พระราชวังไวต์ฮอล

พระราชวังไวต์ฮอล (อังกฤษ: Palace of Whitehall) เป็นพระราชวังที่ตั้งอยู่ในลอนดอนในสหราชอาณาจักร ที่ประทับหลักของพระมหากษัตริย์อังกฤษในลอนดอนระหว่าง ค.ศ. 1530 - 1698 ยกเว้นเมื่อตึกเลี้ยงรับรอง (Banqueting House) ที่สร้างโดยอินิโก โจนส์ (Inigo Jones) ใน ค.ศ. 1622 เกิดเพลิงไหม้ ก่อนที่ไฟจะไหม้ พระราชวังไวต์ฮอลเป็นพระราชวังที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ที่ประกอบด้วยห้องทั้งหมดกว่า 1,500 ห้อง

พระราชวังไวต์ฮอล
The Old Palace of Whitehall by Hendrik Danckerts.jpg
พระราชวังไวต์ฮอลโดยเฮ็นดริค ดังเคิร์ตส (Hendrick Danckerts) ประมาณ ค.ศ. 1675[1] มองจากทางตะวันตก ตึกองค์รักษ์ม้าอยู่ทางซ้ายสุดโดยมีห้องเลี้ยงรับรองอยู่ข้างหลัง สิ่งก่อสร้างสี่หอเป็นบ้านยามที่มีชื่อว่า "Holbein Gate"[2]
ที่ตั้งนครเวสต์มินสเตอร์ มิดเดิลเซ็กส์ ราชอาณาจักรอังกฤษ
พิกัด51°30′16″N 00°07′32″W / 51.50444°N 0.12556°W / 51.50444; -0.12556
สร้างเมื่อประมาณ ค.ศ. 1240, คริสต์ศตวรรษที่ 15–17
รื้อถอนค.ศ. 1698 (เนื่องจากไฟไหม้)
พระราชวังไวต์ฮอลตั้งอยู่ในใจกลางลอนดอน
พระราชวังไวต์ฮอล
ที่ตั้งของพระราชวังไวต์ฮอลในลอนดอนกลาง

ชื่อของวังใช้เป็นชื่อถนนที่เป็นที่ตั้งของพระราชวังซึ่งในปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสำนักงานบริหารต่างๆ ของรัฐบาลอังกฤษ

ที่ตั้งแก้ไข

เมื่อพระราชวังมีเนื้อที่เต็มที่ ตัวพระราชวังทางเหนือติดถนนนอร์ทธัมเบอร์แลนด์ ทางด้านใต้ติดถนนดาวนิงและดาร์บีเกท ทางตะวันตกอยู่หน้าถนนฮอร์สการ์ด และทางตะวันออกติดแม่น้ำเทมส์โดยมีเนื้อที่ทั้งหมด 23 เอเคอร์ (9.3 เฮ็คตาร์)

ประวัติแก้ไข

ภายในคริสต์ศตวรรษที่ 13 พระราชวังเวสต์มินสเตอร์ก็กลายเป็นศูนย์กลางของรัฐบาลของอังกฤษ และเป็นที่ประทับหลักของพระมหากษัตริย์อังกฤษในลอนดอนมาตั้งแต่ ค.ศ. 1049 บริเวณนั้นจึงเป็นที่นิยม—และราคาสูง วอลเตอร์ เดอ เกรย์ (Walter de Grey) อาร์ชบิชอปแห่งยอร์กซื้อที่ดินในบริเวณนั้นไม่นานหลังปี ค.ศ. 1240 และเรียกว่า “ยอร์กเพลซ” (York Place)

พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1 ประทับที่นี่ในหลายโอกาสขณะที่มีการก่อสร้างที่พระราชวังเวสต์มินสเตอร์ และต้องขยายเพิ่มเติมเพื่อให้เพียงพอกับผู้ติดตามของพระองค์ ยอร์กเพลซได้รับการสร้างใหม่และขยายอย่างใหญ่โตในคริสต์ศตวรรษที่ 15 โดยพระคาร์ดินัลทอมัส โวลซีย์ (Thomas Wolsey) จนมีเพียงแต่วังแลมเบ็ธ (Lambeth Palace) เท่านั้นที่ใหญ่กว่ารวมทั้งพระราชฐานของพระเจ้าแผ่นดินด้วย หลังจากพระเจ้าเฮนรีที่ 8 ปลดคาร์ดินัลโวลซีย์จากอำนาจในปี ค.ศ. 1530 ออกจากตำแหน่งพระองค์ก็ทรงยึดยอร์กเพลซเพื่อใช้แทนพระราชวังเวสต์มินสเตอร์เป็นที่ประทับในลอนดอน พระเจ้าเฮนรีที่ 8 ทรงสำรวจอสังหาริมทรัพย์ที่ยึดมากับคู่หมั้นเลดีแอนน์ โบลีน

 
ผังพระราชวังไวต์ฮอลในปี ค.ศ. 1680.
 
ส่วนหนึ่งของข้อเสนอการเปลี่ยนแปลงเขียนโดยคริสโตเฟอร์ เร็น ในปี ค.ศ. 1698 แต่ก็ไม่ได้สร้างใหม่

ต่อมาพระเจ้าเฮนรีที่ 8 ทรงออกแบบยอร์กเพลซใหม่ และทรงขยายและสร้างใหม่ในรัชสมัยของพระองค์ตามแบบพระราชวังริชมอนด์ นอกจากนั้นก็ยังทรงสร้างสนามโบว์ลิงกลางแจ้ง, คอร์ตเทนนิสต้นตำรับ (Real tennis) ในร่ม, เล้าสำหรับตีไก่ และลานในการประลองทวนบนหลังม้า (jousting) ประมาณกันว่าทรงใช้เงินจำนวนกว่า £30,000 (ประมาณ £11 ล้านในปี ค.ศ. 2007)[3] ในคริสต์ทศวรรษ 1540 กว่า 50% ของเงินที่ใช้สร้างวังบริดเวลล์ (Bridewell Palace) ทั้งหมด พระเจ้าเฮนรีที่ 8 ทรงเสกสมรสที่พระราชวังไวต์ฮอลสองครั้งๆ แรกกับแอนน์ โบลีน ในปี ค.ศ. 1533 และครั้งที่สองกับเจน เซมัวร์ ในปี ค.ศ. 1536 และเป็นที่เสด็จสวรรคตในเดือนมกราคม ค.ศ. 1547 ใน ค.ศ. 1611 เป็นที่แสดงละครที่เขียนโดยวิลเลียม เชกสเปียร์ “The Tempest” เป็นครั้งแรก

พระเจ้าเจมส์ที่ 1ทรงเปลี่ยนแปลงพระราชวังไวต์ฮอลครั้งใหญ่โดยการมีพระราชโองการให้สร้างตึกเลี้ยงรับรอง โดยอินิโก โจนส์ ในปี ค.ศ. 1622 เพื่อใช้แทนตึกเลี้ยงรับรองอื่นๆ ที่สร้างมาตั้งแต่รัชสมัยของพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 การตกแต่งเสร็จในปี ค.ศ. 1634 โดยมีเพดานที่เขียนโดยปีเตอร์ พอล รูเบนส์ที่จ้างโดยพระเจ้าชาลส์ที่ 1 (ผู้ทรงถูกปลงพระชนม์หน้าพระราชวังใน ค.ศ. 1649) ภายในปี ค.ศ. 1650 พระราชวังไวต์ฮอลก็กลายเป็นสิ่งก่อสร้างหมู่ที่ไม่ใช่สิ่งก่อสร้างทางศาสนาใหญ่ที่สุดในอังกฤษโดยมีห้องทั้งหมดกว่ากว่า 1,500 ห้อง ผังของพระราชวังซับซ้อนมากและเป็นสถาปัตยกรรมจากหลายสมัยจึงทำให้ดูเหมือนเป็นเมืองเล็ก ๆ มากกว่าที่จะเป็นสิ่งก่อสร้างเดียว

พระเจ้าชาลส์ที่ 2 ทรงจ้างให้มีการเปลี่ยนแปลงบ้างแต่ไม่มากนักโดยคริสโตเฟอร์ เร็น รวมทั้งชาเปลใหม่ที่สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1687 สร้างที่ประทับของพระราชินีใหม่ (ค.ศ. 1688?) และที่ประทับส่วนพระองค์ของพระราชินี (ค.ศ. 1689)

ปัญหาแก้ไข

ในปี ค.ศ. 1691 เมื่อเป็นพระราชวังที่ใหญ่ที่สุดและซับซ้อนที่สุดในยุโรป—และสิ่งก่อสร้างเล็กๆ น้อยๆ—ที่เมื่อเกิดไฟไหม้ก็เป็นการทำลายโครงสร้างส่วนใหญ่ของสิ่งก่อสร้างเดิม เมื่อวันที่ 4 มกราคม ค.ศ. 1698 ก็เกิดไฟไหม้ขึ้นอีกครั้งๆ นี้ทำลายที่อยู่อาศัยและที่ทำการของรัฐบาลส่วนใหญ่ แม้ว่าจะมีการสร้างใหม่แต่ก็เป็นไปอย่างจำกัดเพราะขาดงบประมาณ ในครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 18 บริเวณส่วนใหญ่ก็ให้เช่าเพื่อสร้างทาวน์เฮาส์

ระหว่างที่เกิดไฟไหม้พระราชวังไวต์ฮอลก็สูญเสียงานศิลปะชั้นเอกไปมากมายที่อาจจะรวมทั้งงานประติมากรรม “Cupid” มีเกลันเจโล ที่ซื้อจากงานสะสมของตระกูลกอนซากา ในคริสต์ศตวรรษที่ 17

ปัจจุบันแก้ไข

ในปัจจุบันตึกเลี้ยงรับรองเป็นส่วนสำคัญของพระราชวังไวต์ฮอลที่ยังเหลืออยู่แม้ว่าจะได้รับการเปลี่ยนแปลงบ้าง ส่วนต่างๆ ที่ยังคงอยู่รวมไปกับสิ่งก่อสร้างใหม่ๆ อื่นๆ ในตึกชุดของสำนักงานรัฐบาล ที่รวมทั้งหอและส่วนอื่นๆ ของคอร์ตเทนนิสในร่มจากสมัยพระเจ้าเฮนรีที่ 8[4]

เริ่มตั้งแต่ ค.ศ. 1938 ด้านตะวันออกสร้างใหม่เป็นสำหรับเป็นสำนักงานของกระทรวงกลาโหม ห้องใต้ดินจากพระคาร์ดินัลทอมัส โวลซีย์ที่รู้จักกันในปัจจุบันว่า “ห้องเก็บไวน์ของพระเจ้าเฮนรีที่ 8” เป็นงานชิ้นสำคัญของสถาปัตยกรรมเพดานโค้งที่ทำด้วยอิฐจากสมัยทิวดอร์ที่ยาว 70 ฟุตและกว้าง 30 ฟุต พบว่าเป็นอุปสรรคต่อการสร้างสิ่งก่อสร้างใหม่ แต่ในปี ค.ศ. 1938 สมเด็จพระราชินีแมรีทรงขอให้รักษาห้องใต้ดินไว้ ห้องนี้จึงถูกบรรจุไว้ในคอนกรีตและย้ายไปจากที่เดิม 9 ฟุตทางตะวันตกและลึก 19 ฟุตในปี ค.ศ. 1949 หลังจากการก่อสร้างเริ่มขึ้นใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในปัจจุบันห้องนี้ก็อยู่ในใต้ถุนตึกใหม่

งานประติมากรรมหินอ่อนจากโบสถ์น้อยเดิมในพระราชวังไวต์ฮอล ที่สร้างโดยพระเจ้าเจมส์ที่ 2 ในปัจจุบันอยู่ที่โบสถ์ที่เบอร์แนมออนซีในซอมเมอร์เซ็ท ที่ย้ายไปจากเวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ในปี ค.ศ. 1820

อ้างอิงแก้ไข

  1. "Hendrick Danckerts". Government Art Collection. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 28 June 2018. สืบค้นเมื่อ 4 January 2010.
  2. The buildings are identified in a pictorial map of 1682 by William Morgan. Reproduced in Barker, Felix; Jackson, Peter (1990). The History of London in Maps. London: Barrie and Jenkins. pp. 42–43. ISBN 0-7126-3650-1.; the so-called "Holbein Gate" as it was known in the 18th century, though any connection with Hans Holbein was fanciful (John Summerson, Architecture in Britain 1530–1830, 9th ed. 1993: 32) survived the fire and was demolished in 1769.
  3. "Measuring Worth calculator". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2008-01-15. สืบค้นเมื่อ 2009-03-07.
  4. Duncan, Andrew (2006). "Cabinet Office". Secret London (5 ed.). London: New Holland. p. 111. ISBN 978-1-84537-305-4.

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข