เปิดเมนูหลัก
สำหรับความหมายอื่น ดูที่ พระเจ้าใหญ่วัดหงษ์ (แก้ความกำกวม)
พระเทวฤทธิ์อินทรวรกร
พระเจ้าใหญ่ วัดหงษ์
พระเจ้าใหญ่วัดหงษ์.jpg
พระเทวฤทธิ์อินทรวรกร หรือ พระเจ้าใหญ่
ข้อมูลทั่วไป
ชื่อเต็ม พระเทวฤทธิ์อินทรวรกร
ชื่อสามัญ พระเจ้าใหญ่ วัดหงษ์
ประเภท พระพุทธรูป
ศิลปะ ปางมารวิชัย
ขนาด
• ความกว้าง
• ความสูง

1.6 เมตร
2 เมตร
วัสดุ เนื้อผงธุลีผสมยางไม้ ลงรักปิดทองหนา
สถานที่ประดิษฐาน พระวิหาร วัดหงษ์
ความสำคัญ พระพุทธรูปที่เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของจังหวัดบุรีรัมย์
หมายเหตุ บูรณะเสร็จสิ้นเมื่อปี พ.ศ. 2555

พระเทวฤทธิ์อินทรวรกร หรือ พระเจ้าใหญ่ ประดิษฐานอยู่ ณ วิหารวัดหงษ์ บ้านศีรษะแรต ตำบลมะเฟือง อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ สันนิษฐานว่าสร้างพร้อมกับเมืองพุทไธสง ราวปี พ.ศ. 2200 อายุประมาณ 300 ปีเศษ[1]

พุทธลักษณะเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย เป็นเอกลักษณ์องค์เดียวในประเทศไทยที่ใช้ผงหรือว่านในการสร้าง ถือเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นยุคโบราณที่มีการผสานผงให้มีความแข็งแกร่งทนทาน และเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์องค์เดียวที่สามารถปิดทององค์จริงได้[2] นอกจากนี้ ยังพบพระพิมพ์รูปใบขนุน "รวมปาง" สำริด และพระพุทธรูปแกะสลักจากนอแรดที่ใต้ฐานพระเจ้าใหญ่อีกด้วย[3]

พระเจ้าใหญ่ได้รับการยอมรับว่าเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ และประชาชนให้ความเลื่อมใสศรัทธา มีผู้คนมาพึ่งบุญบารมีพระเจ้าใหญ่อย่างล้นหลาม นอกจากนี้ชาวอำเภอพุทไธสงกำหนดให้มีการจัดงานเฉลิมฉลอง และนมัสการปิดทองพระเจ้าใหญ่ในช่วงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี (ซึ่งตรงกับวันมาฆบูชา) และในปี พ.ศ. 2559 จะเป็นปีที่จัดงานครั้งที่ 71

ตำนานพระเจ้าใหญ่แก้ไข

ในสมัยนั้นเป็นพุทธศตวรรษที่ 8 (พ.ศ. 600-700) เมื่อประมาณพุทธศักราช 641 "พระเจ้าทศรถ" กษัตริย์เมืองเขมร มีพระมเหสีทรงพระนามว่า "อัปสรทอง" มีพระราชธิดา 2 พระองค์ทรงพระนามว่า "เจ้าหญิงทองแก้ว" และ "เจ้าหญิงทองใบ" เจ้าหญิงทั้งสองได้รับการเลี้ยงดูจากพี่เลี้ยงหรือแม่นม นามว่า "นางนวลจันทร์" ซึ่งเป็นธิดาของอำมาตย์เบื้องขวาของพระเจ้าทศรถ กษัตริย์เขมรนามว่า "หมื่นทิพย์" กับ "นางบัวลอย" ผู้เป็นมารดา

พระเจ้าทศรถกษัตริย์เขมรทรงดำริอยากจะสัมพันธไมตรีกับเจ้าเมืองลาว จึงส่งพระราชธิดาทั้งสองพระองค์ ให้ไปอภิเษกสมรสกับเจ้าชายของเจ้าเมืองลาว ระหว่างเดินทางได้มาถึงยังบริเวณแห่งนี้(บริเวณที่ตั้งวัดหงษ์ ในปัจจุบัน) พระพี่เลี้ยงหรือแม่นมได้ล้มป่วยลงอย่างกระทันหัน จึงสั่งพระราชธิดาทั้งสองว่าให้เดินทางไปให้ถึงเมืองลาวและอภิเษกสมรสให้เป็นไปตามประสงค์ของพระเจ้าทศรถ ว่าแล้วก็สิ้นใจตายที่ข้างสระน้ำ ด้วยพระชนมายุ 58 ปี

หลังจากนั้นไม่นานได้มีพระญาคูใหญ่ธุดงคเจ้านามว่า "หลวงปู่ลุน" ได้ธุดงควัตรมาจากถ้ำภูเขาควาย แห่งเมืองลาว เข้ามายังบริเวณแห่งนี้ (วัดหงษ์ในปัจจุบัน) การเดินธุดงค์มาของหลวงปู่ลุน ได้เดินตามทางช้าง ทางแรดที่เดินมากินน้ำบริเวณนี้อยู่ประจำ คือ ช้าง 11 เชือก ลูกช้าง 3 เชือก แรดใหญ่ 3 ตัว ซึ่งแรดทั้ง 3 ตัวนี้จะเดินตามช้างมาอย่างนี้ทุกๆวัน หลวงปู่ลุนได้สังเกตดูลักษณะ เป็นป่าหนาทึบร่มรื่น โดยเฉพาะมีป่าไม้รังขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก แต่น่าแปลกใจที่ไม่มีสัตว์ส่งเสียงหรือปรากฏให้เห็นแม้แต่ตัวเดียว น่าจะมีหนองน้ำ เดินสำรวจดูก็ไม่มี

พระญาคูเจ้าธุดงค์รอบๆ บริเวณนี้เป็นเวลา 5 วัน ไม่ได้ฉันน้ำฉันอาหารเลย ขณะนั้นเกิดรู้สึกหิวน้ำ จึงสำรวจอีกครั้ง ก็ไม่มีหนองน้ำ จึงตัดสินใจเด็ดใบหญ้าคาแถวนั้นมา 5 ใบ แล้วบริกรรมพระคาถา ใบหญ้าคาก็ประสานกันเป็นหยดน้ำให้พระญาคูได้ฉัน แล้วปักกรดอยู่บริเวณห่างจากสระน้ำประมาณ 20 วา แต่มองไม่เห็นสระน้ำ อาจเป็นเพราะรุขเทวดาบังตาเอาไว้ ทันใดนั้นได้ปรากฏหญิงคนหนึ่งขึ้น แต่งตัวเหมือนคนมียศถาบรรดาศักดิ์ เวลาขณะนั้นประมาณ 5 โมงเย็น หญิงที่ปรากฏกายขึ้นมานั้นคือ พระพี่เลี้ยงหรือแม่นมนวลจันทร์นั่นเอง ได้เล่าความเป็นมาให้หลวงปู่ลุนได้ฟังพร้อมกับเปิดมนต์กำบังตาออกให้หลวงปู่ลุนได้เห็นสระน้ำได้ฉันน้ำและสรงน้ำ แล้ววิญญาณของนางก็หายไป

ต่อมาเวลาประมาณตี 2 ก็มาปรากฏกายให้หลวงปู่ลุนได้เห็นอีก หลวงปู่ลุนคิดในใจว่า ได้สนทนากับสีกานานเกินไปแล้ว อาจจะไม่เป็นผลดีต่อสมณเจ้า จึงถามว่า นางต้องการอะไร จะให้ช่วยเหลืออะไร วิญญาณของแม่นมนวลจันทร์จึงขอร้องให้หลวงปู่ลุนสร้างพระธาตุเจดีย์อยู่ตรงนี้ให้ด้วย ขอให้สร้างให้จงได้ หลวงปู่ลุนรับปากแล้ววิญญาณของแม่นมนวลจันทร์ก็หายไป หลวงปู่ลุนจึงได้อธิษฐานจิตและถอดผ้าสังฆาฏิ วางตรงที่จะสร้างพระธาตุเจดีย์ แล้วเอาก้อนหินทับไว้ จึงดำริในใจว่า เราจะธุดงค์ต่อไปไม่ได้ เพราะผ้าไม่ครบ 3 ผืน จึงกลับถ้ำภูเขาควาย โดยใช้พระคาถาย่นระยะทาง หลวงปู่เดินเพียง 3 ก้าว ก็ถึงภูเขาควาย หลวงปู่ลุนได้ชักชวนพระสงฆ์ ชาวบ้านผู้มีจิตศรัทธารวมกันเป็นผู้สร้าง กลับมาสร้างพระธาตุเจดีย์ นายช่างผู้มีน้ำใจประกอบด้วย

  1. นายคำพูล (เป็นชาวเขมร มีอาวุโสสูงสุดและเป็นหัวหน้าช่าง)
  2. นายพุธ
  3. นายบุญชู
  4. นายคำพอน (มีลูกสาวมาด้วยคือนางทองจันทร์)
  5. นางสีน้อย (มีลูกสาวมาด้วยคือนางสอน)
  6. นางเรือน
  7. นางแพง (มีลูกสาวมาด้วยพร้อมหลานสาวอีก 3 คน ลูกคือ นางปื้น หลาน คือนางพิม นางพัดและนางที)
  8. นายคำโบง
  9. นายอุน
  10. นายใส
  11. นายนาจ
  12. นายจ่าง
  13. นายคำวงษ์
  14. นายสงฆ์
  15. นายคำมูล

เมื่อดำเนินการสร้างพระธาตุเจดีย์เสร็จแล้ว โดยพระธาตุเจดีย์มีความสูงประมาณ 1 เมตร ลักษณะคล้ายสถูป(ขันคว่ำ) มีพระอริยสงฆ์ร่วมพุทธาภิเษกพระธาตุเจดีย์เพื่อเป็นสิริมงคล และความศักดิ์สิทธิ์ 3 องค์ คือ

  1. หลวงปู่ลุน จากภูเขาควาย เมืองลาว
  2. หลวงปู่ใหญ่ เทพ โลกอุดร หรือหลวงปู่เพชร จากเมืองศรีเทพ
  3. หลวงปู่บุญ หรือหลวงปู่คำน้อย จากเมืองละโว้

เมื่อพุทธาภิเษกเสร็จสมบูรณ์ ได้ปรากฏหงส์ทองคำ 2 ตัว ลงกินน้ำอยู่สระน้ำใกล้ๆ กับพระธาตุเจดีย์ห่างไปเพียง 20 วา(หงส์ทองคำ 2 ตัวนี้จะมาลงกินน้ำที่สระแห่งนี้ปีละครั้ง ซึ่งบินมาจากป่าหิมพานต์ ห้วงเวลาของปีที่หงส์ทองคำ 2 ตัวมากินน้ำที่สระแห่งนี้ จะไม่มีสัตว์อื่นๆตัวใดส่งเสียงหรือปรากฏตัวเลย) จึงพร้อมใจกันตั้งชื่อพระธาตุเจดีย์ว่า "พระธาตุหงส์ทองคำ" และตั้งชื่อสระน้ำว่า "สระหงส์" ปีที่สร้างพระธาตุเจดีย์หงส์ทองคำเสร็จสมบูรณ์ คือปี พ.ศ. 641 (พระธาตุหงส์ทองคำนี้บรรพบุรุษของเราได้สร้างพระธาตุครอบองค์เก่าถึง 3 ครั้งแล้ว)

กาลเมื่อครั้งสร้างพระธาตุเจดีย์เสร็จแล้ว คณะก็เดินทางกลับเมืองลาว กล่าวถึงธิดากษัตริย์เขมรทั้ง 2 พระองค์ คือ เจ้าหญิงทองแก้วและเจ้าหญิงทองใบ ก็ได้อภิเษกสมรสกับเจ้าชายเจ้าเมืองลาว (เมื่ออภิเษกสมรสแล้วชาวเมืองลาวเรียกเจ้าหญิงทั้งสองว่า เจ้านางคำแก้วและเจ้านางคำใบ คำว่า "คำ" ในภาษาลาวหมายถึง ทอง) ต่อมากษัตริย์เจ้าเมืองลาว มีความประสงค์ที่จะสร้างพระพุทธรูป เพื่อเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนา ระหว่างเมืองเขมรและเมืองลาว จึงได้ปรึกษาหลวงปู่ลุน หลวงปู่ลุนทราบว่าสถานที่ก่อสร้างพระธาตุเจดีย์นั้นเป็นสถานที่พระสารีบุตร อัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธองค์ เคยมานั่งปฏิบัติธรรมกรรมฐานโปรดสัตว์ (พระสารีบุตรจะไปนั่งปฏิบัติกรรมฐานตามรอยของพระพุทธองค์ที่เคยผ่านไป ทุกหนทุกแห่งในโลกนี้) จึงบอกให้กษัตริย์เจ้าเมืองลาวไปสร้างพระพุทธรูป ณ ที่แห่งนี้ (วัดหงษ์ในปัจจุบัน) กษัตริย์เจ้าเมืองลาวจึงได้มอบหมายให้เจ้านาง ธิดากษัตริย์เขมรทั้ง 2 คือเจ้านางคำแก้วและเจ้านางคำใบ พร้อมบริวาร พลช้าง พลม้า ลูกหาบ พระสงฆ์ นำโดยหลวงปู่ลุน โดยมีนายคำพูล (ช่างชาวเขมร เป็นหัวหน้าเหมือนเดิม) เดินทางมาถึงบริเวณ บัดนั้นวิญญาณของแม่นมนวลจันทร์ ก็ปรากฏกายขึ้นมาร่วมในการสร้างด้วย หลวงปู่ลุนเลือกสถานที่จะสร้างพระพุทธรูปตรงที่พระสารีบุตรเคยนั่งปฏิบัติกรรมฐาน โดยห่างจากพระธาตุเจดีย์ประมาณ 3 วา ทางทิศอุดร เริ่มวางฐานครั้งแรกตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 3 ปี พ.ศ. 648 (พรรษาที่ 7 ของหลวงปู่ลุน หลังจากสร้างพระธาตุเจดีย์เสร็จ) แต่หยุดการก่อสร้างไว้ก่อน กลับไปช่วยทางเมืองลาวสร้างวัด กลับมาเริ่มการสร้างใหม่อีก เมื่อวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 5 สร้างไปเรื่อยจนเสร็จสมบูรณ์ เมื่อวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ของปี พ.ศ. 649 (พรรษาที่ 8 ของหลวงปู่ลุน หลังจากสร้างพระธาตุเจดีย์เสร็จ) เมื่อสร้างพระพุทธรูปเสร็จแล้ว มีพระอริยสงฆ์ร่วมพุทธาภิเษก เพื่อเป็นสิริมงคลและความศักดิ์สิทธิ์ 5 องค์ ดังนี้

  1. หลวงปู่ลุน สุธีโร
  2. หลวงปู่ใหญ่ เทพ โลกอุดร หรือหลวงปู่เพชร
  3. หลวงปู่ขาวหรือหลวงปู่คำน้อย
  4. พระสังฆราชคำจันทร์ อาจาโร
  5. หลวงปู่กองหมัน ทีระโส

พระอริยเจ้าทั้ง 5 องค์ ได้อธิษฐานจิตด้วยพระคาถาวาจาสิทธิ์ (เฉพาะปลุกเสกพระเจ้าใหญ่เท่านั้น) เมื่อพิธีพุทธาภิเษกเสร็จสมบูรณ์แล้ว จึงพร้อมใจกันตั้งชื่อพระพุทธรูปว่า "พระเจ้าใหญ่" เพื่อเป็นสิริมงคลตามนามของหลวงปู่ใหญ่ เทพ โลกอุดร ผู้เป็นประธานใหญ่ในพิธีพุทธาภิเษก นั่นเอง ความศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฎิหาริย์ขององค์พระเจ้าใหญ่ จึงบังเกิดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

หลังจากสร้างองค์พระเจ้าใหญ่เสร็จสิ้นแล้ว คณะของเจ้านางทั้ง 2 ได้เดินทางต่อไปยังเมืองเขมร เพื่อเยี่ยมพระบิดา คณะของหลวงปู่ลุนเดินทางกลับเมืองลาว แต่ยังมีอีกคณะหนึ่ง ซึ่งเป็นไพร่พลจากเมืองลาว ไม่กลับไปไหน ได้ตั้งหลักปักฐานตั้งแหล่งที่อยู่ห่างจากองค์พระเจ้าใหญ่ไปทางทิศบูรพาประมาณ 2 เส้น (ปัจจุบันเรียกหนองสิม) แต่อยู่ได้ไม่ถึงปี เพราะบริเวณที่ตั้งบ้านเรือนเป็นทางผ่านของช้างที่ไปลงกินน้ำที่หนองน้ำ(ปัจจุบันเรียกหนองพังและหนองพังโคก)จึงอพยพไปตั้งบ้านเรือนอยู่แหล่งใหม่ ห่างจากองค์พระเจ้าใหญ่ไปทางทิศอุดร ประมาณ 20 เส้น(ปัจจุบันเรียกบริเวณหนองสาและหนองท่ม)แต่อาศัยอยู่ประมาณ 20 ปี ก็เกิดความแห้งแล้ง เกิดโรคระบาด (ไข้ทรพิษ) จึงอพยพกลับเมืองลาวไป(โดยผ่านไปทางเมืองชัยภูมิ)

ต่อมาประมาณปี พ.ศ. 671 เมืองเขมรเกิดการแตกแยกช่วงชิงอำนาจความเป็นใหญ่กัน แม่ทัพ นายกอง กลุ่มหนึ่งได้พาผู้คนหลายร้อยคนอพยพหลบหนี เพื่อหาแหล่งตั้งเมืองใหม่ ได้มาพบบริเวณเหมาะที่จะตั้งเมือง (เป็นบริเวณที่อยู่ห่างองค์พระเจ้าใหญ่ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 31 เส้น ปัจจุบันนี้เรียก โนนเจ้าเมือง) จึงให้คณะม้าเร็วไปบอกข่าวแก่เจ้าเมืองของตน เจ้าเมืองได้เดินทางมาปักหลักเสาเมือง เพื่อที่จะสร้างเมือง (ชาวบ้านเรียกเสาเข) แล้วเจ้าเมืองเดินทางกลับไป แต่ยังไม่ได้สร้างเมืองอย่างถาวรก็เกิดโรคระบาดเสียก่อน (ไข้ทรพิษ) แม่ทัพ นายกองจึงพาไพร่พลอพยพกลับเมืองเขมร แต่ก็ยังมีผู้คนบางส่วนไม่กลับไปด้วย ได้สร้างหมู่บ้านอยู่บริเวณที่ตั้งเมือง (ชาวบ้านเหล่านี้เรียกสถานที่จะตั้งเมืองว่า โนนเจ้าเมือง) แต่ก็อาศัยอยู่ได้ไม่ถึง 3 ปี ก็อพยพหนีไป เพราะโรคระบาดหนักขึ้น

กาลต่อมาบริเวณแห่งนี้เกิดความรกร้างว่างเปล่ามาเป็นเวลาประมาณ 896 ปี จนถึงปี พ.ศ. 1567 จึงมีพ่อค้าชาวเผ่ากุลา ซึ่งเป็นชนเผ่าร่อนเร่ค้าขายไปเรื่อยทั่วอาณาจักรต่างๆ และได้เดินทางรอนแรมมาจากนครปัตตานี ซึ่งขณะนั้นได้เกิดสงครามชิงเมืองขึ้น เรือสำเภาสินค้าของชาวเผ่า ได้ถูกเผาวอดวายหมด จึงพากันอพยพหนีตายมาถึงบริเวณนี้ (วัดหงษ์ในปัจจุบัน) มาพบองค์พระเจ้าใหญ่ ประดิษฐานอยู่กลางป่า เกิดความศรัทธาจึงพร้อมใจกันที่จะอาศัยอยู่ตรงนี้ โดยพิจารณาตรงที่จะสร้างที่พักอาศัยของหัวหน้าเผ่า เป็นบริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่ แต่ว่าตรงนั้นเป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าใหญ่ จึงพร้อมใจกันเคลื่อนย้ายองค์พระเจ้าใหญ่ไปทางทิศบูรพา ประมาณ 3 วา อาศัยอยู่ได้ประมาณ 4 เดือน (มาอยู่ครั้งแรกเดือน 7 อพยพหนีเดือน 11) เกิดความแห้งแล้ง และมีโรคระบาดอีก ทำให้หัวหน้าเผ่าต้องตายลง จึงพากันอพยพหนีตายไปที่เมืองสาเกตุนคร (จังหวัดร้อยเอ็ดในปัจจุบัน)

ต่อมาประมาณปีพุทธศักราช 2003 มีผู้คนเดินทางมาจากเมืองหลวงพระบางผ่านมาทางเมืองชัยภูมิ และมีผู้คนเดินทางมาจากเมืองสาเกตุนคร (ช่วงเวลานั้นเกิดการรบพุ่งกันระหว่างเมืองสาเกตุนครกับเมืองศรีเทพ) ทั้งสองกลุ่มได้เดินทางมาพบกันตรงบริเวณประดิษฐานพระเจ้าใหญ่ จึงร่วมกันสร้างหมู่บ้านขึ้น ณ บริเวณแห่งนี้ หลังจากตั้งหมู่บ้านได้ประมาณ 5 ปี คือปี พ.ศ. 2008 ก็ได้ร่วมกันสร้างวัดขึ้น พอสร้างเสร็จได้เห็นหงส์ทองสองตัว (สองตัวเดิมที่ลงมากินน้ำทุกปี) มาลงกินน้ำที่สระหงส์ จึงได้พร้อมใจกันตั้งชื่อว่า “วัดหงส์” ตามหงส์ทองคู่นั้น (ปัจจุบัน เขียนวัดหงษ์)

ต่อมาประมาณปีพุทธศักราช 2119 ได้เกิดโรคระบาดขึ้นอีก (ไข้ทรพิษ) ผู้คนล้มตายกันเป็นจำนวนมาก จึงได้พากันอพยพหนีตายอีกครั้ง ต่อมาประมาณปีพุทธศักราช 2216 ทัพเขมรที่เคยมาและอพยพหนีไปได้แตกทัพหนีตายมาอีก และได้มาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ โนนเจ้าเมือง (ตรงที่เคยปักหลักเสาเมืองไว้ว่าจะสร้างเมืองหรือเสาเข) และได้พากันบูรณะวัดหงส์ (ปัจจุบันเขียนวัดหงษ์) โดยได้พากันเคลื่อนย้ายองค์พระเจ้าใหญ่อีกครั้ง โดยเคลื่อนย้ายไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 3 วา แม่ทัพนายกองและผู้คนอาศัยอยู่ได้ประมาณ 1 เดือน ก็เกิดโรคระบาดขึ้นอีก จึงยกทัพอพยพผู้คนหนีไปเมืองเขมรอีก ประมาณ 7 ปีต่อมา คือ พ.ศ. 2223 ก็ได้มีผู้คนเดินทางมาจากเมืองสาเกตุนคร (เมืองร้อยเอ็ดหรือเมืองศรีภูมิ) นำโดยหลวงปู่เวียง พระเถรธุดงคเจ้าจากถ้ำภูเขาควายแห่งเมืองลาว มาสร้างหมู่บ้านและบูรณะวัดหงส์ (ปัจจุบัน เขียนวัดหงษ์) ขึ้นอีกครั้ง โดยได้ทำการเคลื่อนพระเจ้าใหญ่อีกครั้ง ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 5 วา (ตรงที่พระเจ้าใหญ่ประดิษฐานอยู่ในปัจจุบันนี้ ตรงที่แห่งนี้ใต้องค์พระเจ้าใหญ่เป็นรอยพระพุทธบาทของสมเด็จองค์ปฐม) หลวงปู่เวียงจำพรรษาอยู่ได้ 7 พรรษาก็ธุดงค์กลับไปจำพรรษาอยู่ที่ถ้ำภูเขาควายได้ 1 พรรษา แล้วท่านก็ธุดงค์กลับมาวัดหงส์อีก และจำพรรษาอยู่ 5 พรรษา ท่านก็อาพาธ จึงเดินทางโดยเกวียนไปละสังขารอยู่ที่ถ้ำแห่งเมืองเชียงคาน ชาวบ้านก็อยู่อย่างสงบร่มเย็นเรื่อยมา และมีพระสงฆ์จำพรรษาสืบต่อพระพุทธศาสนา เรื่อยมา จนถึงประมาณพุทธศักราช 2387 ชาวบ้านได้พบแรดใหญ่นอนตายอยู่หนองน้ำห่างจากวัดไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 3 เส้น จึงตัดเอานอมาแกะสลักเป็นพระพุทธรูปบูชานาคปรกหัวเดียว (หมายถึงความร่มเย็น) ถวายให้เป็นพระพุทธรูปคู่บารมีพระเจ้าใหญ่ เรียกหนองน้ำนี้ว่า "หนองหัวแรด" และตั้งชื่อหมู่บ้านที่ยังไม่มีชื่อหมู่บ้านว่า "บ้านหัวแรด" (บางคนเรียกเพี้ยนไปว่าบ้านหัวแฮด) จนถึงปัจจุบันนี้ ได้เปลี่ยนชื่อหมู่บ้านเป็น "บ้านศีรษะแรต" จนถึงปัจจุบัน

บูรณะแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. [1], สถานที่ท่องเที่ยว พระเจ้าใหญ่ วัดหงษ์, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย .
  2. [2], วัดหงษ์ดอตคอม เว็บไซต์วัดหงษ์ บ้านศีรษะแรตอย่างเป็นทางการ.
  3. [3], พระเจ้าใหญ่วัดหงษ์, บุรีรัมย์, เว็บไซต์บริษัทดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับจองที่พักทั่วประเทศไทย, บริษัท ไทยทัวร์ อินโฟ จำกัด.