พระยาประจันตประเทศธานี ( โง่นคำ พรหมสาขา ณ สกลนคร)

อำมาตย์โท พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ พรหมสาขา ณ สกลนคร) (ต.ช., ต.ม., ร.ป.ช., ร.ม.ฮ., ฯลฯ) เจ้าเมืองสกลนครองค์สุดท้าย ผู้ว่าราชการเมืองสกลนครคนแรก (ปัจจุบันคือจังหวัดสกลนคร ในภาคอีสานของประเทศไทย) เดิมเป็นที่ราชวงศ์แล้วเลื่อนเป็นที่พระอุปฮาด ตำแหน่งเจ้านายในคณะอาญาสี่เมืองสกลนคร ผู้ช่วยราชการเมืองสกลนคร และอดีตนายกองสักเลกเมืองสกลนคร อำมาตย์โท พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ พรหมสาขา ณ สกลนคร) เป็นผู้ได้รับพระราชทานนามสกุล พรมหมสาขา[1] และเป็นต้นตระกูล พรหมสาขา ณ สกลนคร แห่งจังหวัดสกลนคร

พระยาประจันตประเทศธานี
( โง่นคำ พรหมสาขา ณ สกลนคร)
โง่นคำ พรหมสาขา ณ สกลนคร.jpg
พระยาประจันตประเทศธานี
เกิด19 มกราคม พ.ศ. 2382
เสียชีวิต21 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 (85 ปี)
บิดามารดาเจ้าราชวงศ์อิน (หรือ จันทร์)
เส พรหมสาขา ณ สกลนคร


ชาติกำเนิดแก้ไข

อำมาตย์โท พระยาประจันตประเทศธานี มีนามเดิมว่า ท้าวโหง่นคำ หรือท้าวคำ ถือกำเนิดในตระกูลเจ้านายจากคณะอาญาสี่แห่งเมืองสกลนคร ซึ่งเป็นตระกูลที่สืบเชื้อสายจากเจ้านายผู้สร้างเมืองมหาไชยกองแก้ว และเจ้านายในราชวงศ์ศรีโคตรบูรของเมืองนครพนมในอดีต พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ) กำเนิดหลังสมัยเจ้าอนุวงศ์แห่งนครเวียงจันทน์ราว ๑๑ ปี ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันอาทิตย์ เดือนยี่ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ปีกุน เอกศก จ.ศ. ๑๒๐๑ ตรงกับวันที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๓๘๒ พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ) เป็นบุตรของเจ้าราชวงศ์อิน (อินทร์ หรือ จันทร์) เจ้านายในคณะอาญาสี่เมืองสกลนคร กับอัญญานางเทพ[2] ฝ่ายพระอัยกา (ปู่) พระนามว่า อุปฮาดพระนาคี (กิ่ง หรือ กิ่งหงษา) เจ้านายในคณะอาญาสี่เมืองมหาไชยกองแก้วของลาว พระปัยกา (ทวด) ทรงพระนามว่า พระบุรมราชากิตติศัพท์เทพฤๅยศ ทศบุรีศรีโคตรบูรหลวง คนทั่วไปรู้จักกันในพระนาม พระบรมราชา (พรหมา) ต้นตระกูล พรหมประกาย ณ นครพนม แห่งจังหวัดนครพนม เจ้าผู้ปกครองเมืองนครพนมเมื่อครั้งเป็นประเทศราชของเวียงจันทน์และสยาม โฮงหรือวังเดิมของพระยาประจันตประเทศธานีตั้งอยู่ ณ ตำบลธาตุเชิงชุม ใกล้วัดพระธาตุเชิงชุม ในตัวเมืองสกลนคร พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ) ได้ศึกษาอักขระสมัยตามประเพณีบุตรหลานเจ้านายบ้านเมืองลาว รู้หนังสือลาวทั้งอักษรลาวอักษรธัมม์และหนังสือไทยโดยสมควร มีสติปัญญาฉลาดหลักแหลมมาแต่กำเนิด[3]

พี่น้องแก้ไข

พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ) มีพี่น้องทั้งหมดรวม ๒๑ ท่าน คือ

  • อำมาตย์โท พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ)
  • พระบุรีบริรักษ์ (ขี่ หรือ คลี่)
  • รองอำมาตย์เอก พระอนุบาลสกลเขตร์ (เมฆ)
  • อาชญาท้าวสงกา
  • อาชญาท้าวตูบ
  • อาชญาท้าวเฮ้า (เรา)
  • อาชญาท้าวเมา (เสา)
  • อาชญาท้าวคำจัน (คำจันทร์)
  • อาชญาท้าวชาย
  • อัญญานางอุ่น
  • อัญญานางบัวระพัน (บัวรพันธุ์)
  • อัญญานางหมี
  • อัญญานางภู (พู)
  • อัญญานางหมู
  • อัญญานางเขียด
  • อัญญานางแก้ว (แกว)
  • อัญญานางป้อง (ปอง)
  • อัญญานางสุพา (สุภา)
  • อัญญานางเฟือง
  • อัญญานางเหลือง
  • อัญญานางจันทร์แดง[4]

ขึ้นเป็นเจ้าเมืองแก้ไข

เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๐ พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ) มีอายุ ๑๙ ปี ได้เข้ารับราชการรับหมายตั้งเป็นที่ ท้าวสุริยภักดี ตำแหน่งนายกอง กรมการเมืองสกลนคร ต่อมา พ.ศ. ๒๔๑๕ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นที่ พระศรีสกุลวงศ์ ผู้ช่วยราชการเมืองสกลนคร ต่อมา พ.ศ. ๒๔๒๐ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นที่ พระยาประจันตประเทศธานี ศรีสกลานุรักษ์ อรรคเดโชชัยอภัยพิริยากรมพาหุ เจ้าเมืองสกลนครองค์สุดท้าย ด้วยหัวเมืองสกลนครนั้นเป็นเมืองเอกและเป็นเมืองใหญ่เจ้าเมืองจึงมีบรรดาศักดิ์เป็นพระยา ภายหลังจากปฏิรูปการปกครองเป็นแบบมณฑลเทศาภิบาลเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๔ แล้ว พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ) ได้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองสกลนครคนแรก อนึ่ง ราชทินนามคำว่า ประจันต และ ประเทศธานี นั้นมีความหมายว่า ผู้เป็นใหญ่ในชายแดน โดยเป็นราชทินนามประจำของเจ้าเมืองสกลนครมาตั้งแต่เมื่อครั้งเจ้านายวงศ์เมืองกาฬสินธุ์เข้ามาปกครองสกลนครก่อนเจ้านายวงศ์เมืองมหาชัยกองแก้ว

เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖ พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ )ได้รับพระราชทานยศเป็นอำมาตย์โท ส่วนเครื่องราชอิสริยาภรณ์นั้นได้รับพระราชทานมาโดยลำดับ และได้รับพระราชทานสูงสุดคือ ช้างเผือก ชั้นที่ ๓ ตริตาภรณ์ และมงกุฎชั้นที่ ๓ ตริตาภรณ์ พร้อมด้วยเหรียญปราบฮ่อ ตลอดจนเหรียญที่ระลึกในงานพระราชพิธีต่างๆ ตามบรรดาศักดิ์อีกหลายประการ นอกจากการบริหารการเมืองการปกครองและพัฒนาเมืองสกลนครให้เจริญรุ่งเรืองมาตามลำดับแล้ว พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ) ยังได้ปฏิบัติราชการพิเศษมากมายหลายครั้ง เช่น ไปราชการคุมทัพปราบฮ่อที่เมืองนครเวียงจันทน์ ไปราชการคุมทัพปราบฮ่อที่เมืองเชียงขวางและทุ่งไหหิน เป็นผู้จัดหาทหารและเสบียงในกรณีพิพาทดินแดนอินโดจีนกับฝรั่งเศสเมื่อ ร.ศ.๑๑๒ เป็นผู้ตัดเส้นทางเพื่อวางสายโทรเลขระหว่างเมืองสกลนครและเมืองอุดรธานี เป็นผู้ส่งเสบียงอาหารและกำลังพลไปยังหัวเมืองใกล้เคียงเมื่อทางราชการสยามต้องการ เป็นต้น

ภายหลังการจัดการหัวเมืองเป็นระบบมณฑลเทศาภิบาลแล้ว พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ) ได้รับราชการในตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองตลอดมาจนชรา ทางสยามจึงเปลี่ยนเป็นตำแหน่งของพระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ) ให้เป็นที่ปรึกษาราชการเมืองแทน เหตุด้วยพระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ) เป็นผู้คุ้นเคยราชการมามากไม่มีผู้ใดเหมือน ในท้องที่เมืองสกลนครนั้น ไม่ว่าจะเป็นเสนาบดีเจ้ากระทรวงก็ดี ข้าหลวงต่างพระองค์ก็ดี สมุหเทศาภิบาลก็ดี เมื่อต้องการใคร่รู้เรื่องราวกิจการอันใดที่ได้เคยมีมาในเมืองสกลนคร จะต้องเดินทางมาปรึกษากับพระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ) อยู่เป็นนิตย์ จึงนับว่าพระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ) เป็นเจ้านายลาวผู้ได้ทำคุณประโยชน์แก่ราชการบ้านเมืองฝ่ายสยามอย่างยิ่งท่านหนึ่ง

การพระศาสนาแก้ไข

พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ) เป็นผู้เลื่อมใสในบวรพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง และได้สร้างวัดไว้ในหัวเมืองสกลนครมากถึง ๖ วัด ได้แก่ วัดแจ้งแสงอรุณวัด ๑ (ปัจจุบันเป็นพระอารามหลวง) วัดศรีชมพูวัด ๑ วัดศรีโพนเมืองวัด ๑ วัดศรีสุมังคล์วัด ๑ วัดยอดแก้ววัด ๑ (ปัจจุบันคือโรงเรียนเทศบาล ๑) และวัดดงมะไฟวัด

เมืองที่ปกครองแก้ไข

จังหวัดสกลนครนี้เดิมเป็นนครโบราณของชาวขอม เรียกว่า เมืองหนองหานหลวง มีพระธาตุเชิงชุมเป็นศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ของเมือง และมีหนองหานหลวงเป็นภูมิศาสตร์เมือง[5] ตำนานเมืองส่วนใหญ่ปรากฏอยู่ในวรรณกรรมลาวโบราณเรื่องผาแดง-นางไอ่ และวรรณกรรมทางศาสนาของลาวเรื่องอุรังคธาตุนิทานเทศนา [6] ต่อมาหนองหานหลวงล่มไป ชาวลาวจึงเข้ามาปกครองดินแดนแถบนี้ เรียกว่า เมืองเชียงใหม่หนองหาน แล้วร้างไป ต่อมาสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ ๑) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมยกบ้านธาตุเชิงชุมให้เป็น เมืองสกลทวาปี ให้เจ้านายเชื้อสายเจ้าโสมพะมิตรจากเมืองกาฬสินธุ์มาปกครอง เดิมเมืองสกลทวาปีนี้ขึ้นแก่กรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้างเวียงจันทร์ ประชาชนส่วนใหญ่เป็นลาว ย้อ และโย้ย มิใช่ไทยหรือสยาม ภายหลังได้ถูกบังคับให้ขึ้นแก่รัตนโกสินทร์ของสยาม เมื่อเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์พยายามกอบกู้เอกราชให้แก่ชาวลาวในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) กองทัพกรุงเทพมหานครตีได้นครเวียงจันทน์และหัวเมืองขึ้นทั้งปวง จึงจัดหัวเมืองลาวทางฝ่ายตะวันออกที่เป็นเมืองใหญ่ให้ขึ้นตรงต่อกรุงเทพมหานคร ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ได้เรียกหัวเมืองสกลนครรวมกับหัวเมืองลาวอื่นๆ ว่า หัวเมืองลาวฝ่ายตะวันออกเหมือนกับหัวเมืองลาวทั้งปวง จากนั้นจึงจัดเป็นมณฑลอุบล มณฑลอุดร และมณฑลร้อยเอ็ดในปัจจุบัน [7] บรรพบุรุษของพระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ) และเครือญาติบุตรหลานได้ขึ้นปกครองเมืองสกลนครหลังจากสงครามเจ้าอนุวงศ์เสร็จสิ้น โดยเป็นเมืองขึ้นสยามและมีตำแหน่งในเมืองสกลนครสืบมาโดยลำดับ สยามยังคงให้เจ้านายปกครองเป็นอย่างหัวเมืองลาว เรียกว่า อาญาสี่ คือมีตำแหน่งกรมการขื่อบ้านขางเมืองและมีเจ้านายทั้ง ๔ ตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่สุดของการปกครอง ได้แก่ เจ้าเมืองอุปฮาดราชวงศ์ราชบุตร ๑ เหมือนอย่างเมืองประเทศราชและเมืองลาวทั้งหลาย[8]

ผลงานสำคัญแก้ไข

แต่เดิมนั้น เจ้าเมืองสกลนครองค์เก่าได้ตั้งท้าวโง่นคำให้เป็นที่ ท้าวสุริยภักดี กรมการช่วยราชการเมืองสกลนคร ครั้งนั้นท้าวสุริยภักดี (โง่นคำ) ได้นำเลกไปสักแขนที่เมืองยโสธรครั้งหนึ่ง ต่อมาได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเลื่อนเป็นที่ พระศรีสกุลวงศ์ ผู้ช่วยราชการเมืองสกลนคร ได้คุมไพร่ไปเข้ากับกองทัพพระยามหาอำมาตย์รบกับพวกฮ่อที่เมืองนครเวียงจันทน์ค่ายสีฐาน ค่ายวัดจันทน์ จนค่ายแตกแล้วจึงได้ไล่ตามจับฮ่อมาถึงบ้านโพนงาม บ้านน้ำเกลี้ยง จับได้ฮ่อ ๓ คนส่งให้แม่ทัพครั้งหนึ่ง ต่อมาพระศรีสกุลวงศ์ (โง่นคำ) ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเลื่อนเป็นที่ เจ้าราชวงศ์ ตำแหน่งเจ้านายในคณะอาญาสี่ซึ่งเป็นคณะปกครองสูงสุดของหัวเมืองฝ่ายลาว แล้วได้เลื่อนเป็นที่ พระอุปฮาด ผู้ว่าที่เจ้าเมืองสกลนครเพื่อรอเลื่อนขึ้นเป็นเจ้าเมืองสกลนครองค์ต่อไป เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งที่พระอุปฮาด ได้คุมไพร่พลไปเข้ากองทัพพระยาราชวรานุกูลถึงเมืองบริคัณฑนิคม แขวงนครเวียงจันทน์ครั้งหนึ่ง ต่อมาเมื่อเจ้าราชวงศ์ (อิน) ผู้เป็นพระบิดาถึงแก่กรรมลง พระยาราชวรานุกูลได้ให้พระอุปฮาด (โง่นคำ) กลับมารักษาบ้านเมืองแทนพระบิดา พระอุปฮาด (โง่นคำ) ได้แต่งกรมการเมืองส่งเสบียงลำเลียงกองทัพช่วยราชการทัพของพระยาราชวรานุกูลครั้งหนึ่ง ได้จัดท้าวเพี้ยกรมการพร้อมกับจมื่นมณเฑียรพิทักษ์ข้าหลวง ไปตั้งประตูด่านทางแขวงเมืองภูวดลสอางของลาวครั้งหนึ่ง และได้ส่งเสบียงลำเลียงกองทัพของพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าทองกองก้อนใหญ่ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม เมื่อครั้งรบฮ่อที่ทุ่งเชียงคำครั้งหนึ่ง

เมื่อพระอุปฮาด (โง่นคำ) ได้เลื่อนเป็นที่ พระยาประจันตประเทศธานี เจ้าเมืองสกลนครแล้ว ได้จัดเอากระบือ ๒๑ ตัว ส่งขึ้นไปให้พระยาศรีสุริวงศ์ข้าหลวงเมืองเชียงขวางจ่ายให้พวกทำนาครั้งหนึ่ง ได้จัดกรมการท้าวเพี้ยพร้อมกับหลวงณรงค์โยธาข้าหลวง ขึ้นไปปักหลักด่านทางเมืองวังคำและตามไปส่งถึงเมืองนครพนม ต่อมาได้จัดกรมการพร้อมกับหลวงมลโยธานุโยคข้าหลวง ขึ้นไปประจำรักษาด่านอยู่เมืองวังคำ และตามไปส่งถึงเมืองนครพนมด้วยอีกครั้งหนึ่ง ต่อมาได้ส่งเสบียงลำเลียงแก่หลวงมลโยธานุโยคข้าหลวงถึง ๓ ครั้ง ได้จัดท้าวเพี้ยและพาหนะส่งแก่หม่อมหลวงชื่นและข้าหลวงกองแผนที่ไปทางลำน้ำก่ำครั้ง ๑ จัดท้าวเพี้ยส่งมองสิเออคอมิแซร์ มองสิเออแกว ข้าหลวงฝรั่งเศสกองแผนที่ไปเมืองกาฬสินธุ์ทางหนึ่งและธาตุพนมทางหนึ่ง นอกจากนี้ยังจัดท้าวเพี้ยส่งพาหนะหม่อมราชวงศ์ชิดและหม่อมราชวงศ์ชื่นไปเมืองหนองหานอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖ ได้เกิดศึกสงครามในระหว่างฟากโขงฝั่งซ้าย พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ) ได้จัดให้อุปฮาดเป็นพนักงานเร่งเกวียนโคต่างไปส่งกองทัพที่เมืองนครพนม พร้อมให้ราชวงศ์เป็นพนักงานเร่งเรือบรรทุกลำเลียงไปส่งกองทัพที่เมืองมุกดาหาร เมืองเขมราฐ ให้ราชบุตรเป็นพนักงานเร่งกำลังและทำลูกกระสุนดินดำ สำรวจปืนอาวุธรวบรวมให้แก่พระวิชิตพลหาญผู้ช่วย พระห้าวหาญ พระจันทวงศ์เทพ ท้าวสุริยวงศ์ ไปเข้าไว้ในกองทัพ และให้ราชบุตรเป็นพนักงานทำบัญชีซื้อข้าวของราษฎรมารวมขึ้นฉางไว้สำหรับส่งกองทัพ ให้พระศรีสกุลวงศ์ผู้ช่วย พระขัตติยะ พระวรสาร พระศรีวราช เป็นพนักงานออกไปสำรวจข้าวเมืองขึ้นฉางไว้สำหรับราชการ ครั้นเสด็จราชการทัพแล้ว โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตัดทางสายโทรเลขและปลูกพลับพลาไว้ที่เมืองสกลนคร พระยาประจันตประเทศ (โง่นคำ) ได้ให้ราชบุตร พระวิชิตพลหาญผู้ช่วย เป็นผู้คุมไพร่ปลูกพลับพลา ให้พระขัตติยะเป็นพนักงานคุมไพร่ตัดทางสายโทรเลข ตั้งแต่เมืองสกลนครถึงเมืองพรรณานิคม ให้พระวรสารเป็นพนักงานตัดทางสายโทรเลขจากเมืองพรรณานิคมถึงบ้านพันนา และให้พระศรีสกุลวงศ์ผู้ช่วย คุมไร่ตัดทางสายโทรเลขตั้งแต่บ้านพันนาถึงเมืองหนองหาน

เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๔ พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ) ได้นำสิ่งของมงคลราชบรรณาการต่างๆ ลงไปทูลเกล้าทูลถวายเพื่อสมโภชพระนครที่กรุงเทพมหานครครั้งหนึ่ง ต่อมา พ.ศ. ๒๔๔๐ ได้ลงไปรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ณ กรุงเทพมหานคร หลังเสด็จกลับจากประพาสประเทศยุโรปครั้งแรก เมื่อสยามได้จัดหัวเมืองเป็นระบบมณฑลเทศาภิบาล โดยยกเลิกตำแหน่งเจ้าเมืองและเจ้านายในคณะอาญาสี่แล้ว พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ) ก็ได้รับราชการในตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองตลอดมาจนแก่ชรา จึงได้เปลี่ยนเป็นตำแหน่งที่ปรึกษาราชการเมือง โดยหาได้แสดงความไม่พึงหรือขัดขืนเช่นเดียวกับบรรดาเจ้าเมืองหัวเมืองลาวอื่นๆ [9]

ถึงแก่กรรมแก้ไข

พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ) ได้ป่วยด้วยโรคชราและถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๖ สิริรวมอายุได้ ๘๕ ปี รวมระยะเวลาที่เข้ารับราชการทั้งสิ้น ๖๖ ปี ในช่วงนี้ได้รับราชการฝ่ายบริหารและฝ่ายปกครองรวม ๕๑ ปี และดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองและผู้ว่าราชการเมืองสกลนครรวม ๓๗ ปี

 
ภาพหมู่ข้าราชการระดับสูง (ระดับผู้ว่าราชการเมืองในภาคอีสาน)
 
หอโฮงหรือเรือนเจ้าเมือง ใช้เป็นที่ว่าราชการงานเมืองในสมัยนั้น

พระราชทานนามสกุลแก้ไข

สกุลพรหมสาขาแก้ไข

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสกุลแก่ทายาทบุตรหลานของเจ้าผู้ปกครองเมืองสกลนครในอดีต ตามประกาศมาว่า

...ประกาศพระราชทานนามสกุลครั้งที่ ๑๗ พระเจ้าบรมวงษ์เธอ กรมพระนเรศวรวรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงมุรธาธรขอประกาศให้ทราบทั่วกันว่า ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ขนานนามสกุลพระราชทานแก่ผู้ที่ได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานเป็นครั้งที่ ๑๗ มีรายนามดังต่อไปนี้ กระทรวงมหาดไทย ฯลฯ ๑๓๖๘ พระยาจันตประเทศธานี (โง่นคำ) ผู้ว่าราชการเมืองสกลนคร พระราชทานนามสกุลว่า "พรหมสาขา" (Brahmasakha) ฯลฯ ประกาศมา ณ วันที่ ๖ มิถุนายน พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ (ลงพระนาม) นเรศวรวรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงมุรธาธร รับ[[พระบรมราชโองการ...[10]

สกุลพรหมสาขา ณ สกลนครแก้ไข

ภายหลังจากพระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ) ได้ถึงแก่กรรมลง ทายาทบุตรหลานของท่านซึ่งสืบเชื้อสายมาแต่เจ้าเมืองสกลนครทั้งหมด เห็นควรว่าสกุลเดิมที่พระราชทานมานั้น ควรเอาแบบอย่างราชธรรมเนียมในการพระราชทานชื่อเมืองต่อท้าย เนื่องด้วยบรรพบุรุษนั้นเป็นเจ้าผู้ปกครองเมืองมาก่อน ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามเมืองต่อท้ายสกุลเดิมตามที่ทายาทบุตรหลานได้ขอมา ตามประกาศดังนี้

...ประกาศกรมราชเลขาธิการ มหาเสวกโท พระยาราชสาสนโสภณ ราชเลขานุการในพระองค์ รับพระบรมราชโองการเหนือเกล้าฯ ให้ประกาศให้ทราบทั่วกันว่า นามสกุล พรหมสาขา ซึ่งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่ อำมาตย์โท พระยาจันตประเทศธานีศรีสกลานุรักษ์ (โง่นคำ) นั้น บัดนี้ บุตรหลานพระยาจันตประเทศธานี มีรองอำมาตย์เอก พระวิชิตพลหาร กรมการพิเศษจังหวัดสกลนคร ๑ รองอำมาตย์เอก พระพิทักษ์ถานกิจ กรมการพิเศษจังหวัดสกลนคร ๑ รองอำมาตย์เอก ขุนศรีนครานุรักษ์ นายอำเภอธาตุเชิงชุม ๑ รองอำมาตย์โท ขุนหิรัญรักษา คลังจังหวัดนครพนม ๑ รองอำมาตย์ตรี ขุนวิวัฒสรุกิจ นายอำเภอน้ำพอง ๑ รองอำมาตย์ตรี หลวงพิจารณ์อักษร ปลัดขวาอำเภอพรรณานิคม ๑ รองอำมาตย์ตรี ขุนถิระมัยสิทธิการ ปลัดขวาอำเภอธาตุเชิงชุม ๑ รองอำมาตย์ตรี ขุนจำรูญราชธนากร ศุภมาตราจังหวัดสกลนคร ๑ และ นายวรดี พรหมสาขา เนติบัณฑิตย์ รวม ๙ คน ได้ทูลเกล้าฯ ถวายหนังสือกราบบังคมทูลพระกรุณาว่าบรรพบุรุษของพระยาจันตประเทศธานี (โง่นคำ) ได้เป็นเจ้าเมืองสกลนครต่อๆ กันมาแต่รัชกาลที่ ๓ รวมประมาณเวลาได้ ๘๕ ปีเศษ เริ่มแต่พระยาประเทศธานี (คำ) พระยาจันตประเทศธานี (ปิด) พระยาจันตประเทศธานี (โง่นคำ) ได้ปกครองจังหวัดสกลนครมาโดยความเรียบร้อย และได้ทนุบำรุงให้มีความเจริญตลอดมาจนทุกวันนี้ ใคร่จะขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเพิ่มคำ ณ สกลนคร ต่อท้ายนามสกุลตามที่กล่าวมาแล้วนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้ ณ สกลนคร ต่อท้ายนามสกุล พรหมสาขา เป็น พรหมสาขา ณ สกลนคร ตั้งแต่วันประกาศนี้ ประกาศมา ณ วันที่ ๔ สิงหาคม พระพุทธศักราช ๒๔๖๗...[11]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์แก้ไข

ราชตระกูลแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข