส แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ไม่นานนักระหว่างค.ศ.1907 และ 1911 ความเคลื่อนไหวในช่วงที่สองนั้นถูกเรียกว่า Synthetic Cubism (บาศกนิยมแบบสังเคราะห์)ได้แพร่กระจายและตื่นตัวจนกระทั่ง ค.ศ. 1919 เมื่อความเคลื่อนไหวของลัทธิเหนือจริงเป็นที่นิยม
== บาศกนิยม ==
บาศกนิยม เป็นความเคลื่อนไหวทางศิลปะอาวองการ์ดในศตวรรษที่ 20 ริเริ่มโดยปาโบล ปีกัสโซ(Pablo Picasso) และจอร์จส์ บราค(Georges Braque)ได้เปลี่ยนรูปโฉมของจิตรกรรมและประติมากรรมสไตล์ยุโรป รวมไปถึงดนตรีและงานเขียนที่เกี่ยวข้อง สาขาแรกของบาศกนิยมเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Analytic Cubism (บาศกนิยมแบบวิเคราะห์)เป็นความเคลื่อนไหวทางศิลปะที่มีอิทธิพลรุนแรงและมีความสำคัญอย่างมากในฝรั่งเศส แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ไม่นานนักระหว่างค.ศ.1907 และ 1911 ความเคลื่อนไหวในช่วงที่สองนั้นถูกเรียกว่า Synthetic Cubism (บาศกนิยมแบบสังเคราะห์)ได้แพร่กระจายและตื่นตัวจนกระทั่งค.ศ.1919 เมื่อความเคลื่อนไหวของลัทธิเหนือจริงเป็นที่นิยม
 
นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษนาม [[ดักลาส คูเปอร์]] (Douglas Cooper) ได้อธิบายสามระยะของบาศกนิยมในหนังสือของเขาชื่อ The Cubist Epoch (ยุคสมัยของบาศกนิยม)ตามแนวคิดของคูเปอร์นั้น มันเคยมีระยะเริ่มต้นของบาศกนิยม (Early Cubism) ตั้งแต่ ค.ศ.1906 ถึง 1908 เมื่อความเคลื่อนไหวนั้นได้เริ่มพัฒนาในห้องทำงานของปิกาซโซ่และบราค ในระยะที่สองนั้นเรียกได้ว่าเป็นช่วงเฟื่องฟูของบาศกนิยม (High Cubism) ตั้งแต่ ค.ศ. 1909 ถึง 1914 ขณะที่[[ยวน กริซ]] (Juan Gris)ปรากฏขึ้นเป็นผู้สนับสนุนหลัก และระยะสุดท้ายนั้นคูเปอร์เรียกว่าช่วงหลังของบาศกนิยม(Late Cubism)ตั้งแต่ค.ศ.1914 ถึง1921 ซึ่งเป็นที่ความเคลื่อนไหวอาวองการ์ดได้ถึงจุดสูงสุด
 
ในผลงานศิลปะของบาศกนิยมนั้น วัตถุจะถูกทำให้แตกเป็นชิ้น วิเคราะห์ และประกอบกลับขึ้นมาใหม่ในรูปลักษณ์ที่เป็นนามธรรมแทนที่จะแสดงวัตถุให้เห็นจากเพียงแค่มุมมองเดียว จิตรกรนั้นได้ถ่ายทอดวัตถุจากหลายแง่มุมเพื่อที่จะแสดงให้เห็นถึงวัตถุที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่กว้างขึ้น บ่อยครั้งนักที่ผืนราบดูเหมือนจะตัดกันในมุมที่เป็นไปโดยบังเอิญ ปราศจากความสอดคล้องของความลึก ส่วนพื้นหลังและผืนราบแทรกเข้าไปในระหว่างกันและกันเพื่อที่จะทำให้เกิดพื้นที่ที่ไม่ชัดเจนอย่างผิวเผิน ซึ่งเป็นหนึ่งในคุณลักษณะเฉพาะของบาศกนิยม
 
 
'''== การริเริ่มและจุดกำเนิด''' ==
----
ในช่วงปลายของศตวรรษที่ 19 และช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 ผู้นำทางด้านวัฒนธรรมยุโรปได้ค้นพบศิลปะแบบแอฟริกัน ไมโครนีเซียน และอเมริกันท้องถิ่นเป็นครั้งแรก จิตรกรหลายคนเช่น พอล โกแกง (Paul Gauguin) อองรี มาตีส (Henri Matisse) และ ปาโบล ปีกัสโซ ได้มีแรงบันดาลใจจากสไตล์ที่มีพลังที่ตายตัวและความเรียบง่ายของวัฒนธรรมต่างชาติเหล่านั้น ประมาณปีค.ศ.1906 ปีกัสโซได้พบมาตีสผ่านเกอร์ทรูด สไตน์(Gertrude Stein)ในตอนที่ทั้งสองจิตรกรนี้พึ่งได้เริ่มที่จะมีความสนใจในความดั้งเดิม ประติกรรมไอเบอร์เรียน ศิลปกรรมแอฟริกัน และหน้ากากชนเผ่าแอฟริกัน พวกเขาได้กลายเป็นคู่แข่งที่เป็นมิตรและได้แข่งขันกันตลอดการเวลาทำงานของพวกเขา ซึ่งอาจจะเป็นเหตุผลที่นำปีกัสโซเข้าสู่ผลงานช่วงใหม่ของเขาในปี 1907 ที่แสดงถึงอิทธิพลของศิลปะแบบกรีค ไอเบอร์เรียน และแอฟริกัน ภาพวาดของปีกัสโซในปี 1907นั้นถูกจำแนกไว้เป็นบาศกนิยมแบบดัั้งเดิม (Protocubism)ที่ซึ่งสามารถเห็นได้ในผลงานเหล่าหญิงสาวแห่งเอวิกนอน (Les Demoiselles d'Avignon)นับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของบาศกนิยม
 
ในช่วงปลายของ[[ศตวรรษที่ 19]] และช่วงต้นของ[[ศตวรรษที่ 20]] ผู้นำทางด้านวัฒนธรรมยุโรปได้ค้นพบศิลปะแบบแอฟริกัน [[ไมโครนีเซียน]] และอเมริกันท้องถิ่นเป็นครั้งแรก จิตรกรหลายคนเช่น [[พอล โกแกง]] (Paul Gauguin) อองรี มาตีส (Henri Matisse) และ ปาโบล ปีกัสโซ ได้มีแรงบันดาลใจจากสไตล์ที่มีพลังที่ตายตัวและความเรียบง่ายของวัฒนธรรมต่างชาติเหล่านั้น ประมาณปีค.ศ.1906 ปีกัสโซได้พบมาตีสผ่านเกอร์ทรูด สไตน์(Gertrude Stein)ในตอนที่ทั้งสองจิตรกรนี้พึ่งได้เริ่มที่จะมีความสนใจในความดั้งเดิม ประติกรรมไอเบอร์เรียน ศิลปกรรมแอฟริกัน และหน้ากากชนเผ่าแอฟริกัน พวกเขาได้กลายเป็นคู่แข่งที่เป็นมิตรและได้แข่งขันกันตลอดการเวลาทำงานของพวกเขา ซึ่งอาจจะเป็นเหตุผลที่นำปีกัสโซเข้าสู่ผลงานช่วงใหม่ของเขาในปี 1907 ที่แสดงถึงอิทธิพลของศิลปะแบบกรีค ไอเบอร์เรียน และแอฟริกัน ภาพวาดของปีกัสโซในปี 1907นั้นถูกจำแนกไว้เป็นบาศกนิยมแบบดัั้งเดิม (Protocubism)ที่ซึ่งสามารถเห็นได้ในผลงานเหล่าหญิงสาวแห่งเอวิกนอน (Les Demoiselles d'Avignon)นับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของบาศกนิยม
บางคนเชื่อว่ารากฐานของบาศกนิยมนั้นสามารถพบได้จากสองแนวโน้มที่ชัดเจนในงานถัดมาของพอล เซซานน์ (Paul Cezanne)สิ่งแรกคือได้แตกพื้นที่สีออกมาเป็นหลายพื้นที่ที่มีหลายแง่มุม ด้วยวิธีนี้มันได้เน้นย้ำความหลายหลากหลายของมุมมองที่ได้จากการประสานการทำงานของสองตา สิ่งที่สองนั้นคือความสนใจของเขาที่จะสร้างความเรียบง่ายจากรูปทรงธรรมชาติกลายเป็นทรงกระบอก ทรงกลม และทรงกรวย
 
บางคนเชื่อว่ารากฐานของบาศกนิยมนั้นสามารถพบได้จากสองแนวโน้มที่ชัดเจนในงานถัดมาของ[[พอล เซซานน์]] (Paul Cezanne)สิ่งแรกคือได้แตกพื้นที่สีออกมาเป็นหลายพื้นที่ที่มีหลายแง่มุม ด้วยวิธีนี้มันได้เน้นย้ำความหลายหลากหลายของมุมมองที่ได้จากการประสานการทำงานของสองตา สิ่งที่สองนั้นคือความสนใจของเขาที่จะสร้างความเรียบง่ายจากรูปทรงธรรมชาติกลายเป็นทรงกระบอก ทรงกลม และทรงกรวย
 
อย่างไรก็ตามนักบาศกนิยมได้ออกตามหาแนวคิดออกไปมากกว่าเซซานน์ พวกเขาแสดงให้เห็นถึงระนาบทั้งหมดของวัตถุภายในภาพเดียว คล้ายกับว่าวัตถุเหล่านั้นมีด้านทุกด้านให้เห็นในเวลาเดียวกัน การแสดงภาพให้เห็นแบบใหม่นี้ได้ปฏิวัติการรับรู้ของวัตถุด้วยตาที่ซึ่งถูกถ่ายทอดลงในภาพเขียนและศิลปะ
วิทยาการของบาศกนิยมนั้นเกิดขึ้นจากความพยายามร่วมกันของปีกัสโซและบราค ตามมาด้วยชาวเมือง Monmartre ในปารีส จิตรกรเหล่านี้เป็นผู้บุกเบิกสำคัญสำหรับความเคลื่อนไหว และชาวสเปนที่มาร่วมสมทบในภายหลังคือ ยวน กริซ หลังจากได้พบกับปีกัสโซ และบราคในปี 1907 โดยเฉพาะการเริ่มที่จะพัฒนาบาศกนิยม ปีกัสโซเป็นแรงผลักดันและแรงบันดาลใจที่ชักจูงบราคให้ออกจากลัทธิโฟวิสม์ (Fauvism) จิตรกรทั้งสองนี้เริ่มต้นที่จะทำงานด้วยกันอย่างใกล้ชิดในช่วงปลายปี 1908 ถึงช่วงต้นปี 1909 จนกระทั่งเกิดการจลาจลขึ้นจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่งในปี 1914 ความเคลื่อนไหวนี้ได้แพร่หลายไปอย่างรวดเร็วทั่วทั้งปารีสและยุโรป
 
นักวิจารณ์ศิลปะชาวฝรั่งเศสนาม[[หลุยส์ วาเซลส์]] (Louis Vauxcelles)เป็นผู้แรกที่ได้ใช้คำว่า cubism หรือ bizarre cubiques (ลูกบาศก์ที่ประหลาด)หลังจากที่เขาได้เห็นรูปภาพโดยบราค เขาได้อธิบายมันว่า เต็มไปด้วยลูกบาศก์เล็ก ซึ่งศัพท์นี้ได้ถูกใช้กันอย่างกว้างขวางแม้ว่าสองผู้สร้างนั้นจะไม่ได้เป็นคนนำมาใช้แรกเริ่ม นักประวัติศาตร์ศิลปะชื่อ เอิร์นส์ กอมบริ (Ernst Gombrich) ได้อธิบายบาศกนิยมไว้ว่าเป็นความพยายามที่แรงกล้าที่จะขจัดออกซึ่งความคลุมเครือและเพื่อที่จะบังคับให้คนได้อ่านภาพนั้น ที่ซึ่งเป็นการก่อสร้างขึ้นโดยมนุษย์ นั่นก็คือผ้าใบที่ถูกลงสี
 
บาศกนิยมนั้นได้ถูกใช้โดยจิตรกรมากมายโดยเฉพาะในมองต์ปานาส (Montparnasse) และถูกสนับสนุนโดยผู้ค้างานศิลป์แดเนียล (Daniel-Henry Kahnweiler)และกลายเป็นที่นิยมในเวลาไม่นาน จนภายในปี 1911นั้น นักวิจารณ์หลายท่านได้กล่าวถึงโรงเรียนบาศกนิยมของจิตรกร อย่างไรก็ตามจิตรกรมากมายที่คิดว่าตัวเองเป็นนักบาศกนิยมนั้นได้ไปในทิศทางที่ค่อนข้างจะต่างจากบราคและปีกัสโซ [[กลุ่มของสัดส่วนทอง]] (Puteux Group or Section d'Oro)เป็นการแยกตัวออกมาที่สำคัญของความเคลื่อนไหวบาศกนิยม ซึ่งได้รวมถึง[[กิโยม อาโปลิแนร์]] (Guillaume Apollinaire) [[โรเบิร์ต ดีลูเนย์]] (Robert Delaunay) [[มาร์เซล ดูชอง]] (Marcel Duchamp) พี่ชายของเขาเรมอนด์ ดูชอง (Raymond Duchamp-Villon) [[แยค วิลลอน]] (Jacques Villon) และ[[เฟอร์นา ลีจีร์]] (Fernard Leger) และ[[ฟรานซิส บิคาเบีย]] (Francis Picabia) เหล่าจิตรกรที่สำคัญและมีความเกี่ยวข้องกับบาศกนิยมได้แก่ [[อัลเบิร์ต เกลซิส]] (Albert Gleizes) [[จีน เมตซิงเกอร์]] (Jean Metzinger) [[มารี ลอเรนซิน]] (Marie Laurencin) [[แม๊กซ์ เวเบอร์]] (Max Weber) [[ดีเอโก้ รีเวร่า]] (Diego Rivera) [[มารี โวโรเบียฟ]] (Marie Vorobieff) [[หลุยส์ มาโคซิส]] (Louis Marcoussis) [[จีน รีจรูโซ่]] (Jeanne Rij-Rousseau) [[โรเจอร์ เด ลา เฟรสเนย์]] (Roger de La Fresnaye) [[อองรีย์ เลอร์ เฟอร์คอนนีเย]] (Henri Le Fauconnier) [[อเล็กซานเดอร์ อาคิเพนโค]] (Alexander Archipenko) [[ฟรานทีสค์ คุปค่า]] (Frantisek Kupka) [[อามีดี โอซอนฟอง]] (Amedee Ozenfant) [[เลโอพอลด์ เซอวาค]] (Leopold Survage) [[แพทริค อองรีย์ บรูซ]] (Patrick Henry Bruce) เซคชั่นดีโอโร่ โดยพื้นฐานแล้วเป็นเพียงแค่ชื่อของจิตรกรที่มีการเชื่อมโยงเข้ากับบาศกนิยมและออฟิสซึม (orphism)
 
ในปี 1913 สหรัฐอเมริกาได้ถูกเผยต่อบาศกนิยมและศิลปะแบบยุโรปแนวใหม่เมื่อ แยค วิลลอน ได้จัดแสดงเจ็ดผลงานขนาดใหญ่ที่สำคัญแบบ drypoint ที่สถานที่มีชื่อเสียง Armory Show(นิทรรศการศิลปะ)ในเมืองนิวยอร์ค บราคและปีกัสโซได้ผ่านพ้นขั้นตอนที่จำเพาะมากมายก่อนปี 1920 และบางผลงานของพวกเขาได้ถูกพบเห็นในเมืองนิวยอร์คก่อนที่จะได้เข้าไปในนิทรรศการศิลปะ ที่ห้องแสดงผลงานศิลปะ 291 ของอัลเฟรด สตีคลิซ จิตรกรชาวเช็คได้ตระหนักถึงการเปิดศักราชใหม่ที่สำคัญของบาศกนิยมที่ปีกัสโซและบราคตั้งใจจะสกัดเอาส่วนประกอบจากงานของพวกเขาออกมาในทุกสาขาของความสร้างสรรค์แบบศิลป์ โดยเฉพาะจิตรกรรมและสถาปัตยกรรม และสิ่งนี้ทำให้มันถูกพัฒนาไปสู่บาศกนิยมแบบเช็คที่เป็นความเคลื่อนไหวทางศิลปะอาวองการ์ดที่สนับสนุนโดยเช็คและมีความเคลื่อนไหวมากที่สุดในปราคจากปี 1910 ถึง 1914
 
== บาศกนิยมแบบวิเคราะห์ ==
 
'''บาศกนิยมแบบวิเคราะห์'''
----
บาศกนิยมแบบวิเคราะห์เป็นหนึ่งในสองสาขาที่สำคัญของความเคลื่อนไหวทางศิลปะของบาศกนิยมและได้ถูกพัฒนาขึ้นระหว่างปี 1908 และ 1912 ซึ่งที่ต่างจากบาศกนิยมแบบสังเคราะห์ก็คือนักบาศกนิยมแบบวิเคราะห์นั้นได้วิเคราะห์รูปทรงธรรมชาติและลดทอนรูปทรงนั้นลงไปยังรูปทรงเรขาคณิตที่เรียบง่ายบนรูประนาบสองมิติ สีเกือบจะเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตนเว้นแต่ว่าจะเป็นการใช้สีแบบโทนเดียวซึ่งส่วนใหญ่นั้นรวมไปถึงสีเทา สีน้ำเงิน และสีเหลืองอมน้ำตาล แทนที่จะเน้นการใช้สีนั้นนักบาศกนิยมแบบวิเคราะห์ได้ให้ความสนใจกับรูปทรงมากกว่าเช่น ทรงกระบอก ทรงกลม ทรงกรวย เพื่อที่จะอธิบายให้เห็นถึงโลกธรรมชาติ ในระหว่างความเคลื่อนไหวนี้ผลงานโดยปีกัสโซและบราคได้มีความคล้ายคลึงกันของรูปแบบ
 
ทั้งปาโบล ปีกัสโซและ จอร์จส์ บราคนั้นได้เคลื่อนเข้าสู่ความเป็นนามธรรม ทิ้งไว้แต่เพียงสัญญานที่เพียงพอของโลกแห่งความเป็นจริงเพื่อที่จะทำให้เกิดแรงตึงระหว่างความเป็นจริงภายนอกรูปภาพและการไตร่ตรองที่ซับซ้อนของภาษาการมองเห็นที่อยู่ภายในกรอบ ทำให้เป็นตัวอย่างผ่านทางรูปภาพของพวกเขา Ma Jolie โดยปีกัสโซในปี 1911 และ The Protuguese โดยบราคในปีเดียวกัน
 
ในปารีสปี 1907 ได้เคยมีการจัดนิทรรศการขนาดใหญ่สำหรับผลงานเก่าๆเพื่อที่จะหวนรำลึกถึงพอล เซซานน์เป็นช่วงเวลาสั้นๆ หลังจากการตายของเขา การจัดแสดงงานนี้มีอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงที่จะแต่งตั้งเซซานน์ให้เป็นจิตรกรเอก ผู้ที่มีความคิดดังกึกก้องไปทั่วโดยเฉพาะจิตรกรรุ่นเยาว์ในปารีส ทั้งปีกัสโซและบราคได้พบแรงบันดาลใจมาจากพอล เซซานน์ผู้ที่สังเกตและเรียนรู้ที่จะเห็นและปฏิบัติต่อธรรมชาติราวกับว่ามันถูกประกอบขึ้นด้วยรูปทรงพื้นฐานเช่น [[ลูกบาศก์]] [[ทรงกลม]] [[ทรงกระบอก]] และ[[ทรงกรวย]] ปีกัสโซเป็นเสาหลักของนักบาศกนิยมแบบวิเคราะห์ แต่บราคก็เป็นที่โด่งดังเช่นเดียวกันที่ได้ละทิ้งลัทธิโฟวิสม์มาร่วมงานกับปีกัสโซในการที่จะพัฒนานักบาศกนิยมเฉพาะสาขา
 
'''== บาศกนิยมแบบวิเคราะห์'''สังเคราะห์ ==
 
บาศกนิยมแบบสังเคราะห์เป็นความเคลื่อนไหวที่สำคัญลำดับที่สามของบาศกนิยมที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยปีกัสโซ บราค ยวน กริซ และคนอื่นระหว่างปี 1912 และ 1919 บาศกนิยมแบบสังเคราะห์ถูกจำแนกคุณลักษณะโดยการริเริ่มของความแตกต่างในพื้นผิว ผิวหน้า องค์ประกอบที่ถูกปะติดปะต่อกัน กระดาษที่ถูกต่อกัน (papier colle) และความหลากหลายของการรวมกันของสสาร มันเป็นจุดเริ่มต้นของวัสดุที่ใช้ในการปะติดปะต่อกันที่ถือว่าเป็นส่วนผสมที่สำคัญของงานวิจิตรศิลป์
'''บาศกนิยมแบบสังเคราะห์'''
----
บาศกนิยมแบบสังเคราะห์เป็นความเคลื่อนไหวที่สำคัญลำดับที่สามของบาศกนิยมที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยปีกัสโซ บราค ยวน กริซ และคนอื่นระหว่างปี 1912 และ 1919 บาศกนิยมแบบสังเคราะห์ถูกจำแนกคุณลักษณะโดยการริเริ่มของความแตกต่างในพื้นผิว ผิวหน้า องค์ประกอบที่ถูกปะติดปะต่อกัน กระดาษที่ถูกต่อกัน (papier colle)และความหลากหลายของการรวมกันของสสาร มันเป็นจุดเริ่มต้นของวัสดุที่ใช้ในการปะติดปะต่อกันที่ถือว่าเป็นส่วนผสมที่สำคัญของงานวิจิตรศิลป์
 
งานที่ได้ถือว่าเป็นงานแรกของรูปแบบนี้คือผลงานของปาโบล ปีกัสโซ ภาพนิ่งกับเก้าอี้ไม้ (Still Life with Chair-Caning) ในช่วงปี 1911 ถึง 1912 ซึ่งรวมไปถึงผ้าน้ำมันที่ถูกพิมพ์ให้เหมือนกันเก้าอี้ไม้ติดลงบนผ้าใบทรงรีพร้อมข้อความและเชือกที่ล้อมกรอบภาพรวม ในมุมบนซ้ายนั้นมีตัวอักษร JOU ที่ปรากฏขึ้นในงานของนักบาศกนิยมหลายๆคนเพื่อที่จะสื่อถึงหัวหนังสือพิมพ์ Le Journal ข่าวสารที่ถูกตัดออกจากหนังสือพิมพ์ยังเป็นการแทรกเข้ามาที่ปกติ ชิ้นส่วนของหนังสือพิมพ์ แผ่นโน้ตดนตรีและสิ่งของยังถูกใช้ในการปะติดปะต่อกัน ตัวอักษร JOU นั้นอาจจะมีอีกความหมายหนึ่งในเวลาเดียวกันในภาษาฝรั่งเศสคือ เกม (jeu) และ เล่น (jouer) ปีกัสโซและบราคมีการแข่งขันที่เป็นมิตรด้วยกันซึ่งรวมไปถึงตัวอักษรในงานของพวกเขาที่ถือได้ว่าเป็นการต่อยอดของเกมพวกเขา
 
ในทางตรงกันข้ามกับบาศกนิยมแบบวิเคราะห์ที่เป็นการวิเคราะห์ของวัตถุ ที่แตกวัตถุออกมาในรูปของสองมิติ บาศกนิยมแบบสังเคราะห์นั้นเป็นเหมือนกับการดันวัตถุหลายชิ้นเข้าด้วยกัน ตลอดความเคลื่อนไหวนี้ปีกัสโซเป็นบุคคลแรกที่ใช้ข้อความในผลงานศิลป์ของเขาเพื่อที่จะทำให้พื้นที่นั้นแบนลง และใช้สื่อกลางที่มีความผสมผสาน นั่นคือมีมากกว่าหนึ่งสือกลางในชิ้นเดียวกัน บาศกนิยมแบบสังเคราะห์มีความบริสุทธิ์น้อยกว่าบาศกนิยมแบบวิเคราะห์ เนื่องจากมันมีการเคลื่อนของระนาบที่น้อยกว่า การให้แสงเงาที่น้อยกว่า ซึ่งทำให้เกิดพื้นที่ที่แบนกว่า
 
== อ้างอิง ==
{{ต้องการอ้างอิง}}
 
[[หมวดหมู่:ศิลปะสมัยใหม่]]