ผลต่างระหว่างรุ่นของ "มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย"

 
หลังจากที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสได้ทรงก่อตั้งสถาบันการศึกษานี้แล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงมีพระราชดำรัสให้พระองค์ทรงช่วยปรับปรุง [[โรงเรียนสอนภาษาบาลีชื่อมหาธาตุวิทยาลัย]] ภายในวัดมหาธาตุ ขึ้นเป็น [[มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย]] เพื่อจัดการให้คณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกายได้มีสถาบันการศึกษาชั้นสูงในลักษณะเดียวกัน ควบคู่ไปกับมหามกุฏราชวิทยาลัยซึ่งสมัยนั้นเป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูงและส่วนมากยังจำกัดอยู่แต่คณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุต ต่อมา ทั้ง มหามกุฏราชวิทยาลัย และมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยได้ปิดตายลงเพราะประสบปัญหาหลายประการด้วยกัน เป็นเวลาหลายสิบปี
 
จนกระทั่ง ท่านอาจารย์[[สุชีพ ปุญญานุภาพ]]ได้พยายามรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ จนประสบผลสำเร็จ เมื่อ
[[สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์]]และคณะสงฆ์[[วัดบวรนิเวศวิหาร]] ได้ยอมออกหน้าให้การอุปถัมภ์ โดยได้ทำการ
ประกาศรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่เมื่อ พ.ศ. 2488 ตามมาด้วย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งประกาศรื้อฟื้นกิจการในปี พ.ศ. 2490 อาจารย์สุชีพ
ได้แถลงว่าสาเหตุที่ต้องมีมหาวิทยาลัยสงฆ์ก็เพราะคณะสงฆ์จำเป็นต้องผลิตบุคคลากรที่รู้ทันวิชาสมัยใหม่ มิฉะนั้น คณะสงฆ์จะไม่ทันชาวบ้านและนำชาวบ้านไม่ได้ และจะสื่อสารกันไม่รู้เรื่องเพราะอยู่คนละโลก ท่านจึงต่อสู้เพื่อให้ได้มหาวิทยาลัย จนในที่สุด มหามกุฏราชวิทยาลัยและ [[มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย]]ก็ได้รับการรื้อฟื้นมาอีกครั้งหนึ่ง อันเป็นผลพวงมาจากการต่อสู้ของท่าน เหตุผลนี้ทำให้คนรุ่นหลังกล่าวยกย่องท่านเป็น [[บิดาแห่งมหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย]]
 
เพื่อรำลึกถึงคุณูปการของท่านและสืบสานเจตนารมณ์ของท่าน คณะศิษยานุศิษย์ได้ร่วมกันก่อตั้ง[[มูลนิธิปุญญานุภาพ]] ขึ้นโดยความเห็นชอบของท่านเพื่อให้ทุนสนับสนุนนักศึกษาหรือครูอาจารย์ผู้ค้นคว้าวิจัยทางพระพุทธศาสนา ณ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
 
==วิทยาเขต==
ผู้ใช้นิรนาม