เปิดเมนูหลัก

การเปลี่ยนแปลง

ไม่มีการเปลี่ยนแปลงขนาด, 11 ปีที่แล้ว
ใช้ "ดื้อแพ่ง" และ "อารยะขัดขืน" ตามที่แต่ละคนใช้ เนื่องจากมีการเปรียบเทียบคำสองคำ
 
== ดื้อแพ่งในสังคมไทย ==
การแนวคิดดื้อแพ่งในทางการเมือง หรือที่นิยมใช้คำนี้อย่างกว้างขวางว่า "อารยะขัดขืน" นั้น เริ่มแพร่หลายใน[[ภาษาไทย]]เกิดขึ้น ในบริบทของ[[การขับไล่ ทักษิณ ชินวัตร ให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี|การประท้วงขับไล่นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร]] ในปี [[พ.ศ. 2549]] อย่างไรก็ตามการนำคำนี้ (ในรูปคำนี้)ว่า "อารยะขัดขืน" นั้นถูกนำมาใช้ เริ่มครั้งแรกโดย[[ชัยวัฒน์ สถาอานันท์]] <ref name="nationsud">ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์. [http://www.nationweekend.com/2006/03/03/NW14_441.php คอลัมน์หมายเหตุการณ์.] เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 15 ฉบับที่ 718 วันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2549.</ref> เมื่อกล่าวถึงสถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ โดยชัยวัฒน์อธิบายว่า
 
:''ดื้อแพ่งอารยะขัดขืนเป็นเรื่องของการขัดขืนอำนาจรัฐ ที่ทั้งเป้าหมายและตัววิธีการอันเป็นหัวใจของ Civil Disobedience ส่งผลในการทำให้สังคมการเมืองโดยรวมมี 'อารยะ' มากขึ้น... การจำกัดอำนาจรัฐนั้นเอง เป็นหนทาง 'อารยะ' ยิ่งการจำกัดอำนาจรัฐโดยพลเมืองด้วยวิธีการอย่างอารยะคือ เป็นไปโดยเปิดเผย ไม่ใช้ความรุนแรง และยอมรับผลตามกฎหมายที่จะเกิดขึ้นกับตัวผู้ใช้สันติวิธีแนวนี้ เพื่อให้สังคมการเมือง 'เป็นธรรม' ขึ้น เคารพสิทธิเสรีภาพของคนมากขึ้น และเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น'' <ref>จากบทความใน ''รัฐศาสตร์สาร'' ปีที่ 24 ฉบับที่ 3, 2546, อ้างตาม<ref name="nationsud"/></ref>
 
และโดยได้อธิบายคุณลักษณะ 7 ประการของ "ดื้อแพ่งอารยะขัดขืน" ในฐานะของปฏิบัติการทางการเมือง คือ
# เป็นการละเมิดกฎหมาย หรือตั้งใจจะละเมิดกฎหมาย
# ใช้สันติวิธี (ไม่ใช้ความรุนแรง)
# มุ่งเชื่อมโยงกับสำนึกแห่งความยุติธรรม ซึ่งโดยหลักแล้วเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายและสถาบันทางสังคม
 
ก่อนหน้านี้ ช่วงปี [[พ.ศ. 2543]] [[สมชาย ปรีชาศิลปกุล]] ใช้คำว่า '''สิทธิการดื้อแพ่งต่อกฎหมาย''' เพื่ออธิบายแนวคิดเดียวกันนี้ ในหนังสือชื่อเดียวกัน<ref>สมชาย ปรีชาศิลปกุล, สิทธิการดื้อแพ่งต่อกฎหมาย : ศาสตร์แห่งการไม่เชื่อฟังรัฐ, สำนักพิมพ์ร่วมด้วยช่วยกัน พ.ศ. 2543. ISBN 9748768279</ref><ref>วิรพา อังกูรทัศนียรัตน์, [http://www.dokyasarakadee.netcom/bookweb/bookdetailmodules.aspphp?idname=9789748768274Sections&deptop=6viewarticle&artid=627 สิทธิการดื้อแพ่งต่อกฎหมายอ่านเอาเรื่อง : รัฐประหาร ทางออกสุดท้ายของการเมืองไทยยุคทักษิณ?], ISBNนิตยสาร[[สารคดี 9748768279(นิตยสาร)|สารคดี]] สมชายฉบับที่ ปรีชาศิลปกุล260 สำนักพิมพ์ปีที่ ร่วมด้วยช่วยกัน22, ตุลาคม พ.ศ. 2543.2549</ref> โดยเสนอว่า
โดยเสนอว่า
 
:''civil disobedience ถือเป็นสิทธิที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ด้วยเหตุว่า เวทีประชาธิปไตยไม่น่าจะคับแคบเพียงการเลือกตั้งที่เป็นทางการ เพราะการใช้สิทธิเช่นนี้ถือได้ว่า เป็นการใช้ประชาธิปไตยทางตรง และดังนั้น จึงมีสถานะเหนือกว่าประชาธิปไตยของนักเลือกตั้งในระบบตัวแทน''
 
ส่วน [[ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร]] เสนอ<ref>"ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ ขบวนการเคลื่อนไหวประชาสังคมในต่างประเทศ : บทสำรวจพัฒนาการ สถานภาพและนัยเชิงความคิด/ ทฤษฎีต่อการพัฒนาประชาธิปไตย" ISBN 9748539636 ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร พ.ศ. 2545.</ref> ว่า
:''สิทธิที่จะไม่เชื่อฟังรัฐเป็นช่องทางการเคลื่อนไหวเรียกร้องของผู้คนธรรมดาในระบอบประชาธิปไตย นอกเหนือช่องทางปกติ เป็นตัวสร้างสิ่งใหม่ๆใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งกระทำไม่ได้ในระบบที่ดำรงอยู่ ถือเป็นคุณูปการที่เด่นชัดของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม/ประชาสังคมรูปแบบใหม่ในปัจจุบัน''
 
ชัยวัฒน์ได้อธิบายไว้ว่า ได้เลี่ยง<ref>[http://www.bangkokbiznews.com/2006/03/07/news_20091046.php?news_id=20091046 'ดื้อแพ่งอารยะขัดขืน' กับการล้ม 'ระบอบทักษิณ'] หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2549.</ref>ที่จะใช้คำว่า "สิทธิการดื้อแพ่งต่อกฎหมาย" อย่างที่สมชายใช้ เนื่องจากคำว่า "ดื้อแพ่ง" ในภาษาไทยนั้นมีความหมายในนัยไม่สู้ดี และเสนอคำว่า "อารยะขัดขืน" ซึ่งเป็นคำที่มีอคติทางลบแฝงอยู่น้อยกว่า ขณะเดียวกัน ยังเป็นคำ[[กิริยา]]ที่คงคุณลักษณะความเป็นคำในเชิงปฏิบัติเอาไว้
 
อย่างไรก็ตาม [[แก้วสรร อติโพธิ]] ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการใช้คำว่า ''อารยะ'' ว่าแท้จริงแล้วคำว่า ''Civilcivil'' น่าจะหมายถึงคำว่าพลเมือง และเสนอว่าน่าจะแปลเป็นไทยว่า '''การแข็งข้อไม่ยอมเป็นพลเมือง''' <ref>[http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01pra09230349 คอลัมน์สยามภาษา] หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับ วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2549.</ref>
 
ในวันที่ [[2 เม.ย.]] [[พ.ศ. 2549]] [[ไชยันต์ ไชยพร|รศ. ดร. ไชยันต์ ไชยพร]] อาจารย์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฉีกบัตรเลือกตั้งของตนทิ้งให้สื่อมวลชนดูหลังจากที่ใช้สิทธิลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดแล้ว โดยเขายอมรับว่ากระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งและพร้อมสู้คดีในทางกฎหมายต่อไป อย่างไรก็ตามไชยันต์ยืนยันสิทธิของตนตามมาตรา 65 ของรัฐธรรมนูญว่าบุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธี หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เชิญตัวไปสอบสวน (อ้าง [http://www.bangkokbiznews.com/specialreport/2Apr/x001_91918.php?news_id=91918] และ [http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=3273&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai]) หลังจากนั้นนาย[[รัฐเอกราช ราษฎร์ภักดีรัช]] ได้ร่วมฉีกบัตรเลือกตั้งเช่นเดียวกัน โดยรัฐเอกราชได้กล่าวว่าตนเห็นว่าการวางตำแหน่งของคูหาเลือกตั้งนั้นไม่ถูกต้อง จึงได้แต่งชุดดำประท้วงและฉีกบัตรเลือกตั้ง รัฐเอกราชกล่าวว่าตนมีอุดมการณ์เดียวกับไชยันต์ด้วย (อ้าง [http://www.bangkokbiznews.com/2006/04/02/w001_91998.php?news_id=91998]) ล่าสุด[[ศูนย์นิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์]]ได้ยืนยันว่าจะช่วยเหลือไชยันต์ในทางกฎหมายแล้ว (อ้าง [http://www.bangkokbiznews.com/specialreport/2Apr/x001_92003.php?news_id=92003]) นอกจากในวันเดียวกันนาย[[ยศศักดิ์ โกศยากานนท์]] อาจารย์คณะ[[นิติศาสตร์]] [[มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต]] ยังได้ใช้ไม้จิ้มฟันจิ้มนิ้วชี้ตนเองและใช้เลือดในการกากบาทในช่องลงคะแนนของบัตรเลือกตั้ง โดยเขายืนยันว่าได้ศึกษาข้อกฎหมายแล้วไม่ได้เป็นการกระทำผิดต่อกฎหมายแต่อย่างใด แม้ว่ายศศักดิ์จะกล่าวว่าเขาประท้วงตามแนวทางดื้อแพ่งอารยะขัดขืน ถ้าพิจารณาในแง่ที่ว่าการกระทำดังกล่าวไม่ผิดกฎหมายของยศศักดิ์จึงไม่น่าจัดว่าเป็นดื้อแพ่งอารยะขัดขืน แต่เป็นการประท้วงแบบสันติวิธี
 
== อ้างอิง ==
ผู้ใช้นิรนาม