เปิดเมนูหลัก

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นสรรควิไสยนรบดี

มหาอำมาตย์ตรี ดร. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นสรรควิไสยนรบดี เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นคนไทยคนแรกที่จบการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ นับเป็นเจ้านายไทยพระองค์แรกและเป็นคนไทยคนที่ 2 ที่จบการศึกษาในวิชาระดับปริญญาเอก[1] พระนาม "ดิลกนพรัฐ" หมายถึง "ศรีเมืองเชียงใหม่"

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมหมื่นสรรควิไสยนรบดี
ดิลกนพรัฐ01.jpg
เจ้ากรมพลำภัง
ดำรงตำแหน่ง2 กันยายน พ.ศ. 2454 - 12 มกราคม พ.ศ. 2455
ชายาเจ้าศิริมา ณ เชียงใหม่
ราชวงศ์จักรี
พระบิดาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระมารดาเจ้าจอมมารดาทิพเกษร
ประสูติ3 พฤษภาคม พ.ศ. 2427
สิ้นพระชนม์12 มกราคม พ.ศ. 2456 (28 ปี)
พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ ใน พระราชพิธีโสกันต์

เนื้อหา

พระประวัติแก้ไข

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นสรรควิไสยนรบดี มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 44 ใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาทิพเกษร เจ้านายฝ่ายเหนือในราชวงศ์ทิพย์จักร ประสูติในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2427

ขณะที่มีพระชันษาได้เพียง 16 ปี เจ้าจอมมารดาก็ได้ถึงแก่อนิจกรรม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2443 เป็นต้นมา จึงทรงอยู่ในความดูแลของเจ้าดารารัศมี พระราชชายา ซึ่งเป็นพระญาติฝ่ายพระมารดา

พระอัจฉริยภาพด้านการศึกษาแก้ไข

พ.ศ. 2440 พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐได้เสด็จเข้ารับการศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก (พ.ศ. 2440) ขณะมีพระชันษาได้ 13 ปีบริบูรณ์ การเสด็จประพาสยุโรปครั้งนั้นมีพระราชโอรสตามเสด็จ 4 พระองค์ คือ

เมื่อถึงอังกฤษ พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐได้ทรงเข้าเรียนที่โรงเรียนวอร์เรนฮิลล์ เพื่อศึกษาในระดับประถมศึกษาตอนปลาย ก่อนที่จะย้ายไปเรียนที่โรงเรียนมัธยมชาร์เตอร์เฮาส์ ทั้งๆ ที่โรงเรียนมัธยมกินนอนอีตัน ได้ตกลงรับเข้าศึกษาแล้ว โดยจะเป็นนักเรียนไทยคนแรกที่นั่น เหตุผลที่พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ มิได้เสด็จไปเข้าอีตัน ก็เพราะเจ้าพระยาพระเสด็จฯ เมื่อยังเป็น พระยาวิสุทธสุริยศักดิ์ ผู้ซึ่งได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้เป็นผู้ดูแลการศึกษาของพระราชโอรสในอังกฤษขณะนั้น มีความดำริเห็นว่าพระเจ้าลูกยาเธอยังขาด "ความพร้อม" ที่จะไปเรียนที่อีตัน

ต่อมาในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2443 พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐได้เสด็จกลับกรุงเทพฯ เพราะเจ้าจอมมารดาทิพเกษรป่วยหนัก และถึงแก่พิราลัย คราวนั้น พระองค์ได้ประทับอยู่ในเมืองไทยนานถึง 8 เดือน จนกระทั่งเสร็จสิ้นงานปลงพระศพของพระมารดา จึงทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เสด็จกลับไปศึกษาต่อที่อังกฤษในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2444

การว่างเว้นการเรียนไปนานหลายเดือนทำให้พระองค์ทรงเรียนตามพระสหายในชั้นเรียนไม่ทัน จึงต้องทรงย้ายไปเข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมของเอกชนที่แครมเมอร์ และได้ทรงย้ายไปศึกษาที่เยอรมนีในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2444 ในระหว่าง พ.ศ. 2444-2446 พระองค์ได้ทรงเข้าศึกษาในโรงเรียนมัธยมที่เมืองฮาลเล ภายใต้การควบคุมดูแลของ ดร.ตริน ศาสตราจารย์ชาวเยอรมัน พระองค์ทรงมีความขยันหมั่นเพียรเป็นอย่างสูง จนสามารถเรียนรู้ภาษาเยอรมันได้อย่างแตกฉาน และสำเร็จชั้นมัธยมศึกษาภายในเวลาเพียง 2 ปีเท่านั้น

ใน พ.ศ. 2446 เมื่อมีพระชันษา 19 ปีบริบูรณ์ และได้ประทับอยู่ในยุโรปมาแล้วกว่า 6 ปี พระองค์ได้ทรงเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยมิวนิกในหลักสูตรวิชาเศรษฐศาสตร์การเมือง หรือที่รู้จักกันในสมัยนี้ว่าวิชาเศรษฐศาสตร์ พระองค์ทรงเลือกศึกษาวิชาที่เน้นในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม, ลัทธิเศรษฐกิจ, เศรษฐศาสตร์แรงงาน ตลอดจนวิชารัฐศาสตร์ คือวิชาที่เกี่ยวกับการเมืองและการปกครอง พระองค์ทรงเริ่มการค้นคว้าเพื่อเรียบเรียงวิทยานิพนธ์เรื่อง "เกษตรกรรมในสยาม : บทวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของราชอาณาจักรสยาม" ใน พ.ศ. 2447 โดยทรงขอข้อมูลจากเมืองไทย ซึ่งกระทรวงเกษตราธิการได้รวบรวมส่งไปถวาย นอกจากนั้นก็ยังทรงค้นคว้าจากหนังสือและเอกสารอีกมากมายที่มีอยู่ในห้องสมุดมหาวิทยาลัย ทั้งที่เป็นภาษาเยอรมัน, ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศส รายชื่อหนังสือและเอกสารเหล่านี้ปรากฏในบรรณานุกรมต่อท้ายพระวิทยานิพนธ์ของพระองค์ วิทยานิพนธ์เรื่องนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ถือเป็นเอกสารสำคัญสำหรับนักเศรษฐศาสตร์และนักประวัติศาสตร์ด้านเศรษฐกิจโลกที่สนใจประเทศไทย

ภายหลังที่ได้ทรงศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยมิวนิกเป็นเวลา 2 ปี พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐก็ได้ทรงย้ายไปศึกษาในแขนงวิชาเดียวกัน ณ มหาวิทยาลัยทือบิงเงิน (University of Tübingen) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงของเยอรมนีตอนใต้อีกแห่งหนึ่ง (เมืองทือบิงเงินอันเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ใกล้กับเมืองชตุทท์การ์ท และอยู่ไปทางทิศตะวันตกของเมืองมิวนิก) ณ มหาวิทยาลัยแห่งใหม่นี้ พระองค์ได้ทรงสำเร็จการศึกษาในหลักสูตรปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเรียกเป็นภาษาเยอรมันว่าดอกเตอร์วิทสตาตส์วิสเซนชัฟท์ ใน พ.ศ. 2450 ขณะทรงมีชันษาได้ 23 ปี ภายหลังที่ได้ทรงพิมพ์พระวิทยานิพนธ์เป็นหนังสือขนาดกะทัดรัดฉบับภาษาเยอรมันในชื่อว่า "เกษตรกรรมในสยาม : บทวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของราชอาณาจักรสยาม" โดย ปรินซดิลก ฟอน สิอาม พระนามเรียกในภาษาเยอรมันของพระองค์ ผลงานของพระองค์เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง และถือเป็นเอกสารสำคัญสำหรับนักเศรษฐศาสตร์และนักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของโลกที่สนใจประเทศไทยจักต้องค้นหามาศึกษา

ในพระอัจฉริยภาพด้านการศึกษานั้น กล่าวสรุปได้ว่า พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ

  • ทรงเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับปริญญาทางเศรษฐศาสตร์
  • ทรงเป็นคนไทยคนแรกที่ได้ทำการศึกษาวิจัยสถานภาพและปัญหาเศรษฐกิจแห่งประเทศไทย
  • ทรงเป็นเจ้านายพระองค์แรกและเป็นคนไทยคนที่ 2 ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก

นอกจากนั้น พระองค์เป็นพระราชโอรส 1 ใน 4 พระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงสำเร็จการศึกษาด้านพลเรือนได้รับปริญญาจากมหาวิทยาลัย อันได้แก่

พระกรณียกิจสำคัญแก้ไข

 
จากซ้าย:พระองค์เจ้ารังสิตประยุรศักดิ์, พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ, สมเด็จเจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร, พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ, พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์, พระองค์เจ้าสุริยงประยุรพันธุ์

หลังจากพระองค์เจ้าดิลกนพรัฐได้โดยเสด็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชบิดาในคราวที่เสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2450) นิวัติกลับสู่ประเทศไทยแล้ว ทรงเริ่มเข้ารับราชการในกระทรวงมหาดไทย ในตำแหน่งปลัดกรมพิเศษ แผนกอัยการต่างประเทศ ก่อนจะย้ายไปเป็นปลัดสำรวจ กรมมหาดไทยฝ่ายเหนือ

ต่อมาได้ทรงดำรงตำแหน่งเจ้ากรมเลขานุการ ปฏิบัติงานขึ้นตรงต่อเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ) ในปี พ.ศ. 2453 พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐทรงได้รับพระราชทานยศเป็นอำมาตย์เอก (เทียบยศทหารพันเอก)

ในรัชกาลที่ 6 ทรงได้เลื่อนยศขึ้นเป็นมหาอำมาตย์ตรี (เทียบยศทหารพลตรี) ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งเจ้ากรมพลำภัง (อธิบดีกรมการปกครอง) ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2454[2] และและได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นผู้ช่วยราชปลัดทูลฉลอง ขณะที่ยังคงรั้งตำแหน่งเจ้ากรมพลำภัง (อธิบดีกรมการปกครอง) ต่อไปด้วย

ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2455 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ ขึ้นเป็นพระองค์เจ้าต่างกรม มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสรรควิไสยนรบดี ซึ่งมีข้อความในประกาศว่า

อนึ่ง ทรงพระราชดำริห์ว่า พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ ได้เสด็จออกไปทรงศึกษาวิชา ณ ประเทศยุโรปที่เมืองอังกฤษก่อน แล้วได้เสด็จไปศึกษาในประเทศเยอรมันต่อไป จนทรงสอบไล่ได้ประกาศนียบัตร์เป็นเปรียญรู้ในอรรถคดี ครั้นรัตนโกสินทร์ศก 126 (2450) เสร็จการศึกษาแล้ว ได้เสด็จกลับมารับราชการในกระทรวงมหาดไทย ในน่าที่ปลัดกรมพิเศษ พแนกอัยการต่างประเทศ แล้วเป็นปลัดสำรวจกรมมหาดไทยฝ่ายเหนือ แลเป็นเจ้ากรมเลขานุการเป็นลำดับมา ในบัดนี้ได้ดำรงพระเกียรติยศในตำแหน่งผู้ช่วยราชปลัดทูลฉลองกระทรวงมหาดไทย และเจ้ากรมพลำพัง ทรงพระปรีชาสามารถ อาจให้ราชกิจในหน้าที่นั้น ๆ สำเร็จโดยเรียบร้อยตลอดมา บัดนี้ก็ทรงไวยวุฒิสมควรจะได้รับพระเกียรติยศเปนเจ้าต่างกรมพระองค์หนึ่งได้

จึงมีพระบรมราชโองการ ดำรัสสั่งให้สถาปนา พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ ขึ้นเป็นพระองค์เจ้าต่างกรม มีพระนามตามจาฤกในพระสุพรรณบัตรว่าพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสรรควิไสยนรบดี อัชนาม ทรงศักดินา 15,000 ตามพระราชกำหนดอย่างพระองค์เจ้าต่างกรมในพระบรมมหาราชวัง จงทรงเจริญพระชนมายุ พรรณ ศุข พล ปฏิภาน คุณสารสมบัติ สรรพศิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล วิบุลยศุภผลมโหฬาร ทุกประการ[3]

นอกจากราชการในกระทรวงมหาดไทยแล้ว พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐยังสนพระทัยในการศึกษาระดับอนุบาล (คินเดอร์การ์เต้น) ซึ่งเป็นการศึกษาที่ริเริ่มขึ้นในเยอรมนี และได้ทรงเคยพบเห็นมาในระหว่างที่ศึกษาอยู่ในประเทศนั้น เมื่อเสด็จกลับมาจากยุโรปใหม่ๆ ได้ทรงเป็นบรรณาธิการวารสารชื่อ กุมารใหม่ ซึ่งพิมพ์ออกมาได้ไม่กี่ฉบับอีกด้วย

สิ้นพระชนม์และการพระศพแก้ไข

พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐได้ทรงเสกสมรสกับเจ้าศิริมา ณ เชียงใหม่[4] พระญาติซึ่งกล่าวกันว่ามีพระสิริโฉมยิ่งนัก ทรงครองรักอยู่ได้ไม่นาน พระชายาก็ถึงแก่กรรมอย่างกะทันหันเพราะเป็นตะคริวขณะกำลังสรงน้ำในสระน้ำภายในพระราชวังดุสิต กรมหมื่นสรรควิไสยนรบดีทรงเสียพระทัยอย่างมิอาจจะหักห้ามได้ ประกอบกับประชวรพระเส้นประสาทพิการมาได้ 7 เดือนเศษ ท้ายที่สุดได้ทรงตัดสินพระทัยปลงพระชนม์เองด้วยพระแสงปืนในวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2455 (นับแบบปัจจุบันตรงกับปี พ.ศ. 2456) หลังจากทรงกรมได้เพียง 2 เดือนเท่านั้น สิริพระชันษา 28 ปี 254 วัน

แต่ในหนังสือ เลาะวัง ซึ่งเขียนโดยจุลลดา ภักดิภูมินทร์ (หม่อมหลวงศรีฟ้า ลดาวัลย์) ให้ข้อมูลว่า "...ไม่ปรากฏว่าทรงมีหม่อมห้ามและโอรส ธิดา จึงไม่มีทายาทสืบสกุล" และ "ว่ากันว่า ทรงขัดข้องพระทัยเรื่องราชการงานเมือง เมื่อไม่ได้ดังที่ตั้งพระทัยดีเอาไว้ ก็ทรงน้อยพระทัย หุนหัน ไม่ได้มีเรื่องเกี่ยวกับรัก ๆ ใคร่ ๆ ส่วนพระองค์แต่อย่างใด"[5]

บ่าย 4 โมงเศษหลังวันสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช เสด็จแทนพระองค์มาพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ เจ้าพนักงานเชิญพระศพลงพระลอง ประดิษฐานเหนือแว่นฟ้า 2 ชั้น ประกอบโกศมณฑปใหญ่ พระสงฆ์มีพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ ทรงเป็นประธานสวดสดับปกรณ์ มีพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมทั้งกลางวันกลางคืนและเครื่องประโคมประจำพระศพมีกำหนด 3 เดือน[6]

วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2457 เจ้าพนักงานเชิญพระศพขึ้นรถพระวอวิมานออกจากวังถนนพายัพ เข้าถนนสามเสน บรรจบกับขบวนพระศพพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภัทรายุวดี และขบวนพระศพหม่อมเจ้าดนัยวรนุช เข้าวัดราชาธิวาสราชวรวิหาร ประดิษฐานทั้ง 3 พระศพบนแว่นฟ้าในศาลาการเปรียญ ประกอบพระโกศและเครื่องสูง พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมและเจ้าพนักงานประโคมดนตรีตลอดงาน จน 4 ทุ่มเศษ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ มาบำเพ็ญพระราชกุศล พระราชเวที (หรุ่ม พฺรหฺมโชติโก) เทศนาจบ พระสงฆ์สวดสดับปกรณ์ ถวายอนุโมทนาและถวายอดิเรกแล้ว จึงเสด็จฯ กลับ

วันที่ 28 พฤษภาคม เจ้าภาพบำเพ็ญกุศลแต่เช้า บ่าย 5 โมงเศษ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ มาทอดผ้าไตร 50 ไตร ผ้าขาว 100 พับ พระสงฆ์สวดสดับปกรณ์ถวายอนุโมทนาและถวายอดิเรกแล้ว เจ้าพนักงานเชิญพระศพขึ้นพระเมรุแล้วพระราชทานเพลิงพระศพ

วันที่ 29 พฤษภาคม สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จแทนพระองค์มาทอดผ้าไตรสามหาบ พระสงฆ์สวดสดับปกรณ์แล้วเจ้าพนักงานอัญเชิญพระอัฐิกรมหมื่นสรรควิไสยนรบดีขึ้นรถม้าหลวงไปไว้หอพระนาคในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ส่วนพระอังคารเจ้าพนักงานอัญเชิญขึ้นรถม้าหลวงอีกคันไปบรรจุที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม[7]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์แก้ไข

ราชตระกูลแก้ไข

พระราชตระกูลในสามรุ่นของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นสรรควิไสยนรบดี
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ
กรมหมื่นสรรควิไสยนรบดี

พระชนก:
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระอัยกาฝ่ายพระชนก:
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระปัยกาฝ่ายพระชนก:
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
พระปัยยิกาฝ่ายพระชนก:
สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี
พระอัยยิกาฝ่ายพระชนก:
สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี
พระปัยกาฝ่ายพระชนก:
สมเด็จพระบรมราชมาตามหัยกาเธอ
กรมหมื่นมาตยาพิทักษ์
พระปัยยิกาฝ่ายพระชนก:
หม่อมน้อย
พระชนนี:
เจ้าจอมมารดาเจ้าทิพเกษร
พระอัยกาฝ่ายพระชนนี:
เจ้าสุริยะ ณ เชียงใหม่
พระปัยกาฝ่ายพระชนนี:
เจ้าหนานมหาวงศ์ ณ เชียงใหม่
พระปัยยิกาฝ่ายพระชนนี:
เจ้าบุญนำ ณ เชียงใหม่
พระอัยยิกาฝ่ายพระชนนี:
เจ้าสุวรรณา ณ เชียงใหม่
พระปัยกาฝ่ายพระชนนี:
เจ้าอุตรการโกศล น้อยมหาพรหม ณ เชียงใหม่
พระปัยยิกาฝ่ายพระชนนี:
ไม่ทราบ

อ้างอิงแก้ไข

เชิงอรรถ
  1. สลุงเงิน. 90 ปี กับการจากไปของเจ้าชายที่ถูกลืม
  2. "แจ้งความกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ให้มหาอำมาตย์ตรี พระองค์เจ้าดิลกนพรัตน์ รับราชการในตำแหน่งเจ้ากรมพลัมพัง" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 28 (ตอน 0 ง): หน้า 1183. 3 กันยายน ร.ศ. 130. สืบค้นเมื่อ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2561.
  3. ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศ เลื่อนแลตั้งกรม ตั้งพระองค์เจ้า แลเจ้าพระยา, เล่ม 29, ตอน ก, วันที่ 13 พฤศจิกายน 2455, หน้า 249-250
  4. * คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์ , นาวาอากาศเอก. เจ้านายฝ่ายเหนือ. [1]
  5. จุลลดา ภักดีภูมินทร์. เลาะวัง. กรุงเทพฯ:โชคชัยเทเวศร์, หน้า 53
  6. "ข่าวสิ้นพระชนม์ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสรรควิไสยนรบดี" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 29 (ตอน ง): หน้า 2350-2351. 19 มกราคม ร.ศ. 131. สืบค้นเมื่อ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2561.
  7. "พระราชทานเพลิงพระศพและศพที่พระเมรุวัดราชาธิวาส พุทธศักราช ๒๔๕๗" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 31 (ตอน ง): หน้า 665-668. 21 มิถุนายน พ.ศ. 2457. สืบค้นเมื่อ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2561.
  8. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐฯ, เล่ม ๒๕, ตอน ๒๖, ๒๗ กันยายน พ.ศ. ๒๔๕๑, หน้า ๗๕๘
  9. พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์
บรรณานุกรม