ผลต่างระหว่างรุ่นของ "แมคดอนเนลล์ ดักลาส เอฟ-4 แฟนทอม 2"

โรบอต เพิ่ม: is:F-4 Phantom II; ประทิ่นเปลี่ยนแปลง
(โรบอต เพิ่ม: is:F-4 Phantom II; ประทิ่นเปลี่ยนแปลง)
การผลิตแฟนทอมเริ่มขึ้นจากปีพ.ศ. 2501-2524 พร้อมมีเครื่องบินทั้งสิ้น 5,195 ลำที่ผลิตออกมา<ref name="Phab40th"/> การผลิตมากขนาดนี้ทำให้มันเป็นเครื่องบินไอพ่นที่ผลิตออกมามากที่สุดเป็นอันดับสองรองจาก[[เอฟ-86 เซเบอร์]]ที่สร้างออกมาเกือบ 10,000 ลำ
 
== คำอธิบาย ==
เอฟ-4 แฟนทอมถูกออกแบบให้เป็นเครื่องบินขับไล่ป้องกันประจำกองบินสำหรับกองทัพเรือสหรัฐฯ และได้เข้าประจำการครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. 2503 ในปีพ.ศ. 2506 มันได้ถูกใช้โดยกองทัพอากาศสหรัฐฯ ให้ทำหน้าที่เครื่องบินขับไล่โจมตี เมื่อการผลิตสิ้นสุดลงในปีพ.ศ. 2524 แฟนทอม 2 จำนวน 5,195 ลำคือจำนวนทั้งหมดถูกสร้างขึ้นมา ทำให้มันเป็นเครื่องบินทางทหารของสหรัฐฯ ที่มีจำนวนมากที่สุด<ref name="boeing firstlast">[http://www.boeing.com/defense-space/military/f4/firstlast.htm F-4 Phantoms Phabulous 40th: First to Last.] Boeing Integrated Defense Systems. Retrieved: 19 November 2007.</ref> จนกระทั่งมีการสร้างเอฟ-15 อีเกิล เอฟ-4 ยังคงทำสถิติในการเป็นเครื่องบินขับไล่ที่มีระยะการผลิตยาวนานที่สุดคือ 24 ปี วัตกรรมของเอฟ-4 รวมทั้งเรดาร์พัลส์และการใช้[[ไทเทเนียม]]ในการทำโครงสร้าง<ref> [http://www.boeing.com/defense-space/military/f4/images/titanium.htm F-4 Phantoms Phabulous 40th: Current Uses of Titanium: F-4] Boeing Integrated Defense Systems. 1971. "F-4B/C 1,006 lb. 7.7% of Structure, F-J/E 1,261 lb. 8.5% of Structure". Retrieved: 14 February 2008.</ref>
 
การทำงานของเครื่องบินขับไล่ชั้น 2 มัคพร้อมพิสัยไกลและขนาดบรรทุกเท่าเครื่องบินทิ้งระเบิดได้กลายมาเป็นแม่แบบของเครื่องบินขับไล่รุ่นต่อๆ มา แฟนทอมได้ถูกแทนที่โดย[[เอฟ-15 อีเกิล]]และ[[เอฟ-16 ไฟท์ติ้งฟอลคอน]]ในกองทัพอากาศสหรัฐฯ ในกองทัพเรือนั้นมันถูกแทนที่โดย[[เอฟ-14 ทอมแคท]]และ[[เอฟ/เอ-18 ฮอร์เน็ท]] ฮอร์เน็ทนั้นได้รับหน้าที่เป็นเครื่องบินขับไล่สองบทบาท<ref>Donald, David. ''Warplanes of the Fleet''. London: AIRtime Publishing Inc., 2004. ISBN 1-880588-81-1.</ref>
 
== การออกแบบและการพัฒนา ==
[[ไฟล์:Cabinacaza.JPG|thumb|ห้องนักบินของเอฟ-4 แฟนทอม 2]]
 
=== ต้นกำเนิด ===
ในปีพ.ศ. 2495 หัวหน้าด้านอากาศพลศาสตร์ของแมคดอนเนลล์เดวิด เอส ลีวิสได้ถูกแต่งตั้งโดยจิม แมคดอนเนลล์ให้เป็นผู้จัดการในการออกแบบของบริษัท<ref>Thornborough and Davies 1994, p. 13.</ref> เมื่อไม่มีเครื่องบินลำใดเข้าแข่งขัน ทางกองทัพเรือมีความต้องการเครื่องบินแบบใหม่อย่างมากซึ่งมันก็คือเครื่องบินขับไล่โจมตี<ref>Thornborough and Davies 1994, p. 11.</ref>
 
แบบของแมคดอนเนลล์ได้ถูกทำใหม่ให้เป็นเครื่องบินขับไล่โจมตีทุกสภาพอากาศพร้อมที่ติดตั้งอาวุธ 11 ตำบลและในวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2497 บริษัทได้รับจดหมายที่แสดงความสนใจต้นแบบวายเอเอช-1 สองลำ ในวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2498 นายทหารสี่นายจากกองทัพเรือได้มาถึงที่สำนักงานแมคดอนเนลล์และภายในหนึ่งชั่วโมง พวกเขาได้แสดงความต้องการใหม่ทั้งหมดต่อบริษัท เพราะว่ากองทัพเรือมีเครื่อง[[เอ-4 สกายฮอว์ค]]สำหรับการโจมตีภาคพื้นดินและเอฟ-8 ครูเซเดอร์สำหรับการต่อสู้ทางอากาศอยู่แล้ว โครงการจึงเปลี่ยนมาเพื่อเติมเต็มความต้องการเครื่องบินสกัดกั้นในทุกสภาพอากาศแทน โดยใช้ลูกเรือสองนายในการใช้เรดาร์ที่ทรงพลัง<ref name="swan navyp301"/>
 
=== ต้นแบบเอ็กซ์เอฟ4เอช-1 ===
เอ็กซ์เอฟ4เอช-1 ถูกออกแบบมาเพื่อบรรทุกขีปนาวุธนำวิถีด้วยเรดาร์[[เอไอเอ็ม-7 สแปร์โรว์|เอเอเอ็ม-เอ็น-6 สแปร์โรว์ 3]] และใช้เครื่องยนต์เจ79-จีอี-8 สองเครื่องยนต์ เช่นเดียวกับ[[เอฟ-101 วูดู]]ที่เครื่องยนต์อยู่ในระดับต่ำเพื่อเพิ่มความจุของเชื้อเพลิงและตักอากาศเข้าสู่ช่องรับลม ปีที่บางทำมุม 45° และติดตั้งระบบควบคุมสำหรับเพิ่มการควบคุมความเร็วในระดับต่ำ<ref name="quest for performance">Loftin, Laurence K. [http://www.hq.nasa.gov/pao/History/SP-468/cover.htm ''Quest for Performance: The Evolution of Modern Aircraft'',] SP-468. Washington, DC: National Aeronautics and Space Administration, History Office, Scientific and Technical Information Branch, 1985. Retrieved: 19 November 2007.</ref>
 
การทดสอบในอุโมงค์ลมได้เผยให้เห็นความไม่สเถียรที่ต้องการมุมปีกเพิ่มอีก 5°<ref name="Donald 2002">Donald and Lake 2002 </ref> เพื่อหลีกเลี่ยงการออกแบบใหมา วิศวกรของแมคดอนเนลล์ได้เพิ่มมุมขึ้นอีก 12° ซึ่งเฉลี่ยแล้วก็เท่ากับ 5° ของปลายปีกทั้งสอง นอกจากนั้นปีกยังได้รับส่วนที่เรียกว่าเขี้ยวสุนัข (''dogtooth'') สำหรับเพิ่ม[[มุมปะทะ]] ส่วนหางของเครื่องบินทั้งหมดถูกเลื่อนเพิ่มทำมุม 23° เพื่อให้ทำมุมปะทะได้ในขณะที่หางเองก็ไม่ไปบังท่อไอเสีย<ref name="quest for performance"/> นอกจากนี้ที่รับลมถูกติดตั้งเข้าไปพร้อมส่วนลาดเอียงที่เคลื่อนที่ได้เพื่อควบคุมทิศทางการไหลเวียนของอากาศสู่เครื่องยนต์ในความเร็วเหนือเสียง ความสามารถในการเข้าสกัดกั้นทุกสภาพอากาศนั้นมาจากเรดาร์แบบเอเอ็ฯ/เอพีคิว50 เพื่อทำงานบนเรือบรรทุกเครื่องบินอุปกรณ์ลงจอดจึงได้ติดตั้งลงไปพร้อมอัตราจม 23 ฟุตต่อวินาที ในขณะที่ส่วนจมูกยืดอีก 20 นิ้ว (50 ซ.ม.) เพื่อเพิ่มมุมปะทะตอนวิ่งขึ้น<ref name="Donald 2002"/>
 
=== การตั้งชื่อ ===
ตอนแรกนั้นมีการเสนอชื่อให้เอฟ4เอชเป็น"[[ซาตาน]]"และ"[[มิธราส]]"เทพแห่งแสงของเปอร์เซีย<ref> [http://www.kalaniosullivan.com/KunsanAB/OtherUnits/HowitwasbF4.html Kunsan Airbase F-4 Phantom II]</ref> สุดท้ายเครื่องบินก็ได้ชื่อ"แฟนทอม 2" แฟนทอมแรกนั้นคือเครื่องบินไอพ่นอีกแบบของแมคดอนเนลล์คือ[[เอฟเอช แฟนทอม]] แฟนทอม 2 ถูกใช้ชื่อเอฟ-110เอและ"สเปกเตอร์"โดยกองทัพอากาศสหรัฐฯ ในระยะหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ใช้อย่างจริงจัง<ref>Angelucci 1987, p. 316.</ref>
 
=== การทดสอบต้นแบบ ===
ในวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2498 กองทัพเรือได้สั่งซื้อเอ็กซ์เอฟ4เอช-1 สำหรับทดสอบจำนวนสองลำและวายเอฟ4เอช-1 ห้าลำที่เป็นการสั่งซื้อก่อนการผลิต แฟนทอมทำการบินครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2501 พร้อมโรเบิร์ต ซีลิตเติลผู้ควบคุม ปัญหาไฮดรอลิกของล้อลงจอดนั้นปรากฏขึ้นแต่ก่อนบินเที่ยวต่อๆ มาก็ราบรื่น การทดสอบก่อนหน้าทำให้เกิดการออกแบบช่องรับลมใหม่ รวมทั้งช่องปล่อยลมบนแผ่นลาด และไม่นานเครื่องบินก็เตรียมแข่งกับ[[เอ็กซ์เอฟ8ยู-3 ครูเซเดอร์ 3]] เนื่องมาจากปริมาณที่มันทำงานได้กองทัพเรือต้องการเครื่องบินสองที่นั่งและในวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2501 เอฟ4เอชถูกประกาศว่าเป็นผู้ชนะ ความล้าช้าของเครื่องยนต์เจ79-จีอี-8 หมายความว่าเครื่องบินในการผลิตครั้งแรกใช้เครื่องยนต์เจ79-จีอี-2 และ -2เอแทน ซึ่งแต่ละเครื่องให้กำลัง 16,100 ปอนด์เมื่อใช้สันดาปท้าย ในปีพ.ศ. 2503 แฟนทอมเริ่มทำการทดสอบความเหมาะสมกัเรือบรรทุกเครื่องบินกับเรือยูเอสเอส อินดีเพนเดนซ์<ref name="Donald 2002"/>
 
=== การผลิต ===
[[ไฟล์:020906-f-9999r-006.jpg|right|thumb|เอฟ-4ซีเติมเชื้อเพลิงจากเคซี-135 แทงค์เกอร์ก่อนที่จะเข้าโจมตีฝ่ายเวียดนามเหนือ แฟนทอมบรรทุกระเบิดทั่วไปขนาด 750 ปอนด์ ขีปนาวุธสแปร์โรว์ และถังเชื้อเพลิงด้านนอก]]
 
การผลิตแฟนทอม 2 ในสหรัฐฯ สิ้นสุดลงในปีพ.ศ. 2522 หลังจากที่ผลิตออกมาได้ 5,195 ลำ (5,057 ลำผลิตโดยแมคดอนเนลล์ ดักลาสและ 138 ลำผลิตโดยมิตซูบิชิในญี่ปุ่น) ทำให้มันเป็นเครื่องบินอันดับสองที่ส่งออกและผลิตออกมามากที่สุดรองจาก[[เอฟ-86 เซเบอร์]]ที่ยังคงเป็นเครื่องบินไอพ่นที่มีจำนวนมากที่สุดของสหรัฐฯ มี 2,874 ลำเป็นของกองทัพอากาศ 1,264 ลำเป็นของกองทัพเรือและนาวิกโยธินสหรัฐฯ และของลูกค้าต่างชาติ<ref name="Boeing"> [http://www.boeing.com/defense-space/military/f4/ Integrated Defense Systems: F-4 Phantoms Phabulous 40th.] Boeing. Retrieved: 22 May 2007.</ref> เอฟ-4 ลำสุดท้ายที่สร้างโดยสหรัฐฯ เป็นของตุรกีในขณะที่เอฟ-4 ลำท้ายสุดเสร็จในปีพ.ศ. 2524 ซึ่งเป็นของอุตสาหกรรมมิตซูบิชิมน[[ญี่ปุ่น]] ในปีพ.ศ. 2551 มีแฟนทอม 631 ลำยังคงอยู่ในประจำการทั่วโลก</ref><ref name="Flight 2008">"[http://www.flightglobal.com/assets/getasset.aspx?ItemID=26061 DIRECTORY: WORLD AIR FORCES]". ''[[Flight International]]'', 11-17 November 2008.pp.52-76.</ref> ในขณะที่แฟนทอมยังคงถูกใช้เป็นโดรนโดยกองทัพสหรัฐฯ
 
== แบบต่างๆ ==
[[ไฟล์:QF-4E.JPG|thumb|right|คิวเอฟ-4อีของกองทัพอากาศสหรัฐฯ เมื่อปีพ.ศ. 2548]]
;เอฟ-4เอ, บี, เจ, เอ็น และเอส
:แบบสำหรับภารกิจสอดแนมทางยุทธวิธี
 
== รายละเอียด เอฟ-4 แฟนทอม 2 ==
[[ภาพไฟล์:McDONNELL DOUGLAS F-4 PHANTOM II.png|300px|right]]
*'''ผู้สร้าง''':บริษัท[[แมคดอนเนลล์ ดักลาส]] (สหรัฐอเมริกา)
*'''ประเภท''':เจ๊ตขัลไล่ครองอากาศและสนับสนุนหน่วยกำลังภาคพื้น 2 ที่นั่ง
*'''อาวุธ''':[[ปืน]]ใหญ่อากาศ [[เอ็ม 61 เอ-1]] ขนาด 20 มม. 1 กระบอกที่ลำตัวส่วนหัว
**อาวุธปล่อยอากาศสู่อากาศ [[AIM-4ฟัลคอน(Falcon)]] [[เอไอเอ็ม-7 สแปร์โรว์]] [[AIM-9ไซด์ไวน์เดอร์(Sidewinder)]]
**อาวุธปล่อยอากาศสู่พื้น [[ AGM-45ไซรค์(Shrike)]] [[AGM-62วอลล์อาย(Walleye)]] บูลพับ(Bullpup)
**ลูก[[ระเบิดนิวเคลียร์]]แบบ บี-27,43,57,61 ลูกระเบิดทำลายแบบเอ็มแอลยู-1ลูกระเบิดเพลิงแบบ บีแอลยู-1 27,52,76
**ลูกระเบิดพวง
[[hu:F–4 Phantom II]]
[[id:F-4 Phantom II]]
[[is:F-4 Phantom II]]
[[it:McDonnell Douglas F-4 Phantom II]]
[[ja:F-4 (戦闘機)]]
115,013

การแก้ไข