พระยาอนิรุทธเทวา (หม่อมหลวงฟื้น พึ่งบุญ)

พลตรี พระยาอนิรุทธเทวา (หม่อมหลวงฟื้น พึ่งบุญ) อดีตผู้บัญชาการกรมมหรสพในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

พลตรี
พระยาอนิรุทธเทวา
(หม่อมหลวงฟื้น พึ่งบุญ)

ป.จ., ม.ว.ม., ป.ช., ท.ช., ว.ป.ร.2, ว.ป.ร.1
นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย
ดำรงตำแหน่ง
พ.ศ. 2468 – พ.ศ. 2471
กษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ก่อนหน้า พระยานเรนทรราชา (หม่อมหลวงอุรา คเนจร)
ถัดไป พระเจริญวิศวกรรม (เจริญ เชนะกุล)
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2436
เสียชีวิต 11 มกราคม พ.ศ. 2494 (57 ปี)
จังหวัดพระนคร ประเทศไทย
บิดา พระยาประสิทธิ์ศุภการ (หม่อมราชวงศ์ละม้าย พึ่งบุญ)
มารดา พระนมทัต พึ่งบุญ ณ อยุธยา
คู่สมรส คุณหญิงเฉลา อนิรุทธเทวา
บุตร นางงามเฉิด อนิรุทธเทวา
คุณหญิงงามฉลวย บุนนาค
พลเอก เฟื่องเฉลย อนิรุทธเทวา
ศาสนา พุทธ

ประวัติแก้ไข

พระยาอนิรุทธเทวา นามเดิม หม่อมหลวงฟื้น พึ่งบุญ เกิดเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2436 เป็นบุตรของ พระยาประสิทธิ์ศุภการ (หม่อมราชวงศ์ละม้าย พึ่งบุญ) และ พระนมทัต พึ่งบุญ ณ อยุธยา พระนมในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านมีพี่-น้อง ร่วมมารดา ดังนี้

ได้เข้ารับการศึกษาในสำนักเรียนวัดมหาธาตุ เป็นขั้นแรก จนจบหลักสูตรชั้น 1 จากนั้น มารดาจึงนำขึ้นถวายตัวเป็นมหาดเล็ก ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังทรงดำรงพระอิสริยยศ เป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ณ พระราชวังสราญรมย์ ได้เป็นมหาดเล็กห้องบรรทม ในขั้นแรก เมื่อ พ.ศ. 2449 ต่อมารับราชการจนเป็นที่พอพระราชหฤทัย จนได้รับการเลื่อนตำแหน่งเรื่อยมา คือ

บรรดาศักดิ์แก้ไข

  • วันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2453 เป็นนายรองขัน[1]หุ้มแพร ถือศักดินา 300
  • วันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2454 เป็นนายสุนทรมโนมัย มหาดเล็กหุ้มแพรนายม้าต้น ศักดินา 400 [2]
  • วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2455 เป็นนายจ่ายง มหาดเล็กเวรศักดิ์ ถือศักดินา 600[3]
  • วันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2456 เป็นหลวงศักดิ์นายเวร มหาดเล็กเวรศักดิ์ ถือศักดินา 800[4]
  • วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2457 เป็นเจ้าหมื่นศรีสรรักษ์ หัวหมื่นมหาดเล็กต้นเชือกเวรเดช ศักดินา 1000[5]
  • วันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2459 เป็น พระยาอนิรุทธเทวา จางวางมหาดเล็ก ศักดินา 3000[6]

ตำแหน่งในราชการ คงรับราชการในตำแหน่งห้องพระบรรทมตลอดมา จนได้เป็นจางวางห้องที่พระบรรทม ภายหลัง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้ช่วยราชการกรมพระอัศวราช[7]อธิบดีกรมมหาดเล็ก และผู้บัญชาการกรมมหรสพ และคงดำรงตำแหน่งนี้โดยตลอด จนออกจากราชการ เพราะยุบเลิกและเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่ราชการในกรมมหาดเล็ก เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2469

พระยาอนิรุทธเทวา มีความสามารถทางนาฏศิลป์ ในตัวพระลักษมณ์ ได้รับการฝึกหัดท่าละคร จาก พระยานัฏกานุรักษ์ (ทองดี สุวรรณภารต) ครูละครผู้ใหญ่ และยังมีความสามารถในการแสดงละครพูด ละครร้อง อันเป็นบทพระราชนิพนธ์ด้วย การแสดงละครร้อง ละครพูด นั้น ท่านมักรับบทเป็นตัวนาง

ภายหลังเมื่อออกจากราชการแล้ว พระยาอนิรุทธเทวา คงใช้ชีวิตอยู่กับการบำรุงนาฏศิลป์ มหรสพ ท่านมีคณะละครเป็นส่วนตัวของท่านเองคณะหนึ่ง ชื่อว่า "คณะละครบรรทมสินธุ์" (ตามชื่อบ้านของท่าน) และยังได้ช่วยเหลือดูแล คณะละคร ของ ท่านเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ ในรัชกาลที่ 5 อีกส่วนหนึ่งด้วย ภายหลังท่านจึงรับมรดกละครทั้งหมด มาดูแล เมื่อ ท่านเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ ถึงพิราลัย ใน พ.ศ. 2486 ซึ่งคณะละครทั้งสองนี้ ได้ก่อกำเนิดบุคคลสำคัญทางวงการนาฏศิลป์เพิ่งขึ้นหลายท่าน บางท่านภายหลังยังได้มารับราชการในกรมศิลปากรต่อมา

พระยาอนิรุทธเทวาและคุณหญิงอนิรุทธเทวา มีความจงรักภักดียิ่งต่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว แม้จะเสด็จสวรรคตไป ทั้งสองก็ยังมีความจงรักภักดีและรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ เมื่อมีการแสดงละครก็จะกราบบังคมทูลเชิญ พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี และ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ผู้เป็นพระวรราชเทวีและพระราชธิดาพระองค์เดียว เสด็จมาทอดพระเนตรเพื่อความสำราญพระหฤทัย แม้ในยามวิกฤติ คราวกบฎบวรเดช ทั้งสองพระองค์ถูกเชิญไปประทับเพื่อความปลอดภัยในพระบรมมหาราชวัง ทำให้ไม่ทรงทราบข่าวจากภายนอก ทั้งสองก็อุตสาหะเร้นกายฝ่าวงล้อมทหาร และประตูพระบรมมหาราชวังที่ลั่นดาลไว้ทุกชั้น เข้ามากราบทูลข่าวสารให้ทรงทราบ คราวสงครามโลกทั้งสอง ถุงน่องใยบัวเป็นของหายาก ทั้งสองก็พยายามเสาะแสวงหาเอาไปถวายถึงอังกฤษ เหตุการณ์เหล่านี้เป็นพยานยืนยันได้ถึงความจงรักภักดีที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว แม้เสด็จสวรรคตไปก็ยังจงรักภักดีต่อหน่อเนื้อเชื้อไขที่มีอยู่เพียงพระองค์เดียวของล้นเกล้าล้นกระหม่อม

ถือได้ว่า พระยาอนิรุทธเทวา เป็นบุคคลสำคัญท่านหนึ่ง ที่ได้อุปถัมภ์บำรุงนาฏศิลป์ไทยในช่วงที่กำลงตกต่ำ คือ ช่วงหลังสิ้นรัชกาลที่ 6 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ตลอดจนช่วงรัฐนิยม ของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ให้ดำรงอยู่ไม่เสื่อมสูญไปจากสังคมไทย จนกระทั่ง เมื่อกรมศิลปากรเริ่มฟื้นฟูการแสดงนาฏศิลป์ให้ประชาชนชมอีกครั้ง หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านก็อุตสาห ไปชมการแสดง และ ช่วยวิจารณ์ในข้อบกพร่องในการแสดง ให้กับกรมศิลปากรอีกหลายครั้ง

ครอบครัวแก้ไข

ด้านชีวิตครอบครัว ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ สมรสพระราชทาน กับคุณหญิง เฉลา อนิรุทธเทวา ท.จ. เมื่อ พ.ศ. 2467 มีบุตร-ธิดา ร่วมกัน 3 คน คือ

  • นางงามเฉิด อนิรุทธเทวา
  • คุณหญิง งามฉลวย บุนนาค
  • พล.อ.เฟื่องเฉลย อนิรุทธเทวา

ปัจฉิมวัยแก้ไข

บั้นปลายชีวิต พระยาอนิรุทธเทวา ได้ป่วยด้วยโรคหัวใจพิการ อาการได้ทรุดลงตลอดมา จนถึงแก่อสัญกรรม ณ บ้านบรรทมสินธุ์ เทเวศร์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2494 เวลา 9.20 น. รวมอายุได้ 57 ปี 233 วัน

ตำแหน่งแก้ไข

  • 13 กันยายน พ.ศ. 2458 ผู้ช่วยราชการกรมพระอัศวราช
  • 28 มีนาคม พ.ศ. 2458 จางวางห้องที่พระบรรทม[8]
  • เจ้ากรมห้องที่พระบรรทม
  • 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2460 จางวางห้องที่พระบรรทม[9]
  • รองอธิบดีกรมมหาดเล็ก
  • 16 มิถุนายน พ.ศ. 2462 อธิบดีกรมมหาดเล็ก[10]
  • 7 เมษายน พ.ศ. 2467 ผู้บัญชาการกรมมหรสพ[11]
  • 5 สิงหาคม พ.ศ. 2467 กลับไปเป็นอธิบดีกรมมหาดเล็กแต่ยังควบตำแหน่งผู้บัญชาการกรมมหรสพ[12]

ยศแก้ไข

ยศทหารแก้ไข

  • พลตรี

ยศพลเรือนแก้ไข

  • มหาเสวกเอก

ยศมหาดเล็กแก้ไข

  • หัวหมื่น
  • จางวางตรี
  • จางวางโท
  • จางวางเอก

เครื่องราชอิสริยาภรณ์แก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. พระราชทานสัญญาบัตรขุนนาง
  2. พระราชทานสัญญาบัตรขุนนาง
  3. พระราชทานสัญญาบัตรบรรดาศักดิ์ (หน้า 2414)
  4. พระราชทานสัญญาบัตรบรรดาศักดิ์
  5. พระราชทานสัญญาบัตรบรรดาศักดิ์ วันที่ 29 ตุลาคม พุทธศักราช 2457
  6. พระราชทานสัญญาบัตรบรรดาศักดิ์
  7. ประกาศกรมมหาดเล็ก ตั้งผู้ช่วยราชการกรมพระอัศวราช
  8. ประกาศกรมมหาดเล็ก
  9. ประกาศกรมมหาดเล็ก
  10. ประกาศกรมบัญชาการกลางมหาดเล็ก
  11. ประกาศกรมบัญชาการกลางมหาดเล็ก
  12. ประกาศกรมบัญชาการกลางมหาดเล็ก
  13. รายพระนามและนามผู้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์รัตนวราภรณ์
  14. พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์
  15. รายพระนามและนามผู้รับพระราชทานตราวัลภาภรณ์เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา (หน้า 11)
  16. พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์รัชกาลปัจจุบัน