พายุไซโคลนฟอร์เรสต์

พายุไซโคลนฟอร์เรสต์ หรือที่เรียกกันว่าพายุโซนร้อนฟอร์เรสต์[1]ในขณะที่อยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกก่อนที่จะขึ้นฝั่งที่คาบสมุทรมลายู เป็นพายุหมุนเขตร้อนกำลังแรงที่ทำให้เกิดการอพยพประชากร 600,000 คนในประเทศบังกลาเทศในปลายเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2535 พายุลูกนี้เกิดจากบริเวณหย่อมความกดอากาศต่ำใกล้หมู่เกาะแคโรไลน์เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 และ 3 วันต่อมาได้ทวีความรุนแรงเป็นพายุดีเปรสชันในทะเลจีนใต้ พายุได้เคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตก และได้เป็นพายุโซนร้อน โดยเข้าใกล้ชายฝั่งที่ประเทศเวียดนามและเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ และพายุโซนร้อนฟอร์เรสต์ได้เข้าสู่อ่าวไทยและพายุได้เคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกและได้ขึ้นฝั่งที่ประเทศไทยที่จังหวัดนครศรีธรรมราชในวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 เมื่อพายุเคลื่อนตัวลงอ่าวเบงกอล พายุไซโคลนฟอร์เรสต์มีทิศทางเคลื่อนตัวไปทางทิศเหนือเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 และทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็ว จนมีความรุนแรงสูงสุดเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 โดยเป็นพายุไซโคลนระดับ 4 ที่เทียบเท่าระดับพายุเฮอริเคนซัฟเฟอร์-ซิมป์สัน ด้วยความเร็วลม 230 กม./ชม. (145 ไมล์ต่อชั่วโมง) สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยที่ทำให้พายุไซโคลนทวีความรุนแรงได้อีก ในไม่ช้าพายุไซโคลนฟอร์เรสต์ได้เคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนืออย่างกะทันหัน พายุไซโคลนฟอร์เรสต์ได้ขึ้นฝั่งทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศเมียนมาร์และพายุได้อ่อนกำลังลงเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 ก่อนจะสลายไปในช่วงเช้าของวันรุ่งขึ้น

พายุไซโคลนกำลังแรงอย่างมาก ฟอร์เรสต์
พายุไซโคลนกำลังแรงอย่างมาก (IMD)
พายุไซโคลนเขตร้อนระดับ 4 (SSHWS)
ไซโคลนฟอร์เรสต์ ขณะมีกำลังสูงสุดเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2535
ไซโคลนฟอร์เรสต์ ขณะมีกำลังสูงสุดเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2535
ก่อตัว 12 พฤศจิกายน 2535
สลายตัว 22 พฤศจิกายน 2535
ความเร็วลม
สูงสุด
เฉลี่ยลมใน 3 นาที:
185 กม./ชม. (115 ไมล์/ชม.)
เฉลี่ยลมใน 1 นาที:
230 กม./ชม. (145 ไมล์/ชม.)
ความกดอากาศต่ำสุด 952 เฮกโตปาสกาล (มิลลิบาร์ 28.11 นิ้วปรอท)
ผู้เสียชีวิต 34 คน
ความเสียหาย 32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าเงินปี 1992)
พื้นที่ได้รับ
ผลกระทบ
ส่วนหนึ่งของ
ฤดูพายุไต้ฝุ่นแปซิฟิก พ.ศ. 2535 และฤดูพายุไซโคลนมหาสมุทรอินเดียเหนือ พ.ศ. 2535

การเสียชีวิตส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากพายุฟอร์เรสต์เป็นผลมาจากเครื่องบินตกเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 ในประเทศเวียดนาม ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไป 30 คนจากทั้งหมด 31 คน และในประเทศไทย พายุทำให้เกิดคลื่นพายุรุนแรง บ้านเรือนเสียหาย 1,700 หลัง และทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย ความเสียหายทางการเกษตรในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบความเสียหายอยู่ที่ 800 ล้านบาท (32 ล้านเหรียญสหรัฐ) เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 ขณะที่พายุฟอร์เรสต์มีความรุนแรงสูงสุด ซึ่งสร้างความหวาดกลัวให้กับประเทศบังกลาเทศ ว่าจะซ้ำรอยพายุไซโคลนในเดือนเมษายน พ.ศ. 2534 ด้วยเหตุนี้ แผนการอพยพจำนวนมากจึงถูกประกาศใช้ตามพื้นที่ชายฝั่งทะเลของประเทศ โดยมีแผนที่จะย้ายประชากรได้ถึง 2 ล้านคน แต่พายุได้มีทิศทางเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออกอย่างกะทันหัน และการอพยพผู้อยู่อาศัย 600,000 คนได้สำเร็จได้ช่วยชีวิตผู้คนนับไม่ถ้วน มีผู้เสียชีวิตเพียง 2 รายและความเสียหายโดยรวมยังเล็กน้อย แม้ว่าบนเกาะMartin's Island ได้รับความเสียหายครึ่งหนึง

เส้นทางพายุแก้ไข

 
แผนที่แสดงเส้นทาง และความรุนแรงของพายุตามมาตราส่วนแซฟเฟอร์–ซิมป์สัน
ความรุนแรงของพายุ
     พายุดีเปรสชันเขตร้อน (≤62 กม./ชม.)
     พายุโซนร้อน (63–117 กม./ชม.)
     พายุเฮอริเคนระดับ 1 (118–153 กม./ชม.)
     พายุเฮอริเคนระดับ 2 (154–177 กม./ชม.)
     พายุเฮอริเคนระดับ 3 (178–208 กม./ชม.)
     พายุเฮอริเคนระดับ 4 (209–251 กม./ชม.)
     พายุเฮอริเคนระดับ 5 (≥252 กม./ชม.)
     พายุที่ไม่ทราบความเร็วลม
ประเภทของพายุ
  พายุหมุนกึ่งเขตร้อน
  พายุหมุนนอกเขตร้อน / หย่อมความกดอากาศต่ำที่หลงเหลือ / รบกวนของเขตร้อน / ลมมรสุมพายุดีเปรสชั่นเขตร้อน

พายุหมุนเขตร้อนลูกที่สองจากสี่ลูกของเดือนพฤศจิกายนในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2535 บริเวณหย่อมความกดอากาศต่ำทิศทางตะวันตกของหมู่เกาะแคโรไลน์ของวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 [1]โดยเคลื่อนตัวไปในทิศตะวันตกเฉียงเหนือ [2]ในเวลาต่อมาศูนย์เตือนไต้ฝุ่นร่วม (JTWC) ได้ออกการแจ้งเตือนการก่อตัวของพายุหมุนเขตร้อน (TCFA) ในวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 JTWC ได้คาดการณ์ว่าไม่สามารถพัฒนาตัวเป็นพายุดีเปรสชันจนกว่าหย่อมความกดอากาศต่ำจะเคลื่อนตัวผ่านประเทศฟิลิปปินส์  JTWC ได้ออก TCFA ฉบับที่สองออกในวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 เมื่อหย่อมความกดอากาศต่ำอยู่ทางทิศตะวันตกของเกาะปาลาวันในทะเลจีนใต้ ในวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 มีการพาความร้อนและ JTWC ได้ประกาศให้เป็นพายุดีเปรสชัน 30W ในเวลา 12:00 UTC [1] ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของนครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม เป็นระยะทาง 940 กิโลเมตร (585 ไมล์) [2] ใน 6 ชั่วโมงต่อมาสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) [3]ไดประกาศให้เป็นพายุดีเปรสชัน มีทิศการเคลื่อนไปทางตะวันตกเฉียงใต้ ในเวลาต่อมา JTWC ได้ตั้งชื่อว่า ฟอร์เรสต์ [1]เมื่อพายุเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชายฝั่งประเทศเวียดนาม พายุได้เคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้และเคลื่อนตัวขนานไปกับชายฝั่งของประเทศเวียดนาม พายุโซนร้อนฟอเรสต์ เคลื่อนตัวเข้าใกล้ประเทศมากที่สุดในวันที่ 14 พฤศจิกายน โดยอยู่ห่างจากทางใต้ของจังหวัด Cà Mau ประเทศเวียดนาม เป็นระยะทาง 110 กม. (70 ไมล์) [2]

ในวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 พายุโซนร้อนฟอร์เรสต์เข้าใกล้ชายฝั่งประเทศเวียดนามทำให้พายุไม่สามารถทวีความรุนแรงขึ้นได้อีก และมีความเร็วลม 100 กม./ชม. (65 ไมล์ต่อชั่วโมง) และพายุได้เคลื่อนตัวไปทางอ่าวไทย ในวันต่อมาพายุเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งที่จังหวัดนครศรีธรรมราชของประเทศไทย [1][4] ขณะข้ามคาบสมุทรมลายู พายุโซนร้อนฟอเรสต์ได้อ่อนกำลังลง เป็นพายุดีเปรสชันในทะเลอันดามัน [1]ในวันที่ 16 พฤศจิกายน 06.00 UTC กรมอุตุนิยมวิทยาอินเดีย (IMD) ได้เริ่มติดตามระบบและตั้งชื่อว่า พายุดีเปรสชัน BOB 08 ในเวลาต่อมาได้ทวีความรุนแรงเป็นพายุดีเปรสชันหมุนเร็วและได้ทวีความรุนแรงเป็นพายุไซโคลน[5] ในสองวันต่อมา ในบริเวณละติจูดม้า ได้ทำให้พายุไซโคลนฟอเรสต์เคลื่อนตัวไปทางทิศเหนือ และได้เกิดการพาความร้อนอีกครั้ง  เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 พายุได้ทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็วจนถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นวันที่พายุไซโคลนฟอร์เรสต์มีความเร็วสูงสุดด้วยความเร็วลม 230 กม./ชม. (145 ไมล์ต่อชั่วโมง) ซึ่งเป็นพายุไซโคลนที่เทียบเท่าระดับ 4 ในระดับเฮอริเคนแซฟเฟอร์–ซิมป์สัน[1] IMD ประเมินลมที่พัดต่อเนื่องเป็นเวลาสามนาทีที่ความเร็ว 185 กม./ชม. (115 ไมล์ต่อชั่วโมง) ทำให้เป็น "พายุไซโคลนกำลังแรงอย่างมาก"และความกดอากาศอยู่ที่ประมาณ 952 hPa (28.11 นิ้วปรอท)[3]

พายุไซโคลนฟอร์เรสต์มีความเร็วสูงสุดเป็นเวลา 6 ชั่วโมง ก่อนที่ลมเฉือนที่เพิ่มขึ้นจะขัดขวาง  ทำให้พายุได้เคลื่อนตัวไปทางตะวันออกเฉียงเหนืออย่างกะทันหันของวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 อย่างไม่คาดคิด ทำให้บังคลาเทศส่วนใหญ่รอดพ้นจากพายุไซโคลนฟอร์เรสต์  พายุได้อ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็วในวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 [1]ขณะที่พายุไซโคลนฟอร์เรสต์เข้าใกล้ชายฝั่ง โดยที่ตาพายุเริ่มไม่เป็นรูปเป็นร่าง [6]พายุไซโคลนฟอร์เรสต์ ได้ขึ้นฝั่งด้านภาคเหนือของรัฐยะไข่ในประเทศเมียนมาร์ระหว่างเวลา 06:00 ถึง 12:00 UTC ด้วยความเร็วลม 155–175 กม./ชม. (100–110 ไมล์ต่อชั่วโมง)  IMD ประเมินว่าพายุฟอร์เรสต์ ได้อ่อนกำลังมากเมื่อเคลื่อนตัวขึ้นฝั่ง โดยรายงานลมสูงสุดในช่วง 3 นาทีที่ความเร็ว 85 กม./ชม. (50 ไมล์ต่อชั่วโมง) [3]ในขณะขึ้นฝั่งภูมิประเทศที่มีภูเขาสูงทางตอนเหนือของเมียนมาร์ได้ทำให้พายุไซโคลนฟอเรสต์สลายไปที่ภาคเหนือภูมิภาค Magway ของวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535[1]

ตลอดช่วงที่เกิดพายุในอ่าวเบงกอล ดาวเทียม ERS-1 เฝ้าติดตามพายุนี้  มันกลายเป็นพายุไซโคลนในมหาสมุทรอินเดียเหนือลูกแรกที่สังเกตเห็นโดยเครื่องมือ scatterometer โดยให้ข้อมูลที่จำเป็นในการปรับเทียบอุปกรณ์เพื่อลดความคาดเคลื่อนของทิศทางของในการวัด[7]

การเตรียมการและผลกระทบแก้ไข

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 สายการบินเวียดนามแอร์ไลน์ เที่ยวบิน 474 ออกจากนครโฮจิมินห์ประเทศเวียดนามมุ่งหน้าสู่ญาจางตกหลังจากประสบกับสภาพอากาศเลวร้ายที่เกิดจากพายุโซนร้อนฟอร์เรสต์ [8][9]หลังจากเครื่องบินได้ร่อนลงต่ำกว่าระดับความสูงที่ปลอดภัยในการเข้าใกล้เมืองญาจางเครื่องบิน Yakovlev Yak-40 ได้เบี่ยงเบนจากรันเวย์ 6 กม. (3.7 ไมล์) และได้กระทบกับต้นไม้ที่อยู่ด้านบนของสันเขาห่างออกไป 350 ม. (1,150 ฟุต) ก่อนที่จะชน มีลูกเรือ 6 คนและผู้โดยสาร 25 คน (ผู้โดยสาร 31 คน) เสียชีวิต 30 คนในอุบัติเหตุครั้งนี้ [10]ผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวคือ Annette Herfkens ผู้โดยสาร 9 คนเป็นชาวต่างชาติ 4 คนมาจากไต้หวัน 2 คนมาจากประเทศเนเธอร์แลนด์ และอีก 1 คนมาจากฝรั่งเศส สวีเดน และสหราชอาณาจักร ประเทศละ 1 คนการค้นหาและกู้ภัยดำเนินการด้วยเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำ เครื่องบิน 2 ลำ ติดตั้งกล้อง และเรือรบ 2 ลำ [11]เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องใช้เวลา8 วันในการค้นหาซากเครื่องบิน [10]บริเวณอ่าวไทยมีการอพยพแท่นขุดเจาะน้ำมันทั้งหมด และไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บระหว่างพายุโซนร้อนฟอร์เรสต์ได้เคลื่อนผ่านอ่าวไทยที่แท่นขุดเจาะน้ำมันและความเสียหายที่เกิดขึ้นในประเทศเมียนมาร์ ไม่มีรายงานให้ทราบ[1]

ประเทศไทยแก้ไข

 
พายุโซนร้อนฟอร์เรสต์ขณะขึ้นฝั่งที่จังหวัดนครศรีธรรมราช

ก่อนพายุโซนร้อนฟอร์เรสต์จะมาถึงประเทศไทยเจ้าหน้าที่ได้อพยพประชาชน 3,000 คนออกจากพื้นที่ชายฝั่งทะเลในขั้นต้น[12] เวลาต่อมาได้อพยพเพิ่มขึ้นเป็น 20,000 คน เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายมากขึ้น [13]พายุโซนร้อนฟอร์เรสต์ได้ขึ้นฝั่งจังหวัดนครศรีธรรมราชของประเทศไทยเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 และถือได้ว่าเป็นพายุโซนร้อนที่ขึ้นฝั่งจังหวัดนครศรีธรรมราชนับตั้งแต่พายุโซนร้อนแฮเรียตในปี พ.ศ. 2505 [4] ด้วยความเร็วลมประมาณ 75 กม./ชม. (47 ไมล์ต่อชั่วโมง) ความรุนแรงของพายุทำให้ฝนตกหนักทั่วพื้นที่ตามแนวคาบสมุทรมลายู มีรายงานไฟดับทั่วพื้นที่ [13]ของจังหวัดนครศรีธรรมราช มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบ้านเรือน 1,700 หลังได้รับความเสียหาย พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคืออำเภอท่าศาลาซึ่งมีบ้านเรือน 1,000 หลังได้รับความเสียหาย ที่อำเภอปากพนังพายุพัดถล่มบ้านเรือนถูกทำลายอย่างน้อย 100 หลัง เสียหายอีก 400 หลัง สวนยางพารา อย่างน้อย 16,000 เฮกตาร์ (40,000 เอเคอร์ ) และฟาร์มกุ้ง 1,600 เฮกตาร์ (4,000 เอเคอร์) ได้รับความเสียหายเช่นกัน ในอำเภอปากพนังและอำเภอท่าศาลา มีความเสียหายมูลค่า 800 ล้านบาท (32 ล้านเหรียญสหรัฐ)[4]นอกชายฝั่ง คาดว่าคลื่นจะสูงถึง 7 เมตร (23 ฟุต)

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยชวลิต ยงใจยุทธได้เดินทางไปยังพื้นที่ได้รับผลกระทบเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 เพื่อช่วยเหลือและดูแลการบรรเทาทุกข์ [13]

ประเทศบังกลาเทศแก้ไข

 
พายุไซโคลนฟอร์เรสต์ขณะมีกำลังสูงสุดเข้าใกล้ประเทศบังกลาเทศ

เมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2534 พายุไซโคลนระดับ 5 ที่มีรุนแรงเทียบเท่ากับเฮอริเคนแซฟเฟอร์-ซิมป์สัน ได้พัดถล่มประเทศบังกลาเทศ ได้คร่าชีวิตผู้คนไปประมาณ 140,000 คน เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 1992 Harun-ur Rashid รองผู้อำนวยการ Bangladesh Red Crescent Society ได้ออกคำเตือนในการอพยพอย่างละเอียดและมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าความรุนแรงของพายุไซโคลนฟอร์เรสต์ที่จะขึ้นฝั่งประเทศบังกลาเทศจะรุนแรงกว่าพายุไซโคลนในเดือนเมษายน พ.ศ. 2534 เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครได้พยายามเตือนผู้อยู่อาศัยที่อยู่พื้นที่อันตรายที่จะเกิดขึ้น อาสาสมัครประมาณ 21,000 คนเดินทางไปยังเกาะรอบนอกและพื้นที่ชนบทเพื่อให้ประชาชนย้ายไปในพื้นที่แผ่นดินใหญ่เพื่อความปลอดภัย หลังพายุไซโคลนปี พ.ศ. 2534 Red Crossวางแผนที่จะสร้างที่พักพิง 3,000 แห่งทั่วชายฝั่ง อย่างไรก็ตาม ณ เวลานี้ มีเพียง 44 แห่งที่สร้างเสร็จแล้ว สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการขาดที่พักพิงใน Maheshkhali ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 30,000 รายในพายุไซโคลนก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ ยังมีค่ายพักพิงชั่วคราว 21 แห่ง ซึ่งเป็นที่พักพิงของผู้ลี้ภัยชาวมุสลิม 265,000 คนจากประเทศเมียนมาร์ซึ่งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงที่พายุ [14] มีการประชุมฉุกเฉินและถูกเรียกโดยข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติเพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ผู้ลี้ภัยของชาวมุสลิม [15]เกิดการแย่งชิงเพื่อปกป้องผู้อยู่อาศัยถูกตั้งข้อสังเกตโดยเจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ต่างประเทศคนหนึ่งว่าเป็นความพยายามที่จะ "ไม่ถูกจับเหมือนปีที่แล้ว" [14]

มีแผนอพยพผู้คน 2 ล้านคนตามแนวชายฝั่งทะเลในบริเวณใกล้เคียง รวมถึง 300,000 คนในเขตCox's Bazar District เพียงแห่งเดียว Harun-ur Rashid กล่าวว่า: "ถ้าจำเป็น อาสาสมัครจะได้รับคำสั่งให้ใช้กำลังในการอพยพผู้คน"[15]ผู้อยู่อาศัยเต็มใจที่จะออกจากบ้านของพวกเขาในเขต ซึ่งตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับความพึงพอใจที่เห็นก่อนเกิดพายุไซโคลนปี 1991 บางคนที่บอบช้ำจากเหตุการณ์พายุครั้งก่อน ที่ทิ้ง "ร่องรอยแห่งความหายนะ" [16]ในช่วงวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 มีผู้อพยพประมาณ 500,000 คน [17]หลังจากการเปลี่ยนแปลงของเส้นทางพายุไซโคลน โดยมีจุดเน้นของการอพยพขยับเข้าใกล้ชายแดนบังกลาเทศ-เมียนมาร์มากขึ้น การย้ายถิ่นฐานในพื้นที่ใหม่นี้รวม 200,000 คนในจิตตะกอง , 55,000 คน น Chokoria , 51,000 คนใน Moheshkhali และ 40,000 คนในKutubdia Upazila [18]นายกรัฐมนตรี Khalifa Zip เรียกประชุมฉุกเฉินของคณะรัฐมนตรีเพื่อหารือเกี่ยวกับพายุ เจ้าหน้าที่ของรัฐก็ได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉินเช่นเดียวกัน แม้ว่าวันนี้จะเป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ก็ตาม โทรทัศน์ในประเทศบังคลาเทศยกเลิกรายการบันเทิงทั้งหมดและถ่ายทอดประกาศเกี่ยวกับพายุไซโคลนโดยไม่หยุด รัฐมนตรีLutfar Rahman Khan ยังจัดการประชุมระดับสูงที่ไม่ได้กำหนดไว้ซึ่งเกี่ยวกับการจัดสรรสิ่งของบรรเทาทุกข์สำหรับแปดเขต [19]โดยรวมแล้ว ประชาชน 600,000 คนอพยพภายในประเทศหรือไปยังที่พักพิงแห่งใดแห่งหนึ่งจาก 238 แห่ง [20]ระหว่างการอพยพ มีผู้เสียชีวิต 1 รายจากการเหยียบกันตายที่ที่พักพิงที่แออัด[21]

พายุไซโคลนได้ช่วยชีวิตประเทศบังกลาเทศจากการขึ้นฝั่งโดยตรง โดยพายุเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออก และมีกำลังอ่อนลง และกระทบกับพม่าเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน[20]นักอุตุนิยมวิทยาถือว่าการเปลี่ยนแปลงของพายุและการอ่อนกำลังลงอย่างเป็น "ปาฏิหาริย์" เนื่องจากพายุไซโคลนขนาดใหญ่ได้ก่อให้เกิดการสูญเสียมหาศาล ชีวิตและความเสียหายในบังคลาเทศ [22]St. Martin's Island ทางใต้สุดของประเทศบังคลาเทศซึ่งมีชาวประมง 4,500 คนอาศัยอยู่ มีลมแรงส่งคลื่นวิทยุไปยังแผ่นดินใหญ่ [20] มีคลื่นสูงท่วมเกาะ ทำให้บ้านเรือนเสียหายครึ่งหนึ่ง 50 คนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย[23]และหนึ่งคนเสียชีวิตจากการถูกฟ้าผ่า [21] Shah Farid Islandที่อยู่ใกล้เคียง บ้าน 200 หลังได้รับความเสียหาย และ 500 ครอบครัวได้อพยพออกไปก่อนหน้านี้และไม่ได้รับบาดเจ็บ [23]พายุส่งผลกระทบต่อ Teknaf Upazila [20]สร้างความเสียหายให้กับห้องเก็บอาหารและสำนักงานในค่ายผู้ลี้ภัยชาวมุสลิมแห่งหนึ่ง [23]มีลมกระโชกแรงใน Cox's Bazar มีความเร็วลมสูงสุดที่ 104 กม./ชม. (65 ไมล์ต่อชั่วโมง) อยู่ทางใต้ระยะทาง 140 กม. (85 ไมล์) ของพายุที่พัดผ่าน [1]

ดูเพิ่มแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. 1.00 1.01 1.02 1.03 1.04 1.05 1.06 1.07 1.08 1.09 1.10 Gregory Salvato (1993). "Typhoon Forrest (30W)" (PDF). Annual Tropical Cyclone Report. Joint Typhoon Warning Center (Report). United states Navy. pp. 141–144. Retrieved May 24, 2014. http://www.usno.navy.mil/NOOC/nmfc-ph/RSS/jtwc/atcr/1992atcr.pdf
  2. 2.0 2.1 2.2 http://www.usno.navy.mil/NOOC/nmfc-ph/RSS/jtwc/best_tracks/1992/1992s-bwp/bwp301992.txt"Typhoon Forrest (30W) Best Track"(.TXT). Joint Typhoon Warning Center. United States Navy. 1993. Retrieved May 24, 2014.
  3. 3.0 3.1 3.2 Kenneth R. Knapp; Michael C. Kruk; David H. Levinson; Howard J. Diamond; Charles J. Neumann (2010)https://web.archive.org/web/20160305143852/http://atms.unca.edu/ibtracs/ibtracs_v03r04/browse-ibtracs/index.php?name=v03r04-1992314N08141 The International Best Track Archive for Climate Stewardship (IBTrACS): Unifying tropical cyclone best track data (Report). Bulletin of the American Meteorological Society. Archived fromhttp://atms.unca.edu/ibtracs/ibtracs_v03r04/browse-ibtracs/index.php?name=v03r04-1992314N08141on March 5, 2016. Retrieved May 24, 2014.
  4. 4.0 4.1 4.2 "Tropical storm leaves 2 dead, 1,700 homes damaged in southern Thailand". Bangkok, Thailand. Xinhua General News. November 17, 1992.  – via Lexis Nexis (subscription required)
  5. http://www.rsmcnewdelhi.imd.gov.in/images/pdf/archive/best-track/best-track-data-1990-2012.xls(XLS) (Report). India Meteorological Agency. Retrieved 2014-07-10.
  6. Powerful cyclone weakens, sparing Bangladesh". Dhaka, Bangladesh. Agence France-Presse. November 21, 1992.  – via Lexis Nexis (subscription required)
  7. B. M. Rao; C. M. Kishtwal; P. K. Pal; M. S. Narayanan (1995). "ERS-1 surface wind observations over a cyclone system in the Bay of Bengal during November 1992". International Journal of Remote Sensing. 16 (5): 351–357.https://en.m.wikipedia.org/wiki/Bibcode_(identifier)https://ui.adsabs.harvard.edu/abs/1995IJRS...16..351Rhttps://en.m.wikipedia.org/wiki/Doi_(identifier) https://doi.org/10.1080%2F01431169508954400
  8. http://www.hko.gov.hk/publica/tc/tc1992.pdf Archived 2013-09-30 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน (PDF). Hong Kong Observatory (Report). September 1994. p. 17. Retrieved May 24, 2014.
  9. "Typhoon Plane Crashes". Evening Standard. November 16, 1992. p. 20.  – via Lexis Nexis (subscription required)
  10. 10.0 10.1 http://aviation-safety.net/database/record.php?id=19921114-1 Aviation Safety Network. 2014. Retrieved May 24, 2014.
  11. "Vietnam still searches for missing plane". Hanoi, Vietnam. Xinhua General News. November 18, 1992.  – via Lexis Nexis (subscription required)
  12. "Thai Storm". Courier-Mail. Bangkok, Thailand. November 16, 1992.  – via Lexis Nexis (subscription required)
  13. 13.0 13.1 13.2 "Storm "Forrest" lashes southern Thailand". Bangkok, Thailand. Xinhua General News. November 16, 1992.  – via Lexis Nexis (subscription required)
  14. 14.0 14.1 Sabir Mustafa (November 20, 1992). "Huge cyclone threatens Bangladesh". Dhaka, Bangladesh. United Press International.  – via Lexis Nexis (subscription required)
  15. 15.0 15.1 Hasan Saeed (November 20, 1992). "300,000 Evacuated From High Risk Area as Cyclone Moves Closer". Dhaka, Bangladesh. Associated Press.  – via Lexis Nexis (subscription required)
  16. "Millions offer prayers as powerful cyclone bears down on Bangladesh Volunteers and rescue officials using megaphones urge villagers to leave area devastated by storm two years ago". The Globe and Mail. Dhaka, Bangladesh. November 21, 1992.  – via Lexis Nexis (subscription required)
  17. Evacuate 500,000 in Path of Cyclone". Dhaka, Bangladesh. Associated Press. November 20, 1992.  – via Lexis Nexis (subscription required)
  18. "Powerful cyclone heads for Bangladesh coast, thousands evacuated". Dhaka, Bangladesh. Agence France-Presse. November 20, 1992.  – via Lexis Nexis (subscription required)
  19. "Bangladesh cabinet summoned as powerful cyclone approaches". Dhaka, Bangladesh. Agence France-Presse. November 20, 1992.  – via Lexis Nexis (subscription required)
  20. 20.0 20.1 20.2 20.3 Farid Hossain (November 21, 1992). "Cyclone Weakens as it Hits Bangladesh, No Casualties or Damage". Chittagong, Bangladesh. Associated Press.  – via Lexis Nexis (subscription required)
  21. 21.0 21.1 Bangladesh heaves sigh of relief after cyclone dies out". Dhaka, Bangladesh. Agence France-Presse. November 22, 1992.  – via Lexis Nexis (subscription required)
  22. Arshad Mahmud (November 23, 1992). "Relief as Cyclone Danger Passes". The Guardian. Dhaka,
  23. 23.0 23.1 23.2 "Weakened cyclone causes minor damage in Bangladesh islands". Cox's Bazar, Bangladesh. Agence France-Presse. November 21, 1992.  – via Lexis Nexis (subscription required)