พระเจ้าอเบลแห่งเดนมาร์ก

พระเจ้าอเบลแห่งเดนมาร์ก หรือ อเบล วัลเดมาร์เซน (ค.ศ. 1218 - 29 มิถุนายน ค.ศ. 1252) ทรงเป็นดยุกแห่งชเลสวิกตั้งแต่ค.ศ. 1232 ถึงค.ศ. 1252 และเป็นพระมหากษัตริย์แห่งเดนมาร์กตั้งแต่ค.ศ. 1250 จนกระทั่งสวรรคต พระองค์เป็นพระราชโอรสในพระเจ้าวัลเดมาร์ที่ 2 แห่งเดนมาร์กที่ประสูติแต่พระมเหสีพระองค์ที่สองคือ บึเร็งการียาแห่งโปรตุเกส และเป็นพระอนุชาในพระเจ้าอีริคที่ 4 แห่งเดนมาร์ก และพระเชษฐาในพระเจ้าคริสตอฟเฟอร์ที่ 1 แห่งเดนมาร์ก[1]

พระเจ้าอเบลแห่งเดนมาร์ก
พระมหากษัตริย์แห่งเดนมาร์ก
Abel af Danmark.JPG
พระบรมสาทิสลักษณ์ฝาผนังของกษัตริยอเบลบนปราสาทครอนบอร์ก
พระมหากษัตริย์แห่งเดนมาร์ก
ครองราชย์1 พฤศจิกายน 1250 – 29 มิถุนายน 1252
ราชาภิเษก1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1250
ก่อนหน้าอีริคที่ 4
ถัดไปคริสตอฟเฟอร์ที่ 1
คู่อภิเษกเม็ชทิลท์แห่งฮ็อลชไตน์
พระราชบุตร
พระนามเต็ม
อเบล วัลเดมาร์เซน แอสตริดเซน
ราชวงศ์แอสตริดเซน
พระราชบิดาพระเจ้าวัลเดมาร์ที่ 2 แห่งเดนมาร์ก
พระราชมารดาเจ้าหญิงบึเร็งการียาแห่งโปรตุเกส
ประสูติค.ศ. 1218
สวรรคต29 มิถุนายน ค.ศ. 1252 (34 ปี)
ไอเดอสเต็ดท์
ฝังพระศพครั้งแรกที่มหาวิหารชเลสวิก
ครั้งต่อมาที่ปราสาทก็อททร็อป
ศาสนาโรมันคาทอลิก

ขณะทรงเป็นดยุกแห่งชเลสวิก พระองค์ทรงขัดแย้งกับกษัตริยอีริคที่ 4 ผู้เป็นพระเชษฐา ซึ่งกษัตริย์ถูกลอบปลงพระชนม์ในปีค.ศ. 1250 และเป็นที่โจษจันว่ามีการวางแผนฆาตกรรม ดยุกอเบลทรงกล่าวคำสาบานต่อพระเจ้าเพื่อลบล้างมลทินนั้น และพระองค์ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นพระมหากษัตริย์ พระองค์ทรงครองราชย์ในช่วงเวลาสั้นๆ เนื่องจากทรงถูกปลงพระชนม์ขณะปฏิบัติการทางทหารในฟรีเชีย

รัชกาลของกษัตริย์อเบลเป็นรัชกาลที่มีระยะเวลาสั้นที่สุดในบรรดาพระมหากษัตริย์เดนมาร์กในศตวรรษที่ 9 พระองค์ทรงสร้างการสืบทอดตำแหน่งดยุกแห่งชเลสวิกผ่านการสืบทายาทใน "ตระกูลอเบล" ซึ่งปกครองดัชชีชเลสวิกจนถึงปีค.ศ. 1375[2]

ช่วงต้นพระชนม์ชีพแก้ไข

ในปีค.ศ. 1232 มีการเลือกตั้งให้เจ้าชายอีริค พระเชษฐาของพระองค์ให้ขึ้นเป็นพระประมุขร่วมของพระเจ้าวัลเดมาร์ที่ 2 แห่งเดนมาร์ก พระราชบิดาและเป็นรัชทายาท ส่วนเจ้าชายอเบลได้รับการเลือกให้สืบตำแหน่งของพระเชษฐาในตำแหน่ง ดยุกแห่งชเลสวิก

ในปีค.ศ. 1237 ดยุกอเบลได้อภิเษกสมรสกับเม็ชทิลท์แห่งฮ็อลชไตน์ ธิดาในเคานท์อดอล์ฟที่ 4 แห่งฮ็อลชไตน์ (ค.ศ. 1205-1261) เนื่องจากเคานท์อดอล์ฟที่ 4 ทรงสละทางโลก และสละตำแหน่งเพื่อไปเป็นนักบวชในคณะฟรานซิสกันในปีเดียวกัน ดยุกอเบลจึงต้องกลายเป็นผู้สำเร็จราชการให้แก่พระอนุชาของพระมเหสีที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะได้แก่ โยฮันน์ที่ 1 เคานท์แห่งฮ็อลชไตน์-คีล (ค.ศ. 1226-1263) และเกอร์ฮาร์ดที่ 1 เคานท์แห่งฮ็อลชไตน์-อิตเซโฮเอ (ค.ศ. 1232-1290)[3]

ดยุกแห่งชเลสวิกแก้ไข

หลังจากการสวรรคตของกษัตริย์วัลเดมาร์ที่ 2 ในปีค.ศ. 1241 ยุวกษัตริย์อีริค พระเชษฐาของดยุกอเบลได้ครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์เดนมาร์ก ในปีต่อมา ดยุกอเบลได้ต่อต้านพระเชษฐา เนื่องจากพระองค์อยากจะให้ดัชชีชเลสวิกเป็นเอกราช พระองค์ได้เผาทำลายและปล้นสะดมตั้งแต่เมืองราเนอส์ไปจนถึงโอเดนเซ บนเกาะฟึน กษัตริย์อีริคได้ทำให้กองทัพของดยุกอเบลต้องประหลาดใจด้วยการโจมตีค่ายของอเบลที่ชเลสวิก ทำให้โซฟีแห่งชเลสวิก พระธิดาที่ยังเยาว์ของดยุกอเบลต้องหลบหนี "ด้วยพระบาทที่เปลือยเปล่าไร้รองพระบาท"[4]

การสู้รบยังคงดำเนินต่อไปจนกระทั่ง เจ้าหญิงโซฟีแห่งเดนมาร์ก (ราว ค.ศ. 1217-1247) พระเชษฐภคินีของดยุกอเบล และเป็นชายาในโยฮันที่ 1 มาร์เกรฟแห่งบรันเดนบูร์ก (ราวค.ศ. 1213-1266) เข้ามาเป็นคนกลางในการเจรจาไกล่เกลี่ยข้อตกลงระหว่างดยุกอเบลและกษัตริย์อีริคที่ 4 ซึ่งดำเนินไปจนถึงค.ศ. 1250 เมื่อกษัตริย์อีริคที่ 4 ถูกลอบปลงพระชนม์ขณะเสด็จไปเยี่ยมเยือนตำหนักของดยุกอเบลในชเลสวิก

พระมหากษัตริย์แก้ไข

กษัตริย์อีริคที่ 4 ทรงถูกปลงพระชนม์โดยเลฟ กัดมุนด์เซน (ราวค.ศ. 1195-1252) มหาดเล็กของดยุกอเบลและมือสังหารคนอื่นๆ พระวรกายไร้เศียรของกษัตริย์ถูกโยนทิ้งลงอ่าวชเล แต่ดยุกอเบลและขุนนางยี่สิบสี่คนจะประกอบพิธีสาบานอย่างเป็นทางการ ("พิธีสัตย์สาบานโหลทวีคูณ"; ในเดนมาร์ก "dobbelt tolvter-ed") ว่า องค์ดยุกไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรม แต่เป็นที่รู้ไปทั่วในหมู่พสกนิกรว่า กษัตริย์อีริคถูกปลงพระชนม์ด้วยคำสั่งของพระอนุชา มีคำที่คนทั่วไปพูดกันตามคติศาสนายูดายว่าทรงเป็น "อาเบลตามชื่อ แต่เป็นคาอินตามการกระทำ" (เดนมาร์ก, "Abel af navn, Kain af gavn") (ตำนานของศาสนายูดายระบุว่าคาอินผู้เป็นพี่ชายฆ่าอาเบลผู้เป็นน้องชาย)[5]

สวรรคตแก้ไข

หลังจากทรงปลดเปลื้องจากข้อกล่าวหาด้วยคำสาบานแล้ว ดยุกอเบลได้รับการประกาศให้เป็นพระมหากษัตริย์แห่งเดนมาร์กที่สภาวีบอร์ก ในวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1250 กษัตริย์อเบลครองราชย์ได้เพียงหนึ่งปีครึ่ง พระองค์ทรงได้รับข่าวว่าชาวนาในฟรีเชียนำโดยซิกโก สฮาร์เดมาแห่งฟรีส์ลันด์ ปฏิเสธที่จะจ่ายภาษีตามที่เดนมาร์กเรียกเก็บ กษัตริย์อเบลจึงจัดกองทัพเพื่อไปปราบปราม ขณะทรงมีพระชนมายุ 33 พรรษา กษัตริย์อเบลถูกปลงพระชนม์โดยช่างทำล้อเกวียนที่ชื่อว่า เฮนเนอ ทรงถูกสังหารบนสะพานฮูซุมใกล้เมืองไอเดอสเต็ดท์ ในวันที่ 29 มิถุนายน ค.ศ. 1252

ในขณะนั้นพระโอรสของกษัตริย์อเบลคือ วัลเดมาร์ที่ 3 ดยุกแห่งชเลสวิก (ค.ศ. 1238-1257) ถูกจับตัวเรียกค่าไถ่โดยอาร์กบิชอปแห่งโคโลญ และดังนั้นพระอนุชาของกษัตริย์คือ เจ้าชายคริสตอฟเฟอร์ ได้ประกอบพิธีราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ในวันคริสต์มาสปีค.ศ. 1252 ณ มหาวิหารลุนด์[6]

หลังจากการสวรรคตของกษัตริย์อเบล สมเด็จพระพันปีหลวงเม็ชทิลท์ได้เข้าถือครองเป็นนางชีในคอนแวนต์ แต่หลังจากนั้นทรงสละทางศาสนาเพื่อเสกสมรสกับขุนนางสวีเดนคือ บีร์เยอ ยาร์ล ในปีค.ศ. 1261[7] บีร์เยอเคยเป็นศัตรูของกษัตริย์อเบล และไม่นานก่อนกษัตริย์สวรรคต บีร์เยอสร้างความพยาบาทอันยาวนานทางการทหารต่อต้านพระองค์ และทุกอย่างยุติลงเมื่อกษัตริย์สวรรคต[8]

มรดกแก้ไข

 
อนุสรณ์รำลึกการสวรรคตของกษัตริย์อเบลตั้งอยู่ในป่านอกชเลสวิก (เยอรมัน: Tiergarten, เดนมาร์ก: Dyrehave)

ผู้คนจำนวนมากมองว่าการสวรรคตอย่างปัจจุบันทันด่วนของกษัตริย์อเบลเป็นการพิพากษาจากพระเจ้าด้วยความผิดที่พระองค์ปลงพระชนม์พระเชษฐา พระบรมศพของกษัตริย์อเบลถูกฝังที่มหาวิหารชเลสวิก ว่ากันว่าบาทหลวงได้ยินเสียงแปลกๆ ในตอนกลางคืน พวกเขาจึงกลัวที่จะเข้าไปในโบสถ์ช่วงนั้น พวกเขาเชื่อว่าดวงพระวิญญาณที่ชั่วร้ายของกษัตริย์อเบลจะออกมาดำเนินไปทั่วในตอนกลางคืน ดังนั้นพระบรมศพของกษัตริย์จึงถูกนำออกมานอกโบสถ์ และยัดพระบรมศพลงในหลุมศพที่เปียกชื้นข้างปราสาทก็อททร็อปนอกเมืองชเลสวิก บางคนได้นำไม้ตอกเสียบทะลุโลงเข้าหน้าอกของกษัตริย์อเบลเพื่อแน่ใจว่าพระองค์ยังคงอยู่ในหลุมศพนั้น มีการเล่าขานกันมายาวนานว่าผีกษัตริย์ไม่พบความสุขสงบและบางครั้งมีรายงานเกี่ยวกับ "การล่าสัตว์ของอเบล" ซึ่งปรากฏชายใบหน้าสีดำขี่ม้าสีขาว พร้อมสุนัขปีศาจล่าเนื้อ ออกล่าไปบริเวณท่าเทียบเรือและป่าของชเลสวิก[9]

เชื้อสายของกษัตริย์อเบล ถูกเรียกว่า "ตระกูลอเบล" ปกครองจัตแลนด์ใต้จนถึงปีค.ศ. 1375 มักจะร่วมมือกับญาติวงศ์ในฮ็อลชไตน์ ในการสร้างปัญหาถาวรให้แก่รัฐบาลเดนมาร์ก พวกเขาแยกกันปกครองฟรีเชีย ฮ็อลชไตน์และชเลสวิกส่วนใหญ่ซึ่งอยู่ในเขตเดนมาร์ก พระปนัดดาของพระองค์ครองราชย์ในช่วงเวลาสั้นๆ คือ พระเจ้าวัลเดมาร์ที่ 3 แห่งเดนมาร์ก ก่อนจะถูกปลดออกจากราชบัลลังก์ แต่เชื้อสายของกษัตริย์อเบลได้สืบราชบัลลังก์ผ่านพระปนัดดาหญิงคือ เฮลวิกแห่งชเลสวิช ที่ได้เป็นสมเด็จพระราชินีแห่งเดนมาร์กผ่านการอภิเษกสมรสกับพระเจ้าวัลเดมาร์ที่ 4 แห่งเดนมาร์ก เชื้อสายของพระราชินีเฮลวิกสิ้นสุดลงด้วยรัชกาลของพระเจ้าคริสตอฟเฟอร์ที่ 3 ผู้สืบบัลลังก์ต่อมาคือ พระเจ้าคริสเตียนที่ 1 แห่งเดนมาร์กก็สืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์อเบล ผ่านพระราชธิดาคือ เจ้าหญิงโซฟี ดังนั้นถ้าไม่นับเชื้อสายของพระเจ้าคริสตอฟเฟอร์ที่ 1 ที่สืบมาถึงพระเจ้าวัลเดมาร์ที่ 4 พระมหากษัตริย์เดนมาร์กทุกพระองค์ล้วนสืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์อเบล

อภิเษกสมรสและพระโอรสธิดาแก้ไข

ทรงอภิเษกสมรสกับเม็ชทิลท์แห่งฮ็อลชไตน์ หรือ มาทิลดา ในวันที่ 25 เมษายน ค.ศ. 1237 มีพระราชโอรสธิดาดังนี้

  พระนาม ประสูติ สิ้นพระชนม์ คู่สมรส และพระโอรส-ธิดา
- เจ้าชายวัลเดมาร์ที่ 3 ดยุกแห่งชเลสวิก ค.ศ. 1238 ค.ศ. 1257 ไม่ทรงอภิเษกสมรส
- เจ้าหญิงโซฟีแห่งเดนมาร์ก ค.ศ. 1240 หลัง ค.ศ. 1284 อภิเษกสมรสวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1258 กับ
เบิร์นฮาร์ดที่ 1 เจ้าชายแห่งอัลฮัลท์-เบิร์นบูร์ก
มีพระโอรสธิดา 6 พระองค์ ได้แก่
โยฮันที่ 1 เจ้าชายแห่งอัลฮัลท์-เบิร์นบูร์ก
อัลเบร็คท์ บิชอปแห่งฮัลเบอสตัดท์
เบิร์นฮาร์ดที่ 2 เจ้าชายแห่งอัลฮัลท์-เบิร์นบูร์ก
ไฮน์ริช เจ้าคณะโดมินิกันในฮัลเบอสตัดท์
รูดอล์ฟแห่งอัลฮัลท์-เบิร์นบูร์ก
โซฟี เคานท์เตสแห่งฮ็อลชไตน์
  เจ้าชายอีริคที่ 1 ดยุกแห่งชเลสวิก ราว ค.ศ. 1241 27 พฤษภาคม ค.ศ. 1272 อภิเษกสมรส ค.ศ. 1259 หรือ 1260 กับ
มาร์กาเรเธแห่งรือเกิน
มีพระโอรสธิดา 3 พระองค์ ได้แก่
มาร์เกรเธอ เคานท์เตสแห่งชเวรีน
วัลเดมาร์ที่ 4 ดยุกแห่งชเลสวิก
อีริค ลอร์ดแห่งลังก์เอลันด์
- เจ้าชายอเบล ลอร์ดแห่งลังก์เอลันด์ ค.ศ. 1252 ค.ศ. 1279 อภิเษกสมรส กับ
เม็ชทิลท์แห่งชเวรีน
มีพระธิดา 1 พระองค์ ได้แก่
มาร์เกรเธอ อธิการิณีอารามซาร์เรนทีน

อ้างอิงแก้ไข

  1. Hartley, Mick The Duke of Schleswig-Holstein-Sonderburg-Glücksburg Dated September 29, 2007. Retrieved 14 Feb. 2008
  2. "Abel, 1219-52, Konge". Dansk biografisk Lexikon. สืบค้นเมื่อ August 1, 2018.
  3. "Mechtilde (Mathilde), Dronning, –1288". Dansk biografisk Lexikon. สืบค้นเมื่อ August 1, 2018.
  4. "King Abel". danmarkskonger. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2015-10-23. สืบค้นเมื่อ August 1, 2018.
  5. "Gudmundsen, Lage, –o.1252, Ridder". Dansk biografisk Lexikon. สืบค้นเมื่อ August 1, 2018.
  6. "Valdemar (III), Hertug af Sønderjylland, –1257". Dansk biografisk Lexikon. สืบค้นเมื่อ August 1, 2018.
  7. "Birger Magnusson". Svenskt biografiskt lexikon. สืบค้นเมื่อ August 1, 2018.
  8. Dr. Ulf Sundberg in Medeltidens svenska krig ISBN 9189660110 pp. 78-79
  9. Huitfeldt, Arild. Danmarks Riges Krønike