เปิดเมนูหลัก

นายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านโยบายเศรษฐกิจ ในรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้อยู่เบื้องหลังนโยบายสำคัญหลายนโยบายในรัฐบาลทักษิณ 1 และทักษิณ 2 เช่น นโยบายพัฒนาเศรษฐกิจแบบคู่ขนาน (Dual Track) หรือที่เรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า "ทักษิโณมิกส์"

พันศักดิ์ วิญญรัตน์
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 19 สิงหาคม พ.ศ. 2486 (76 ปี)
คู่สมรส อรัญญา วิญญรัตน์

ในช่วงปี พ.ศ. 2531 ถึง พ.ศ. 2534 นายพันศักดิ์ เคยดำรงตำแหน่งเป็น ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พล.อ.ชาติชาย ชุณหวัน มาก่อน และอยู่เบื้องหลังนโยบายที่มีชื่อเสียงของรัฐบาลชาติชาย คือ "นโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า" และเคยดำรงตำแหน่งเป็น ที่ปรึกษา (น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี) รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช

นายพันศักดิ์ มีลักษณะเด่นในการแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์คือการ ผูกหูกระต่าย ซึ่งทำให้บางครั้งสื่อมวลชนเรียกนายพันศักดิ์ว่า "หูกระต่าย"

ประวัติแก้ไข

นายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ เกิดวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2486 เป็นบุตรชายคนที่ 2 ของ นายประยูร วิญญรัตน์ อดีตข้าราชการกระทรวงการคลัง ที่ช่วยวางรากฐานการตั้งสำนักงานธนาคารชาติไทย กระทรวงการคลัง (ปัจจุบันคือ ธนาคารแห่งประเทศไทย) และต่อมาได้เข้าเป็น กรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ และนางสุโรจน์ วิญญรัตน์ อดีตรองประธานกรรมการธนาคารนครหลวงไทย ในยุคกอบกู้กิจการ จากการชักชวนของ นายบุญชู โรจนเสถียร ที่เป็นลูกศิษย์นายประยูรที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายประยูรมีบทบาทสำคัญ ในการผลักดันธนาคารกรุงเทพ ให้มีระบบธนาคารสาขา ขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรก และได้ดำรงตำแหน่ง กรรมการธนาคารกรุงเทพ อยู่เป็นเวลานาน ทำให้ตระกูลวิญญรัตน์ ของนายพันศักดิ์ มีความใกล้ชิดกับผู้บริหารธนาคารกรุงเทพ มาจนถึงปัจจุบัน

นายพันศักดิ์ มีพี่ชายเป็นนักธุรกิจคือ นายสรดิษ วิญญรัตน์ กรรมการอิสระ และ กรรมการตรวจสอบ บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) และมีพี่สาวคือ นางศรี ตุลานันท์ (สมรสกับ นายเดชา ตุลานันท์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ)

นายพันศักดิ์ เป็นศิษย์เก่า วชิราวุธวิทยาลัย ต่อมาสำเร็จการศึกษาระดับ ปริญญาตรี ด้านกฎหมายระหว่างประเทศ จาก มหาวิทยาลัยลอนดอน (University of London) ประเทศอังกฤษ

การทำงานแก้ไข

เมื่อสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยลอนดอน นายพันศักดิ์ได้เข้าทำงานในฝ่ายวิชาการ ของธนาคารกรุงไทย แต่ทำงานอยู่เพียงช่วงสั้นๆ ก็ลาออก หลังจากนั้นได้ทำงานเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษรายวัน Bangkok World (ปัจจุบันรวมกิจการกับบางกอกโพสต์) ต่อมานายพันศักดิ์ได้ไปใช้ชีวิตที่สหรัฐอเมริกาเกือบ 10 ปี มีภรรยาคนแรกเป็นชาวสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสมาชิกตระกูลใหญ่ในสังคมอเมริกัน และเป็นที่ปรึกษาให้กับ NM Rothschild & Sons Co.,Ltd.

กิจการหนังสือพิมพ์แก้ไข

ในปี พ.ศ. 2513 ได้ร่วมกับเพื่อนทำนิตยสาร "จัตุรัส" รายเดือน และในปี พ.ศ. 2518 ได้จัดทำหนังสือพิมพ์จัตุรัสรายสัปดาห์ มีการลงเนื้อหาต่อต้านฐานทัพสหรัฐอเมริกาในประเทศไทย ทำให้ถูกมองเป็นหนังสือพิมพ์ฝ่ายซ้าย และมีปัญหาต้องปิดกิจการและเปิดใหม่ในชื่อเดิมหลายครั้ง ต่อมาในเหตุการณ์ 6 ตุลา พ.ศ. 2519 หนังสือพิมพ์จัตุรัสถูกสั่งปิดอีกครั้ง และนายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ ในฐานะบรรณาธิการ ถูกจำคุกในข้อหาภัยสังคม ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวในเวลาต่อมา เนื่องจากทางการได้รับการร้องขอจากสหรัฐอเมริกาโดยตรง

หลังเหตุการณ์ครั้งนั้นนายพันศักดิ์ ได้อพยพหนีภัยการเมืองไปอยู่สหรัฐอเมริกาประมาณ 2 ปี ก่อนจะกลับมาเปิดกิจการหนังสือพิมพ์จัตุรัส อีกครั้ง ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2524 โดยมีเนื้อหาให้ความสำคัญด้านเศรษฐกิจมากขึ้น แต่ต่อมาประสบปัญหาด้านเงินทุนจึงเลิกกิจการไปใน เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2527 หลังจากนั้นนายพันศักดิ์ ได้ทำธุรกิจที่ปรึกษาด้านคอมพิวเตอร์ที่กำลังเติบโตในประเทศไทย และให้คำปรึกษาเกี่ยวกับ กฎหมายลิขสิทธิ์ ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ที่กำลังเป็นประเด็นเรียกร้องของสหรัฐอเมริกา อยู่ในขณะนั้น นายพันศักดิ์ได้ทำธุรกิจดังกล่าวในช่วงปี พ.ศ. 2528 จนถึงปี พ.ศ. 2531

งานการเมืองแก้ไข

หลังจากนั้นนายพันศักดิ์ได้รับการเชิญร่วมคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พล.อ.ชาติชาย ชุณหวัน โดยดำรงตำแหน่ง ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ระหว่างปี พ.ศ. 2531-2534 เป็นหัวหน้าทีมที่ปรึกษาที่รู้จักกันในชื่อ "ที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก" ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกที่มีชื่อเสียงหลายคน เช่น หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ดร.ชวนชัย อัชนันท์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ร่วมด้วย ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ดร.วิษณุ เครืองาม และนักวิชาการอีกจำนวนมาก คณะที่ปรึกษาพิษณุโลก มีผลงานที่มีชื่อเสียงคือ นโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า

ต่อมาคณะที่ปรึกษาดังกล่าวต้องยุติบทบาทลงภายหลัง เหตุการณ์รัฐประหาร โดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ในปี พ.ศ. 2534 ซึ่งมีการระบุถึงกรณี รัฐบาลเป็นเผด็จการรัฐสภา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาลและคณะที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก ใช้อุบายแยบยลทางการเมือง สร้างภาพลวงตาประชาชนว่าเป็นประชาธิปไตย เป็นเหตุผลข้อ 3 ในทั้งหมด 5 ข้อที่ทำให้คณะ รสช. กระทำรัฐประหาร[1]

นายพันศักดิ์ได้เดินทางไปพำนัก ที่ประเทศอังกฤษระยะเวลาหนึ่ง โดยมีบริษัทของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่จดทะเบียนในประเทศอังกฤษ ออกหนังสือรับรองการทำงานประกอบการขอวีซ่า ชื่อของนายพันศักดิ์เงียบหายไประยะหนึ่ง ก่อนจะรับตำแหน่งที่ปรึกษาของนายสนธิ และ บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์ Asia Times ในเครือ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และคอลัมน์นิสต์หนังสือพิมพ์ในเครือ เดอะ เมเนเจอร์ มีเดียกรุ๊ป จนกระทั่งได้รับการทาบทามให้นั่งตำแหน่ง ประธานที่ปรึกษาด้านนโยบายของพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ระหว่างปี พ.ศ. 2544 จนถึง ปี พ.ศ. 2549 และต้องยุติบทบาทที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีลงอีกครั้งพร้อมกับการรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549

นอกเหนือจากงานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีแล้ว นายพันศักดิ์ยังได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (สคบ.) หรือ Thailand Creative and Design Center (TCDC) และประธานกรรมการบริหาร สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (สบร.) ต่อมาเมื่อเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ได้มีกรรมการบริหารศูนย์ฯ ชุดดังกล่าวขอลาออกรวม 6 คนจากทั้งหมด 9 คน โดยนายพันธ์ศักดิ์ ไม่ลาออกยังคงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการที่มีกรรมการเหลือเพียง 3 คน กระทั่งต่อมาได้มีการประชุมกรรมการ สบร. เมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2550 แต่งตั้งกรรมการบริหารศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบชุดใหม่ จึงทำให้นายพันศักดิ์พ้นจากตำแหน่งไป

นายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ กลับมาปรากฏอีกครั้งภายหลังการชนะเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชน โดยได้เข้าร่วมคณะที่ปรึกษาของรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช

เครื่องราชอิสริยาภรณ์แก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข