พระยาชัยสุนทร (โสมพะมิตร)

พระยาชัยสุนทรหรือพระยาไชยสุนทร[1] บ้างออกพระนามพระยาไชยสุนทอน หรือ พระยาไชสุนธรสมพมิษ เดิมพระนามเจ้าโสมพะมิตรหรือท้าวโสมพะมิตร พื้นเมืองเวียงจันทน์ออกพระนามว่าพระยาสมะบพิตรเจ้า[2] หรือพะยาสมพะมิดเจ้า[3] หรือพระยาสมพมิตรเจ้า[4] พงศาวดารเมืองกาฬสินธุ์และเมืองกมลาสัยออกพระนามว่าพระยาสมพมิษ เป็นเจ้าองค์ครองเมืองกาฬสินธุ์ (กาละสินธ์ หรือ กาลสิน) องค์แรก[5] และผู้สร้างเมืองกาฬสินธุ์ (พ.ศ. 2336)[6] ปัจจุบันคือจังหวัดกาฬสินธุ์ เดิมรับราชการในราชสำนักเวียงจันทน์ที่พญาโสมพะมิตรกองถวายส่วยผ้าขาวแด่กษัตริย์เวียงจันทน์ ภายหลังรัชกาลที่ 1 ของสยามสถาปนาขึ้นเป็นเจ้าเมืองกาฬสินธุ์องค์แรกในฐานะหัวเมืองประเทศราช พระยาชัยสุนทรเป็นต้นสกุลวงศ์กาฬสินธุ์ ศรีกาฬสินธุ์ พิมพะนิตย์ พูลวัฒน์ อักขราสา วงศ์กมลาไสย หรือ วงศ์กาไสย และ เกษทอง ทั้งเป็นเชษฐาเมืองแสนฆ้องโปง ต้นสกุล ณ กาฬสินธุ์ (พระราชทานสมัยรัชกาลที่ 6)

พระยาชัยสุนทร(โสมพะมิตร)
[[file:
อนุสาวรีย์พระยาชัยสุนทร (ท้าวโสมพะมิต) อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์
|เจ้าโสมพะมิตร|alt=]]
เจ้าเมืองกาฬสินธุ์
ดำรงตำแหน่ง
พ.ศ.2336 – พ.ศ.2349
ก่อนหน้า ไม่มี
ถัดไป พระยาชัยสุนทร(หมาแพง)
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด พ.ศ.2275
อาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์
เสียชีวิต พ.ศ.2349 อายุ 70 ปี
เมืองกาฬสินธุ์
บุตร 1)ท้าวหมาแพง พระยาไชยสุนทร เจ้าเมืองกาฬสินธุ์ ลำดับที่ 2

2)ท้าวหมาป้อง อุปฮาดเมืองสกลนคร

3)ท้าวหมาสุ่ย อุปฮาดเมืองกาฬสินธุ์

4)ท้าวหมาฟอง พระยากำแหงมหึมา เจ้าเมืองกบินทร์บุรี

ศาสนา ศาสนาพุทธ

ประวัติแก้ไข

ราชตระกูลแก้ไข

พระยาชัยสุนทรเสกสมรสกับพระนางหล้าสร้อยเทวีชาวนครหลวงเวียงจันทน์ เป็นพระโอรสในเจ้าองค์ลอง เป็นพระราชนัดดา (หลานปู่) ในสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 2 (พระไชยองค์เว้ ครองราชย์ราว พ.ศ. 2250-2273) กษัตริย์ราชอาณาจักรล้านช้างองค์ที่ 36 และปฐมกษัตริย์ราชอาณาจักรเวียงจันทน์สมัย 3 อาณาจักร ฝ่ายพระมารดาเป็นพระนัดดาเจ้าผ้าขาว (เจ้าปะขาว) ผู้สร้างเมืองผ้าขาวและเมืองพันนา (เมืองพนาง) ในสกลนคร สมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 2 เป็นพระราชนัดดา (หลานอา) ในพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราชมหาราชและเป็นพระราชนัดดา (หลานปู่) ในพระเจ้าต่อนคำ ฝ่ายเจ้าผ้าขาวเป็นพระราชนัดดากษัตริย์ล้านช้างเวียงจันทน์เช่นกัน ดังนั้นตระกูลพระยาชัยสุนทรจึงเป็นเจ้านายลาวจากราชวงศ์เวียงจันทน์สายหนึ่ง ส่วนเครือญาติบุตรหลานได้ปกครองหัวเมืองลาวจนปฏิรูปการปกครองหลายเมือง เช่น เมืองผ้าขาว (ปัจจุบันคือบ้านผ้าขาวหรือบ้านปะขาว) เมืองพันนา (ปัจจุบันคือบ้านพรรณา) เมืองกาฬสินธุ์ เมืองกมลาสัย (เมืองกมลาไสย) เมืองสหัสขันธ์ เมืองสกลนคร (บ้านธาตุเชียงชุม) เมืองกลางหมื่น (บ้านกลางหมื่น) เป็นต้น[7]

อพยพไพร่พลแก้ไข

พระยาชัยสุนทรหรือท้าวโสมพะมิตประสูติราว พ.ศ. 2275 รับราชการในราชสำนักเวียงจันทน์จนได้รับความชอบ กษัตริย์เวียงจันทน์โปรดเกล้าฯ เลื่อนยศเป็นที่พญาโสมพะมิต ต่อมา พ.ศ. 2320 พญาโสมพะมิตรและญาติพี่น้องคืออุปฮาดเมืองแสนฆ้องโปงและเมืองแสนหน้าง้ำขัดแย้งกับสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 3 แห่งเวียงจันทน์ (พระเจ้าสิริบุนสาน ครองราชย์ราว พ.ศ. 2294-2322) จึงรวบรวมผู้คนเป็นสมัครพรรคพวกประมาณหนึ่งหมึ่นข้ามน้ำโขงผ่านทางหนองบัวลำภูตั้งเป็นชุมชนใหญ่ที่บ้านผ้าขาวและบ้านพันนา (เมืองผ้าขาวพันนา) เมืองเก่าในแขวงมณฑลอุดร[8] บริเวณพระธาตุเชิงชุม ฝ่ายพระเจ้าสิริบุนสานส่งทัพหลวงติดตามมากวาดต้อนผู้คนที่อพยพหลบหนีให้กลับคืนเวียงจันทน์[9] พญาโสมพะมิตรจึงอพยพไพร่พลผ่านกุดสิมคุ้มเก่า เมืองบัวขาว ถอยลงใต้ไปทางบ้านเชียงเครือท่าเดื่อ[10] จนเหลือไพร่พลราว 5,000 เส้นทางการตั้งบ้านเรือนเพื่อหนีความวุ่นวายทางการเมืองจากนครเวียงจันทร์ผ่านทางหนองบัวลำภูแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่คือ

  1. กลุ่มพระยาชัยสุนทร พระยาอุปชา เมืองแสนฆ้องโปง และเมืองแสนหน้า ตั้งเมืองสกลนคร
  2. กลุ่มเจ้าพระวอ เจ้าพระตา แยกตั้งบ้านเรือนที่ดอนมดแดง เวียงฆ้อนกลอง ดงอู่ผึ้ง บ้านแจละแม ตั้งเป็นเมืองอุบลราชธานี
  3. กลุ่มพระครูโพนเสม็กอธิการวัดหรือพระอรหันต์ภายสร้อย แยกตั้งบ้านเมือง ณ เมืองจามปามหานครซึ่งเป็นเมืองร้างโดยตั้งเจ้าสร้อยศรีสมุทร์เชื้อพระวงศ์กษัตริย์เวียงจันทน์เป็นกษัตริย์นครจำปาศักดิ์[11]

ขึ้นเป็นเจ้าเมืองกาฬสินธุ์แก้ไข

เมื่อกองทัพเวียงจันทน์ยกมารบกวนพญาโสมพะมิตจึงยกไพร่พลข้ามสันเขาภูพานลงทิศใต้ สร้างพระพุทธรูปใหญ่ไว้ข้างสิมหนองเทาเก่าตั้งบ้านเรือนหนาแน่นและเป็นใหญ่ปกครองเมืองอยู่บ้านกลางหมื่น (ตำบลกลางหมื่น อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ในปัจจุบัน) เป็นอิสระไม่ขึ้นแก่เมืองใด[12] ด้วยจำนวนไพร่พล 5,000 ต่อมาพระยาอุปชาและเมืองแสนฆ้องโปงถึงแก่กรรมพระเจ้าสิริบุนสานส่งทัพมารบกวน พญาโสมพมิตรจึงขึ้นไปสมทบกับเจ้าพระวอเจ้าพระตาขอไพร่พลร่วมสมทบอีกราว 3,000 คน ราวปีเศษ พ.ศ. 2325 จึงอพยพผู้คนย้อนกลับมาตั้งบ้านเรือนใหม่ที่แก้งส้มโฮง (แก่งสำโรง) ดงสงเปือยริมฝั่งน้ำปาวรวมไพร่พลราว 4,000 คน[13] เหลือไพร่พลที่บ้านกลางหมื่น 1,000 คน พ.ศ. 2336 พญาโสมพะมิตเสด็จไปกรุงเทพมหานครเจริญไมตรีกับกษัตริย์สยาม โดยนำเครื่องเจริญสัมพันธไมตรีมีค่าเป็นกาน้ำสำริดหรือกาทองที่นำติดตัวมาแต่สมัยรับราชการ ณ เวียงจันทน์มอบแด่รัชกาลที่ 1 พร้อมดอกไม้เงิน ดอกไม้ทอง สีผึ้ง น้ำรัก งาช้าง และนอแรด สยามชอบใจจึงยกฐานะบ้านแก้งส้มโฮงขึ้นเป็นเมืองกาฬสินธุ์ตามนามมงคลนิมิตของกาน้ำสำริด[14] สถาปนาพญาโสมพะมิตขึ้นเป็นพระยาไชยสุนทรเจ้าองค์ครองเมืองกาฬสินธุ์องค์แรก[15] ในฐานะประเทศราช (ต่อมาถูกลดฐานะเป็นหัวเมืองชั้นเอกแต่ยังไม่มีหัวเมืองขึ้น) แต่นั้นเจ้าเมืองกาฬสินธุ์ยึดถือนามยศพระยาชัยสุนทรไว้สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองนี้โดยเฉพาะ พระยาชัยสุนทรครองเมืองด้วยความสงบเรียบร้อยโดยลำดับ พ.ศ. 2345 ทรงชราภาพจึงมอบหมายราชการให้ท้าวหมาแพงดูแลรักษา[16]

ประวัติจากเอกสารชั้นต้นแก้ไข

ในพื้นเวียงจันทน์แก้ไข

เอกสารพื้นเวียงจันทน์อย่างน้อย 3 ฉบับระบุตรงกันว่าเมื่อพระยาชัยสุนทรขึ้นปกครองเมืองกาฬสินธุ์ ก่อนเหตุการณ์สงครามเวียงจันทน์-สยามในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าไชยเชฏฐาธิราชที่ 5 (เจ้าอนุวงศ์ ครองราชย์ราว พ.ศ. 2348-2371) สยามส่งนายกองมาสักเลกรุกล้ำแผ่นดินลาวจนชาวเมืองกาฬสินธุ์เดือดร้อน พระยาชัยสุนทรจึงอพยพไพร่พลไปพึ่งพระบรมโพธิสมภารเจ้าอนุวงศ์ที่เมืองสกลนครซึ่งเป็นเมืองเดิมที่ทรงปกครองมาก่อน ดังข้อความ

แต่นั้น พอเมื่อหมดเขตต์แล้วม้มแห่งฤดูฝน ฝูงหมู่นายกองสักออกมามิช้า เขาก็ไปอยู่ตั้งทัพที่กาฬสินธุ์ จัดหัวเมืองเฮ่งมาโฮมหั้น แต่นั้น เลยเหล่าขำเขือกฮ้อนอุบาทว์หลายประการ เสนาเขาแหกเมืองหนีเจ้า เขาก็หมายเพิ่งเจ้ายั้งขม่อมเวียงจันทน์ เขาก็ขนครัวไปเพิ่งบุญจอมเจ้า ชื่อว่าพญาสมะบพิตรเจ้าแหกจากกาฬสินธุ์ เวียนกินเมืองเอกโทนจริงแท้ เจ้าก็มาอยู่สร้างทันที่หนองหาร ชื่อว่าเมืองสกลนครพื้นปฐพีพระธาตุใหญ่ ฯ[17]

พอเมื่อเหมิดเขดแล้วม้มแห่งระดูฝน ฝูงหมู่นายกองสักออกหลำซ้ำ เขาก็ไปอยู่ตั้งทันที่กาละสิน จัดหัวเมืองเล่งมาโฮมหั้น แต่นั้น เลยเล่าขำเขือดฮ้อนอุบาดหลายปะกาน เสนาเขาแหกเมืองหนีเจ้า เขาก็หมายเพิ่งเจ้าหยั้งขม่อมเวียงจัน เขาก็ขนคัวมาเพิ่งบุนจอมเจ้า ซื่อว่าพะยาสมพะมิดเจ้าแหกจากกาละสิน เลียนกินเมืองเอกโทนจิงแท้ เจ้าก็มาอยู่ส้างแทนที่หนองหาน ซื่อว่าเมืองสะกลนะคอนแผ่นดินพระทาดใหย่[18]

พอเมื่อเหมิดเขตแล้วม้มแห่งฤดูฝน ฝูงหมู่นายกองสักออกมาหล่ำซ้ำ เขาก็ไปอยู่ตั้งทันที่กาฬสินธุ์ จัดหัวเมืองเร่งมาโฮมหั้น แต่นั้น เลยเล่าขำเขือกฮ้อนอุบาทว์หลายประการ เสนาเขาแหกเมืองหนีเจ้า เขาก็หมายเพิ่งเจ้ายั้งขม่อมเวียงจันทน์ เขาก็ขนครัวมาเพิ่งบุญจอมเจ้า ชื่อว่าพระยาสมพมิตรเจ้าแหกจากกาฬสินธุ์ เลียนกินเมืองเอกโทนจริงแท้ เจ้าก็มาอยู่สร้างแทนที่หนองหาน ชื่อว่าเมืองสกลนครแผ่นดินพระธาตุใหญ่ ฯ[19]

ในพงศาวดารเมืองกาฬสินธุ์และเมืองกมลาสัย: เอกสารฝ่ายท้องถิ่นแก้ไข

เอกสารพงศาวดารเมืองกาฬสินธุ์ฉบับพระราษฎรบริหาร (ท้าววันทองหรือท้าวทอง) เจ้าเมืองกมลาสัย (เมืองกระมาลาไสย) เขียนด้วยลายมือภาษาลาวอักษรไทยบนสมุดข่อย (สมุดไทยขาวหมึกดำ) สมบัติเดิมของนางรำไพ อัมมะพะ (สกุลเดิม บริหาร) ทายาท ถ่ายสำเนาเมื่อ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2534 โดยธีรชัย บุญมาธรรม อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ สถาบันราชภัฏมหาสารคาม ต่อมานายบุญมี ภูเดช (เปรียญ) พิมพ์รวมในหนังสือพงศาวดารเมืองกาฬสินธุ์และประวัติเมืองขึ้นในยุคเก่า ที่โรงพิมพ์จินตภัณฑ์การพิมพ์ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ เมื่อ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2525 จำนวน 1,000 ฉบับ คำปรารภหนังสือระบุว่าได้ต้นฉบับจากพระราชพรหมจริยคุณ วัดกลาง เมืองกาฬสินธุ์ ซึ่งพิมพ์จากหนังสือที่พระราษฎรบริหาร (วันทอง) เรียบเรียงไว้ เอกสารระบุพระประวัติพระยาชัยสุนทร (โสมพะมิตร) โดยละเอียดดังนี้

...พระราษฎรบริหารเจ้าเมืองกมลาสัยได้ลำดับพงศาวดารเมืองกาฬสินธุ์และเมืองกมลาสัยและเมืองขึ้นไว้สำหรับบ้านเมืองต่อไป เดิมปู่ย่าตายายเจ้านายได้สืบตระกูลต่อ ๆ มานั้นตั้งบ้านเรือนอยู่หนองหานพระเจดีย์เชียงชุมที่เป็นเมืองเก่า ครั้นอยู่มาจะเป็นปีใดไม่กำหนดครั้งนั้นพระครูโพนเสม็ดเจ้าอธิการวัดที่เรียกว่าพระอรหันตาพายสร้อยได้ต่อยอดพระธาตุพนม และเมื่อเกิดเหตุต่าง ๆ ได้พาครอบครัวพวกเจ้านายท้าวเพี้ยราษฎรยกไปตั้งทะนุบำรุงอยู่ ณ เมืองจำปามหานครที่เป็นเมืองเก่าร้างอยู่ ซึ่งโปรดฯ ตั้งเป็นเมืองนครจำปาศักดิ์เดี๋ยวนี้นั้น ตั้งเจ้าสร้อยศรีสมุทซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์พระเจ้าเมืองเวียงจันทน์นั้นขึ้นเป็นเจ้านครจำปาศักดิ์ ครั้นอยู่มาช้านานหลายชั่วก็เกิดเหตุวุ่นวายขึ้นต่าง ๆ เจ้านายท้าวเพี้ยจึงพร้อมกันพาครัวบุตรภรรยาบ่าวไพร่กลับคืนหนีมาตั้งบ้านเรือนทำมาหากินอยู่ที่หนองหานพระเจดีย์เชียงชุมตำบลบ้านผ้าขาวพรรณาตามเดิม แต่ครอบครัวผู้คนยังค้างอยู่เมืองนครจำปาศักดิ์ก็ยังมาก ครั้นต่อมาภายหลังจะปีและศักราชหลวงเท่าใดไม่มีกำหนดแจ้ง ครั้งนั้นพระยาโสมพะมิต พระยาอุปชา เมืองแสนฆ้อนโปง เมืองแสนหน้าง้ำ ๔ คน เป็นผู้ใหญ่พากันควบคุมท้าวเพี้ยบ่าวไพร่บุตรภรรยาตั้งบ้านเรือนทำมาหากินอยู่บ้านผ้าขาวพรรณาและหนองหานพระเจดีย์เชียงชุมซึ่งเป็นเมืองสกลนครเดี๋ยวนี้ มีท้าวเพี้ยบ่าวไพร่รวมประมาณสัก ๕,๐๐๐ เศษ รับราชการทำส่วยผ้าขาวขึ้นกับเมืองเวียงจันทน์ ครั้นอยู่มาพระยาอุปชากับเมืองแสนฆ้อนโปงถึงแก่กรรมไปแล้ว เจ้าเมืองเวียงจันทน์คิดก่อเหตุเกิดวิวาทบาดหมางขึ้นกับพวกพระยาโสมพะมิต เมืองแสนหน้าง้ำ ๆ อพยพพาครัวบุตรภรรยาท้าวเพี้ยบ่าวไพร่ประมาณ ๒,๐๐๐ เศษ หนีลงมาบรรจบอยู่ด้วยกับพวกพระวอที่แตกหนีอพยพครอบครัวมาแต่หนองบัวลำภูมาตั้งอยู่ ณ บ้านแจละแม ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเมืองอุบลราชธานี แต่พระยาโสมพะมิตนั้นอพยพพาครัวบุตรภรรยาท้าวเพี้ยบ่าวไพร่ประมาณสัก ๓,๐๐๐ เศษ ไปตั้งอยู่ริมน้ำปาวที่เรียกว่าแก่งสำโรง แล้วพระยาโสมพะมิตลงไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงโปรดเกล้าฯ ตั้งให้พระยาโสมพะมิตเป็นที่พระยาชัยสุนทรเจ้าเมือง ขนานนามแก่งสำโรงขึ้นเป็นเมืองกาฬสินธุ์ แต่ ณ วันปีจอ จัตวาศก (จุ) ลศักราช ๑๑๖๔ พระยาชัยสุนทรโสมพะมิตเจ้าเมืองกาฬสินธุ์ชรา มีอายุสัก ๗๐ ปีเศษ หลงลืมสติจึงมอบราชการเมืองให้กับท้าวหมาแพงบุตรของพระยาอุปชานั้นเป็นผู้ว่าราชการเมืองกาฬสินธุ์ต่อมา แล้วพระยาชัยสุนทรโสมพะมิตกับท้าวหมาแพงผู้รับว่าราชการเมืองต่างนั้นปรึกษาพร้อมกันทำแผนที่เมืองกาฬสินธุ์ แบ่งเขตแดนต่อกันกับเมืองเวียงจันทน์ตั้งแต่แม่น้ำลำพองข้างเหนือมาตกชีข้างตะวันตก ตะวันออกนั้นตั้งแต่น้ำลำพองตัดลัดไปห้วยสายบาทไปถึงห้วยไพรจาน ไปเขาภูทอกซอกดาวตัดไปบ้านผ้าขาวพรรณาบ้านเดิม ยอดลำน้ำสงครามตกแม่น้ำโขง เขตฝ่ายตะวันออกต่อแดนเมืองนครพนมและเมืองมุกดาหาร ผ่าเขาภูพานตัดมายังภูเขาหลักทอดยอดยัง ๆ ตกแม่น้ำลำน้ำชีเป็นเขตข้างใต้ ข้างตะวันตกแม่น้ำลำน้ำชีต่อแดนเมืองร้อยเอ็ดและต่อแดนเมืองยโสธรแต่ยังไม่ได้ตั้งเป็นเมืองเป็นบ้านสิงห์โคกสิงห์ท่าอยู่ แล้วส่งแผนที่ลงไปทูลเกล้าฯ ถวาย...พระยาโสมพะมิตเป็นเจ้าเมืองกาฬสินธุ์อยู่ได้สามปีก็ถึงแก่กรรม ครั้นถึง ณ ปีขาล อัฐศก ศักราช ๑๑๖๘ ปี ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงโปรดเกล้า ฯ ตั้งท้าวหมาแพงขึ้นเป็นพระยาชัยสุนทรเจ้าเมืองกาฬสินธุ์...[20][21]

ในพงษาวดารหัวเมืองมณฑลอิสาณ: เอกสารฝ่ายสยามแก้ไข

เอกสารพงษาวดารหัวเมืองมณฑลอิสาณ เรียบเรียงดัดแปลงแก้ไขจากพงศาวดารเมืองอุบลราชธานีโดยหม่อมอมรวงษ์วิจิตร (หม่อมราชวงศ์ปฐม คเนจร) ภาคที่ 1 (ในภาคที่ 1-10) ซึ่งเป็นหนังสือตีพิมพ์เอกสารประวัติศาสตร์เรื่องต่าง ๆ ของไทยทั้งเอกสารในประเทศและที่แปลจากภาษาต่างประเทศ โดยโบราณคดีสโมสร หอสมุดพระวชิรญาณ และหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร อนุญาตให้จัดพิมพ์ในวาระต่างๆ มีทั้งหมด 82 ภาค กล่าวถึงพระประวัติพระยาชัยสุนทร (โสมพะมิตร) โดยละเอียดดังนี้

...ลุจุลศักราช ๑๑๕๕ ปีฉลูเบญจศก ท้าวโสมพมิตร ท้าวอุปชา ซึ่งเดิมอยู่บ้านผ้าขาวแขวงเมืองศรีสัตนาคนหุต แลพาครอบครัวยกมาตั้งอยู่บ้านท่าแก่งสำโรงริมน้ำปาวนั้น ได้พาพวกญาติพี่น้องมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทณกรุงเทพฯ ขอพึ่งพระบรมโพธิสมภารควบคุมบ่าวไพร่ตัวเลขเก็บผลเร่วส่งทูลเกล้าฯ ถวาย จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ท้าวโสมพมิตรเปนพระยาไชยสุนทรเจ้าเมือง ให้ท้าวคำหวาเปนที่อุปฮาด ยกบ้านแก่งสำโรงขึ้นเปนเมืองกาฬสินธุ์ทำราชการขึ้นกรุงเทพฯ อาณาเขตรเมืองกาฬสินธุ์ครั้งนั้นมีว่า ทิศตวันออกลำพยังตกลำน้ำชี ทิศเหนือเฉียงตวันตกภูเหล็กยอดลำน้ำสงครามมาลำไก่เขี่ย ตัดลงคูไชเถ้าเกาะจนกระทั่งห้วยสายบาทตกลำพวง ทิศเหนือเฉียงตวันออกภูศรีถานยอดลำห้วยหลักทอดตกลำพยัง แต่ภูศรีถานเฉียงเหนือยอดห้วยก้านเหลืองลงน้ำก่ำเมืองหนองหาร เฉียงเหนือภูเหล็กยอดลำน้ำสงครามมาลำน้ำยามถึงลำน้ำอุ่น ตัดมาหนองบัวส้างยอดน้ำลาดตกน้ำหนองหาร ครั้นพระยาไชยสุนทร (โสมพมิตร) อุปฮาด (คำหวา) ถึงแก่กรรมแล้ว จึ่งโปรดตั้งให้ท้าวหมาแพงบุตรท้าวอุปชา เปนพระยาไชยสุนทรเจ้าเมือง ให้ท้าวหมาสุยเปนอุปฮาด ให้ท้าวหมาพวงเปนราชวงษ์ ทั้งสองคนนี้เปนบุตรพระยาไชยสุนทร (โสมพมิตร) เปนผู้รักษาเมืองกาฬสินธุ์ต่อไป แลโปรดเกล้าฯ ให้ข้าหลวงขึ้นไปสักตัวเลขเปนเลขขึ้นเมืองกาฬสินธุ์มีจำนวนครั้งนั้นรวม ๔๐๐๐ คน แบ่งเปนส่วนขึ้นกับเจ้าเมือง อุปฮาด ราชวงษ์ตามสมควร ฝ่ายราชวงษ์ (พอง) นั้น กระทำการเกี่ยงแย่งหาเปนสามัคคีกับพระยาไชยสุนทรไม่ จึ่งอพยพครอบครัวแยกไปตั้งอยู่ณบ้านเชียงชุมแล้วไปยอมสมัคขึ้นอยู่กับเมืองเวียงจันท์ (ศรีสัตนาคนหุต)...[22]

ทายาทแก้ไข

พระยาไชยสุนทร(โสมพะมิตร) มีบุตร 4 คนเท่าที่ปรากฏนาม คือ

1)ท้าวหมาแพง ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่”พระยาไชยสุนทร”เจ้าเมืองกาฬสินธุ์ ลำดับที่ 2 เมื่อปี พ.ศ.2349-2369 เป็นหมันไม่มีบุตร จึงขอบุตรชายของเจ้านางหวดผู้เป็นพี่สาวกับราชวงศ์เมืองจำปาศักดิ์(ฮวด) มาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม 1 คน ได้แก่

1.1 ท้าวเซียงโคตร ราชวงศ์เมืองกาฬสินธุ์ เมื่อปี พ.ศ.2365-2369

2)ท้าวหมาป้อง ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่”พระธานี”อุปฮาดเมืองสกลนคร เมื่อปี พ.ศ.2365-2369 สมรสกับใครสืบไม่ได้มีบุตร 4 คน เท่าที่ปรากฎ ได้แก่

2.1 ท้าวเจียม ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่”พระยาไชยสุนทร”เจ้าเมืองกาฬสินธุ์ ลำดับที่ 3 เมื่อปี พ.ศ.2370-2381

2.2 ท้าวลาว ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่”พระประเทศธานี”อุปฮาดเมืองสกลนคร เมื่อปี พ.ศ.2381-2393

2.3 ท้าวละ/จารย์ละ ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่”พระยาไชยสุนทร”เจ้าเมืองกาฬสินธุ์ ลำดับที่ 6 เมื่อปี พ.ศ.2395-2396

2.4 ท้าวหล้า ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่”พระยาไชยสุนทร”เจ้าเมืองกาฬสินธุ์ลำดับที่ 4 เมื่อปี พ.ศ.2381-2389

3)ท้าวหมาสุ่ย ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่”พระไชยสุนทร”อุปฮาดเมืองกาฬสินธุ์ เมื่อปี พ.ศ.2349-2370 สมรสกับใครสืบไม่ได้มีบุตร 3 คน เท่าที่ปรากฎ ได้แก่

3.1 ท้าวเกษ ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่”พระสุวรรณ”อุปฮาดเมืองกาฬสินธุ์ เมื่อปี พ.ศ.2381-2383

3.2 ท้าวกิ่ง ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่”พระยาไชยสุนทร”เจ้าเมืองกาฬสินธุ์ลำดับที่ 7 เมื่อปี พ.ศ.2400-2413

3.3 ท้าวหนูม้าว ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่”พระยาไชยสุนทร”เจ้าเมืองกาฬสินธุ์ลำดับที่ 8 เมื่อปี พ.ศ.2313-2420

4)ท้าวหมาฟอง ราชวงศ์เมืองกาฬสินธุ์และสกลนคร เมื่อปี พ.ศ.2349-2370 ภายหลังทำราชการแก้ตัวอาสารบกับทัพญวนที่เมืองโพธิสัตว์ จึงได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็น"พระยากำแหงมหึมา"เจ้าเมืองกบินทร์บุรี เมื่อปี พ.ศ.2370-2379 สมรสกับใครสืบไม่ได้มีบุตร 1 คน เท่าที่ปรากฎ ได้แก่

4.1 พระกำแหงมหึมา ไม่ทราบนามเดิม เจ้าเมืองกบินทร์บุรี เมื่อปี พ.ศ.2379-2415

  • เนื่องจากท้าวหมาแพงเป็นบุตรของท้าวอุปชาที่เจ้าโสมพะมิตรได้ขอมาเป็นบุตรบุญธรรม จึงสันนิษฐานว่า”ท้าวอุปชาอาจจะเป็นน้องชายของภรรยาเจ้าโสมพะมิตร”

สายสกุลทายาทและเครือญาติแก้ไข

สายสกุลเจ้าเมืองกาฬสินธุ์ที่เป็นเครือญาติกับเจ้าโสมพะมิตรที่สำคัญมีดังนี้

ราชตระกูลแก้ไข

อนุสรณ์แก้ไข

  • อนุสาวรีย์พระยาชัยสุนทร (โสมพะมิตร) ตั้งอยู่ ณ ถนนกาฬสินธุ์ หน้าที่ทำการไปรษณีย์ ตำบลกาฬสินธุ์ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ หล่อด้วยสัมฤทธิ์เท่าองค์จริง สูง 175 เซนติเมตร ประทับบนพระแท่น หัตถ์ขวาทรงกาน้ำหรือกลศ หัตถ์ซ้ายทรงดาบอาญาสิทธิ์ ชาวกาฬสินธุ์ร่วมกันก่อสร้างเพื่อแสดงกตเวทิตาต่อพระองค์
  • วันบวงสรวงอนุสาวรีย์พระยาชัยสุนทร อนุสาวรีย์พระยาชัยสุนทร (โสมพะมิตร) หล่อเมื่อ 13 กันยายน พ.ศ. 2524 ชาวกาฬสินธุ์จึงยึดถือวันที่ 13 กันยายนของทุกปีเป็นวันบวงสรวงอนุสาวรีย์
  • ถนนโสมพะมิตร ตั้งอยู่ใกล้โฮงเดิมของเจ้าเมืองและอุปฮาดเมืองกาฬสินธุ์ในอดีต[23]


ก่อนหน้า พระยาชัยสุนทร (โสมพะมิตร) ถัดไป
-    
เจ้าเมืองกาฬสินธุ์,
ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์

(พ.ศ. 2336 - 2349)
  พระยาชัยสุนทร (หมาแพง)


อ้างอิงแก้ไข

  1. กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, อักขรานุกรมประวัติศาสตร์ไทย อักษร ฉ ช ซ, (กรุงเทพฯ: กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2536), หน้า 154-157
  2. ทองพูล ครีจักร (พ. ครีจักร์), "บั้นต้น: พญาไกรหนีเมือง", ใน เพ็ชร์พื้นเมืองเวียงจันทน์ พงศาวดารลาวตอนเวียงจันทน์แตก: คำกลอน เริ่มกล่าวแต่สมเด็จพระเจ้าอนุรุทธาธิราชทรงสถาปนานครเวียงจันทน์ แล้วยกทัพไปตีสยาม ๆ ยกพลขึ้นมา ตีได้ครั้งที่ 1 และที่ 2 จนเป็นเหตุเกิดสงครามญวน, (พระนคร: โรงพิมพ์บางขุนพรหม, 2479), หน้า 35
  3. Komany, Sphaothong , หนังสือพื้นเวียงจัน กอน 7: พงสาวะดานเจ้าอะนุวง เวียงจัน, ตรวจแก้และถ่ายออกจากภาษาไทยมาเป็นภาษาลาวโดย สะเพาทอง กอมะนี, (Buffalo, New York: โรงเรียนอุดมศึกษา Grover Cleveland High School, 1998 (พ.ศ. 2541)), หน้า 26
  4. Phannoudej, Cham, พื้นเมืองเวียงจันทน์ กอน 7 พงสาวะดานเจ้าอะนุวงส์ เวียงจันทน์: หนังสือพื้นเวียง (กลอน 7) พงศาวดารเจ้าอนุวงศ์ เวียงจันทน์, (Le Plessis-Trévise: จาม พันนุเดช, 1992 (พ.ศ. 2535)), หน้า 22
  5. ราชบัณฑิตยสถาน, สารานุกรมประวัติศาสตร์ไทย: ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (แก้ไขเพิ่มเติม) อักษร ก เล่ม 1, พิมพ์ครั้งที่ 2, (กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน, 2549), หน้า 349
  6. มูลนิธิเอเซีย, บันทึกการเมืองไทย (Profiles of Thai politics): โครงการวิจัย "บันทึกการเมืองไทย" สนับสนุนโดย มูลนิธิเอเซีย, ชาติชาย เย็นบำรุง และธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ (บรรณาธิการ), (กรุงเทพฯ: มูลนิธิเอเซีย, 2530), หน้า 377
  7. วัชรวร วงศ์กัณหา, "เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ รอยจารึกประวัติศาสตร์ 220 ปี อนุสาวรีย์พระยาชัยสุนทร (ท้าวโสมพะมิตร) เจ้าเมืองคนแรก (Kalasin City Municipality: The historical inscription Praya Chai-sunton Monument (Tao Some-pa-mit), The First Governor)", ใน สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาและมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ โครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรท้องถิ่น แผนบูรณาการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวและบริการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560, ร้อยภาพเล่าเรื่องเมืองกาฬสินธุ์ (Arranɡinɡ The Pictures for Tellinɡ story of Kalasin City), สุชานาถ สิงหาปัด, อาจารย์ ดร. (บรรณาธิการ), แปลและเรียบเรียงภาษาอังกฤษโดยนิตย์ บุหงามงคล, รองศาสตราจารย์ ดร., (ขอนแก่น: บริษัท ศิริภัณฑ์ (2497) จำกัด, 2560), หน้า 98-99
  8. กรรมาธิการสถาปนิกอีสาน สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์, สัมมนาเอกลักษณ์สถาปัตยกรรมอีสานงานนิทรรศการวัสดุก่อสร้างและผลงานสถาปัตยกรรมอีสาน สถาปัตยกรรมอีสานสัญจร: วันที่ 29 ต.ค. - 1 พ.ย. 2530 ณ โรงแรมโฆษะ จ.ขอนแก่น, (กรุงทพฯ: สมาคมสถาปนิกสยาม, 2530), หน้า 91.
  9. สำนักผังเมือง, ผังเมืองจังหวัดกาฬสินธุ์ 2528, (พระนคร: สำนักผังเมือง, 2528), หน้า 20-21
  10. สอน เพชรเจียรไน, (2019 (พ.ศ. 2562)) "ลำล่องประวัติเมืองกาฬสินธุ์", มูลมัง ดนตรีอีสาน [ออนไลน์]. แหล่งที่มา: https://www.youtube.com/watch?v=mmDX49LWT7I [๗ พฤษภาคม ๒๕๖๔].
  11. สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ ศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์, "เอกสารหมายเลข 2 /2559" ใน ประกาศจังหวัดกาฬสินธุ์: สรุปผลการดำเนินงาน การประกวดออกแบบตราสัญลักษณ์การจัดงานกาฬสินธุ์ 222 ปี ใต้ร่มพระบารมี (กาฬสินธุ์ 222 ปี (222 nd KALASIN Anniversary)), (กาฬสินธุ์: สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ ฝ่ายบริหารทั่วไป, 2558), หน้า 1
  12. ดูรายละเอียดใน สภาวัฒนธรรมแห่งชาติ (ประเทศไทย) สำนักวัฒนธรรมทางวรรณกรรม, งานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ เล่มที่ 12-17, (กรุงเทพฯ: คณะกรรมการประชาสัมพันธ์และพิมพ์เอกสารการจัดงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ พ.ศ. 2500, 2500), ไม่ปรากฏจำนวนหน้า
  13. สมาคมชาวอีสาน, อีสาน เนื่องในโอกาสครบรอบ 55 ปี ของสมาคมชาวอีสาน, ธวัชชัย จักสาน (บรรณาธิการ), (กรุงเทพฯ: สมาคมชาวอีสาน, 2534), หน้า 117
  14. สถานีหมอลำ สถานีของคนรักหมอลำ (นามแฝง), (2021 (2564)) "ลำกลอน ชุดประวัติศาสตร์ไทยอีสาน หมอลำศรีพร แสงสุวรรณ บุญแต่ง เคนทองดี", บริษัท ราชบุตรเอนเตอร์เทนเมนท์ จำกัด [ออนไลน์]. แหล่งที่มา: https://www.youtube.com/watch?v=PelrmiNBLe0 [7 พฤษภาคม 2564]
  15. ประยูร ไพบูลย์สุวรรณ, โบราณวัตถุสถานในจังหวัดขอนแก่น และจังหวัดใกล้เคียง: กรมศิลปากรจัดพิมพ์ ในงานเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น 20 ธันวาคม 2515, (พระนคร: กรมศิลปากร, 2515), หน้า 25
  16. ดูรายละเอียดใน กรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ, หนังสือเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่อง วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดกาฬสินธุ์, (กรุงเทพฯ: คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ ในคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, 2542), 254 หน้า.
  17. ทองพูล ครีจักร (พ. ครีจักร์), "บั้นต้น: พญาไกรหนีเมือง", ใน เพ็ชร์พื้นเมืองเวียงจันทน์ พงศาวดารลาวตอนเวียงจันทน์แตก: คำกลอน เริ่มกล่าวแต่สมเด็จพระเจ้าอนุรุทธาธิราชทรงสถาปนานครเวียงจันทน์ แล้วยกทัพไปตีสยาม ๆ ยกพลขึ้นมา ตีได้ครั้งที่ 1 และที่ 2 จนเป็นเหตุเกิดสงครามญวน, หน้า 35
  18. Komany, Sphaothong , หนังสือพื้นเวียงจัน กอน 7: พงสาวะดานเจ้าอะนุวง เวียงจัน, หน้า 25-26
  19. Phannoudej, Cham, พื้นเมืองเวียงจันทน์ กอน 7 พงสาวะดานเจ้าอะนุวงส์ เวียงจันทน์: หนังสือพื้นเวียง (กลอน 7) พงศาวดารเจ้าอนุวงศ์ เวียงจันทน์, หน้า 22
  20. ธวัช ปุณโณทก (เรียบเรียง), "พงศาวดารเมืองกาฬสินธุ์", ใน มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์, สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม 8: ประจันตประเทศธานี, พระยา - พงศาวดารเมืองสกลนคร, (กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์, 2542), หน้า 2549-2853
  21. ดูรายละเอียดใน บุญมี ภูเดช (เปรียญ), พงศาวดารเมืองกาฬสินธุ์และประวัติเมืองขึ้นในยุคเก่า, (กาฬสินธุ์: โรงพิมพ์จินตภัณฑ์การพิมพ์ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์, 2525), 90 หน้า. และ Pu-dech, Bunme, Kalasin City Annals and History of Ancient Age Colony, (Kalasin: Jintapan Printing, 1932), 90 p..
  22. หม่อมอมรวงษ์วิจิตร (หม่อมราชวงศ์ปฐม คเนจร), (2458) "พงษาวดารหัวเมืองมณฑลอิสาณ หม่อมอมรวงษ์วิจิตร (ม.ร.ว.ปฐม คเนจร) เรียบเรียง ภาคที่ 1: คัดจากประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 4 อำมาตย์เอก พระยาศรีสำรวจ (ชื่น ภัทรนาวิก) ม.ม, ท.ช, รัตน ว,ป,ร.4 พิมพ์แจกในงานศพ พัน ภัทรนาวิก ผู้มารดา เมื่อปีเถาะสัปตศก พ.ศ. 2458", พงษาวดารหัวเมืองมณฑลอิสาณ: หม่อมอมรวงษ์วิจิตร (หม่อมราชวงศ์ปฐม คเนจร) [ออนไลน์]. แหล่งที่มา: https://th.wikisource.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%A9%E0%B8%B2% [๙ มกราคม ๒๕๖๓].
  23. ศูนย์สารนิเทศอีสานสิรินธร สำนักวิทยบริการ และภาควิชาบรรณารักษ์ศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, งานวิจัยเกี่ยวกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: บทคัดย่อ เล่ม 11, (มหาสารคาม: ศูนย์สารนิเทศอีสานสิรินธร สำนักวิทยบริการ และภาควิชาบรรณารักษ์ศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2540), หน้า 61.

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข

อนุสาวรีย์พระยาชัยสุนทร