ผลต่างระหว่างรุ่นของ "ประวัติศาสตร์ของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย"

เก็บกวาดทันใจด้วยสจห.
(หน้าใหม่: ในประเทศไทยมีประวัติของ'''กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ'…)
 
(เก็บกวาดทันใจด้วยสจห.)
ในประเทศไทยมีประวัติของ'''กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ''' มาเนิ่นนานตั้งแต่ในอดีต ที่ปรากฏคำเรียกเกี่ยวกับพฤติกรรมรักร่วมเพศอย่าง "[[กะเทย]]" หรือ "บันเดาะ" หรือ "บันเฑาะก์" หรือ "เล่นสวาท" ในฝ่ายชาย และ "เล่นเพื่อน" ในฝ่ายหญิง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 7 เริ่มมีการใช้คำว่า "Homosexual" ส่วนพฤติกรรมรักร่วมเพศของคนทั่วไปเริ่มเป็นที่รับรู้ในสมัยหลังประชาธิปไตย และในยุคหลังเริ่มมีสื่อของเกย์ มากขึ้น นอกจากนี้กะเทยและเกย์ยังถูกแต่งเป็นเรื่องราวใน[[ภาพยนตร์]]และ[[นวนิยาย]]อีกด้วย
 
== ประวัติ ==
=== จุดเริ่มต้น ===
จากหลักฐาน พฤติกรรมรักร่วมเพศมาตั้งแต่ในอดีต ในทางพุทธศาสนาตั้งแต่ครั้งบรรพกาลได้มีเรื่องกล่าวขานเกี่ยวข้องไว้พอสมควร ทั้งในส่วน[[พุทธชาดก]] อีกทั้งภาพพฤติกรรมรักร่วมเพศที่ปรากฏบนจิตรกรรมฝาผนังของวัดต่างๆ ในประเทศไทย นอกจากนี้ในพระไตรปิฎก ยังได้ระบุคำสำคัญอย่าง "กะเทย" หรือ "บันเดาะ" หรือ "บันเฑาะก์" ที่มีความหมายว่า "ชายที่มีราคะจัด ชอบประพฤตินอกรีตในการเสพกามและยั่วยวนชายอื่นให้ประพฤติตาม" และยังบัญญัติบุคคลที่ไม่สามารถบวชได้ในทางพุทธศาสนา "บันเฑาะก์" เป็นข้อห้ามที่ไม่ยินยอมให้บวช และใน[[ไตรภูมิพระร่วง]] ยังกล่าวถึงคน คนที่เกิดเป็นกะเทยเนื่องจากผลกรรมที่ทำไว้ในชาติก่อนๆ คือ เป็นชายที่ผิดเมียผู้อื่น ซึ่งหากตกนรกปีนต้นงิ้วแล้ว ยังต้องไปเกิดเป็นกะเทยอีก 1000 ชาติ จึงจะพ้นกรรม<ref>[http://gotoknow.org/blog/thaikm/151017 กะเทย / บั๊ณเฑาะก์ / ขันที / นักเทษ] gotoknow.org</ref> คำว่ากะเทย (เขียนว่า "กเทย") ยังพบอยู่ใน "พะจะนะพาสาไท" ที่เขียนโดย บาทหลวงปาลเลอกัวร์ ในปี พ.ศ. 2397 โดยแปลมาจากภาษาอังกฤษว่า "Hermaphrodite"<ref>ปาลเลอกัวร์, พะจะนะพาสาไท (พระนคร : ม.ป.ท., 2397) </ref>
 
จากหลักฐานในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ร.2 เขียนไว้เกี่ยวกับ พระสังฆราชวัดมหาธาตุมีพฤติกรรม[[รักร่วมเพศ]]กับลูกศิษย์หนุ่ม ในการสัมผัสจับต้อง ลูบคลำอวัยวะเพศ ได้ถูกถอดจากสมณศักดิ์และเนรเทศให้ออกไปจาก[[วัดมหาธาตุ]] อีกเหตุการณ์ในสังคมไทยในอดีต<ref>เจ้าพระยาทิพากรวงศ์, พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ร.2</ref> ในปี ค.ศ. 1634 อดีตเจ้าหน้าที่การค้าของฮอลันดา ประจำกรุงศรีอยุธยา ที่ชื่อนายโยส สเคาเต็น ถูกลงโทษประหารชีวิตโดยรัฐบาลฮอลแลนด์ที่เมือง[[ปัตตาเวีย]] ในข้อหามีพฤติกรรมรักร่วมเพศซึ่งเป็นความผิดอย่างร้ายแรงใน สังคมตะวันตก โดยนายสเคาเต็นยอมรับสารภาพและอ้างว่าได้รับตัวอย่างพฤติกรรมรักร่วมเพศจากคนในกรุงศรีอยุธยา แต่ถึงกระนั้นบันทึกและเรื่องบอกเล่าในหลักฐานของประวัติศาสตร์ไทยก็มีไม่มาก เนื่องจากเป็นพฤติกรรมน่ารังเกียจ น่าอับอาย เป็นเรื่องอัปมงคล สมควรแก่การปกปิดหากกระทำผิดต่อวงศ์ตระกูลและครอบครัว
=== สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ===
ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีกรณีของกรมหลวงรักษรณเรศร พระราชโอรสในรัชกาลที่ 1 ซึ่งมีคณะโขนละครในวังที่ผู้เล่นเป็นผู้ชายล้วน ได้มีพฤติกรรมรักร่วมเพศ กับบรรดาโขนละครที่เลี้ยงไว้ ไม่สนใจเลี้ยงลูกเมียจนเป็นที่รับรู้กันทั่วไป ทำให้เกิดขัดเคืองพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงโปรดเกล้าให้ ถอดจากกรมหลวงให้เรียกว่า "หม่อมไกรสร" แล้วให้ไป[[สำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์]]ที่[[วัดปทุมคงคา]] แต่อย่างไรก็ตาม บางกระแสก็ระบุว่าการตัดสินประหารชีวิต เป็นเหตุผลด้านการเมืองว่าเป็นผู้มัก ใหญ่ใฝ่สูง มากกว่าพฤติกรรมรักร่วมเพศ ส่วนพี่ชายของกรมหลวงรักษรณเรศร ก็เป็นผู้มีพฤติกรรมรักร่วมเพศโดยไม่อยู่กินกับลูกเมียเช่นเดียวกัน แต่กลับไม่ถูกตำหนิหรือลงโทษแต่ประการใด
 
หลักฐานพฤติกรรม รักร่วมเพศชายหรือที่เรียกว่า "เล่นสวาท" ยังปรากฏหลักฐานในประชุมประกาศในรัชกาลที่ 4 ที่บันทึกพฤติกรรมของพระภิกษุที่ว่า "...บางจำพวกเป็นคนเกียจคร้าน กลัวจะเกณฑ์ให้ราชการ หลบลี้หนีเข้าบวชเป็นภิกษุ สามเณร อาศัยพึ่งพระศาสนาเลี้ยงชีวิต แล้วประพฤติอนาจารทุจริตต่างๆ จนถึงเล่นสวาทเป็นปาราชิกก็มีอยู่ โดยมาก..."<ref>พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า, ประชุมประกาศรัชกาลที่ 4 พ.ศ. 2399-2400</ref> โดยคำว่า "เล่นสวาท" ยังได้ใช้อย่างกว้างขวางในยุคนั้น ส่วนพฤติกรรมการ "เล่นเพื่อน" ที่เป็นพฤติกรรมรักร่วมเพศฝ่ายหญิง มักเกิดขึ้นกับผู้หญิงชาววังเพราะอยู่รวมกันหลายคน จึงมีการประกาศใช้กฎมณเฑียรบาลข้อที่ 124 ดังความว่า "อนึ่งสนม กำนัลคบผู้หญิงหนึ่งกัน ทำดุจชายเป็นชู้เมียกัน ให้ลงโทษด้วยลวดหนัง 50 ที ศักคอประจานรอบพระราชวัง ที่หนึ่งให้เอาเป็นชาวสตึง ที่หนึ่งให้แก่พระเจ้าลูก เธอหลานเธอ" พฤติกรรมของผู้หญิงในพระราชสำนักเป็นที่โจษจัน มากจนในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงเคยมีพระราชหัตถเลขากำชับสั่งพระเจ้าลูกยาเธอฯ ทั้งหลายห้ามเล่นเพื่อนด้วย
 
ในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงออกออกกฎหมายที่พาดพิงถึงพฤติกรรมรักร่วมเพศ อย่างเช่น ประมวลกฎหมายลักษณะ ร.ศ.127 ในส่วนที่ 6 ที่ว่าด้วยความผิดที่กระทำอนาจาร หมวดที่ 1 ความผิดฐานกระทำอนาจารเกี่ยวกับสาธารณะ มาตรา 124 ที่กล่าวว่า "ผู้ใดกระทำชำเราผิดธรรมดามนุษย์ ด้วยชายก็ดี หญิงก็ดี หรือกระทำ ชำเราด้วยสัตว์เดียรฉานก็ดี ท่านว่ามันมีความผิด ต้องรวางโทษติดคุกตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป จนถึง 3 ปี แลให้ปรับตั้งแต่ 50 บาทขึ้นไปถึง 500 บาทด้วยอิกโสด 1"<ref>กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127 ส่วนที่ 6 หมวดที่ 1 มาตรา 242, หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, มร.5ย/24</ref> ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 ที่สังคมได้ได้รับวัฒนธรรมตะวันตกค่อนข้างมาก พระองค์ยังทรงเข้าใจเรื่องพฤติกรรมรักร่วมเพศได้เป็นอย่างดี ถึงขนาดทรงนิพนธ์บทความในหนังสือพิมพ์ ดุสิตสมิตของพระองค์ ในหัวเรื่อง "กะเทย" และ "ทำไมกะเทยจึงรู้มากในทางผัวๆ เมียๆ ?" ที่ให้ความรู้ อธิบายความเข้าใจอย่างถูกต้อง ไม่เกิดการรังเกียจหรือทำร้ายบุคคลในกลุ่มดังกล่าว
 
=== ยุคสื่อสิ่งพิมพ์เฟื่องฟู ===
สื่อสิ่ิงพิมพ์สิ่งพิมพ์ เริ่มได้รับความนิยมอย่างมาก โดยนิตยสารแปลก เป็นนิตยสารที่กลุ่มผู้รักร่วมเพศนิยมอ่านกันมากที่สุด โดยเฉพาะคอลัมน์ของ "โก๋ ปากน้ำ" ที่นำเสนอเรื่องเล่า การระบายความในใจ ประสบการณ์ การมีเพศสัมพันธ์แบบชายต่อชาย ทำให้ "โก๋ ปากน้ำ" โด่งดัง และส่งผลทำให้ยอดจำหน่ายขายดีต่อท้องตลาด นิตยสารแปลกยังได้บัญญัติคำอย่าง "เกย์คิงและเกย์ควีน" ให้เป็นที่รู้จักในสังคมไทย
 
นิตยสารอื่นที่กำเนิดขึ้นมาเพื่อกลุ่มรักร่วมเพศ อย่าง "บี อาร์" ของบุรินทร์ วงศ์สงวน นิตยสารสำหรับสตรี ที่มีรูปการตีพิมพ์ภาพหนุ่มหล่อกึ่งเปลือย และยังมีนิตยสารแนวเกย์เขียนโดย อาทิตย์ สุรทิน ควบคู่กันไป และยังมีนิตยสาร "MAN" ของพจนาถ เกศจินดา ได้ปรากฏ ตัวเข้ามาเพื่อกลุ่มรักร่วมเพศโดยเฉพาะ ที่มีภาพเปลือยของดาราชายพร้อมบทสัมภาษณ์ของดาราเป็นจุดขาย นอกจากนี้ยังมีนิตยสารบันเทิงชื่อ "จักรวาลดาว" ของพิชัย สัตยพันธ์ ที่นำเสนอภาพกึ่งเปลือยของดาราชาย ส่วนนิตยสารหนุ่มสาว ซึ่งเป็นนิตยสารสำหรับผู้ชายและผู้หญิง เนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องเพศ บันเทิง และสาระความรู้ทั่วไป ที่ระยะหลังเริ่มตีพิมพ์ผู้ชายกึ่งเปลือยเพิ่มมากขึ้น และในปี 2524 ได้มีนิตยสารสำหรับกลุ่มเกย์และเลสเบียนโดยเฉพาะที่ชื่อ "เชิงชาย" ทั้งเนื้อหาและรูปภาพภายในของชายและหญิง ในปี 2526 นิตยสารมิถุนา ได้ออกมาสู่ท้องตลาด เป็นเล่มขนาดใหญ่ ต่อมานิตยสารนีออน โดย ปกรณ์ พงษ์วราภา เป็นนิตยสารเกย์ที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2528
 
ในระยะนี้เกิดนิตยสารเกย์เป็นจำนวนมาก เช่น นิตยสารมรกต (ชื่อเดิมเพทาย) และเกสร (นิตยสารในเครือมิถุนา) ปี 2529 มิดเวย์ ปี 2530 Him ปี 2531 เกิดนิตยสาร My way และในปีต่อมาได้แก่ The Guy ในช่วงกลางศตวรรษที่ 2530 ต่อมาได้พัฒนาเป็นนิตยสารสำหรับผู้อ่านกลุ่มผู้รักร่วมเพศ ได้แก่ Violet ลับเฉพาะชาวสีม่วง เมล์ (Male) ฮีท (Heat) ไวโอเล็ท ฮอทกาย แมน และจีอาร์ เป็นต้น และในช่วงศตวรรษที่ 2540 มีนิตยสารออกหลายฉบับอย่างเอ็มคอร์ เคเอ็กซ์เอ็มเอกซ์เอ็ม ดิ๊ก เอชเอ็มแอนด์เอ็ม เกย์ และแม็กซ์ เป็นต้น
 
=== เกย์ในสื่อ ===
นอกเหนือจากสิ่งพิมพ์ในยุคเริ่มต้นแล้ว สังคมไทยเริ่มเข้าใจต่อกลุ่มผู้รักร่วมเพศที่ดีขึ้น แม้ในระยะแรกจะมีภาพทางลบ ในสื่อภาพยนตร์ยังถ่ายทอดเรื่องราว อย่างเรื่อง "เกมส์" ในปี พ.ศ. 2519 ซึ่งถือว่าเป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดเรื่องเกย์เป็นครั้งแรก แต่นำเสนอเกี่ยวกับความเสียใจของผู้หญิงที่มีความสัมพันธ์กับผู้ชายที่เป็นเกย์ ต่อมา[[พิศาล อัครเศรณี]] นำเสนอภาพยนตร์เกี่ยวกับสาวประเภทสองคณะโชว์[[คาบาเร่ต์]]แห่งเมืองพัทยา เรื่อง "[[เพลงสุดท้าย]]" ภาคที่ 1 และภาคที่ 2 ในปี พ.ศ. 2528 และปี พ.ศ. 2529 ตามลำดับ และต่อมา [[เสรี วงษ์มณฑา|ดร.เสรี วงษ์มณฑา]] นำเสนอละครเวทีที่โด่งดังอย่างมากเรื่อง "ฉันผู้ชายนะยะ" ในช่วงหลังปี พ.ศ. 2516 เริ่มปรากฏ[[นวนิยาย]]เรื่องรักร่วมเพศ ทั้งนำเสนอเรื่องราวของคนรักร่วมเพศโดยตรง และการนำมาใช้สร้างเป็นตัวละครในนวนิยาย<ref>[http://www.arts.chula.ac.th/~complit/thesis/thesis_th/2526.htm การใช้เรื่องรักร่วมเพศในนวนิยายไทย พ.ศ. 2516 - พ.ศ. 2525]</ref>
 
ส่วนละครโทรทัศน์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเกย์เช่น น้ำตาลไหม้ ชายไม่จริงหญิงไม่แท้ รักไร้อันดับ ซอยปรารถนา 2500 ท่านชายกำมะลอ ปัญญาชนก้นครัว รักเล่ห์เพทุบาย ไม้แปลกป่า เมืองมายา สะพานดาว กามเทพเล่นกล รัก 8009 เป็นต้น ที่มีนักแสดงบางส่วนเป็นเกย์และที่ไม่ได้เป็นผู้รักร่วมเพศ มาสวมบทบาท
ปี พ.ศ. 2530 ได้มีการรวมตัวของหลายฝ่ายเพื่อรณรงค์ด้าน[[โรคเอดส์]]ที่ระบาดอยู่อย่างจริงจัง โดยจัดตั้งกลุ่มเพื่อส่งเสริมและรณรงค์ให้ความรู้การป้องกันโรค นอกจากนี้ยังมี "กลุ่มเส้นสีขาว" เคลื่อนไหวให้มีการตื่นตัวต่ออันตรายของโรคเอดส์ ผ่านการแสดง ต่อมามีการจัดตั้งกลุ่ม "ภราดรภาพยับยั้งโรคเอดส์แห่งประเทศไทย" ให้ความรู้และรณรงค์เกี่ยวกับโรคเอดส์อย่างกว้างขวาง
 
ในปี พ.ศ. 2544 ได้มีการจัดตั้งกลุ่มฟ้าสีรุ้ง เพื่อรณรงค์การป้องกันโรคเอดส์ในกลุ่มผู้รักร่วมเพศชายเรียกร้องสิทธิต่างๆ และความเท่าเทียมในสังคม สร้างความเข้าใจอันดีของกลุ่มผู้รักร่วมเพศต่อสังคม ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็น องค์การฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย (Rainbow Sky Organization of Thailand) โดยร่วมมือกับองค์กรอย่างศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และองค์กรระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีองค์กรอื่นอย่าง องค์กรบางกอกเรนโบว์ (Bangkok Rainbow Organization) ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2545
 
== อ้างอิง ==
44,245

การแก้ไข