ผู้ใช้:Ponpan/กระบะทราย 2

Fairytale kuser.png Cravate-normal.png Crystal man.png Crystal 128 desktop.png Crystal Clear app kservices.png Information green.svg
หน้าหลัก User พูดคุย Talk บทความ Contributions กระบะทราย Sandbox
| |
monobook.js
vector.js
คู่มือ Manual

มิวนิกแก้ไข

ชื่อแก้ไข

ประวัติศาสตร์แก้ไข

ยุคก่อนประวัติศาสตร์แก้ไข

การค้นพบทางโบราณคดีในมิวนิก เช่น ในเขต Freiham/Aubing บ่งชี้ว่ามีการตั้งถิ่นฐานและหลุมศพยุคแรกที่ย้อนกลับไปถึงยุคสัมฤทธิ์ (ก่อนคริสต์ศักราช 600-700 ปี)[1][2] นอกจากนี้ยังพบหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของชาวเคลต์ในช่วงยุคเหล็กบริเวณพื้นที่รอบเขต Perlach[3]

ยุคโรมันและหลังยุคโรมันแก้ไข

กำเนิดเมืองยุคกลางแก้ไข

 
ชื่อของมิวนิกถูกกล่าวถึงครั้งแรกในอนุญาโตตุลาการเอาก์สบวร์กในชื่อ munichen

ต้นกำเนิดของเมืองมิวนิกสมัยใหม่เป็นผลมาจากการต่อสู้แย่งชิงอำนาจระหว่างขุนศึกทหารกับบิชอปคาทอลิกผู้มีอิทธิพล ไฮน์ริชสิงห์ ดยุกแห่งซักเซินและดยุกแห่งบาวาเรีย (เสียชีวิต 1195) หนึ่งในเจ้าชายเยอรมันที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคของเขา ปกครองเหนือดินแดนอันกว้างใหญ่ในจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ของเยอรมันตั้งแต่ทางเหนือและทะเลบอลติกลงไปจนถึงเทือกเขาแอลป์ ไฮน์ริชต้องการขยายอำนาจของเขาในบาวาเรียด้วยการเข้าควบคุมกิจการการค้าเกลือที่สร้างกำไรให้อย่างมาก โดยขณะนั้นผู้ควบคุมกิจการคือคริสตจักรคาทอลิกในไฟรซิง

บิชอปอ็อทโท ฟอน ไฟรซิง (เสียชีวิต 1158) เป็นนักปราชญ์ นักประวัติศาสตร์ และบาทหลวงแห่งสังฆมณฑลไฟรซิงซึ่งกินเนื้อที่ขนาดใหญ่ในบาวาเรีย หลายปีก่อนหน้า (เวลาที่แน่นอนไม่ชัดเจน แต่คาดว่าอยู่ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 10) พระเบเนดิกตินได้ช่วยสร้างสะพานเก็บค่าผ่านทางและด่านศุลกากรเหนือแม่น้ำอีซาร์ (คาดว่าอยู่บริเวณเขตโอเบอร์เฟือริงในปัจจุบัน) เพื่อควบคุมเส้นทางการค้าเกลือระหว่างเมืองเอาก์สบวร์กและซาลซ์บูร์กที่มีมาตั้งแต่สมัยโรมัน

ไฮน์ริชต้องการคุมสะพานเก็บค่าผ่านทางซึ่งหมายถึงรายได้สำหรับเขาเอง ดังนั้นเขาจึงทำลายสะพานและด่านศุลกากรของบิชอปในปี ค.ศ. 1156 จากนั้นเขาก็สร้างสะพานเก็บค่าผ่านทางและด่านศุลกากรขึ้นใหม่ รวมถึงตลาดเหรียญในบริเวณใกล้กับแม่น้ำใกล้ชุมชนและบ้านของเขา (ปัจจุบันคือเขตเมืองเก่า บริเวณมารีเอินพลัทซ์, มารีเอินโฮฟ และโบสถ์นักบุญปีเตอร์) สะพานเก็บค่าผ่านทางข้ามแม่น้ำอีซาร์แห่งใหม่นี้คาดว่าตั้งอยู่ที่บริเวณ Museuminsel และ Ludwigsbrücke ในปัจจุบัน[4]

บิชอปอ็อทโทประท้วงเรื่องนี้ต่อจักรพรรดิเฟรเดอริค บาร์บาโรซา หลานชายของเขา ความขัดแย้งได้ยุติลงเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 1158 ในเอาก์สบวร์ก เมื่อมีอนุญาโตตุลาการเอาก์สบูร์กออกมา ระบุชื่อสถานที่ที่เกิดข้อพิพาทว่า forum apud Munichen (ละติน: ลานใกล้มิวนิก) การตัดสินนี้ให้ประโยชน์แก่ดยุกไฮน์ริช แม้ว่าบิชอปอ็อทโทจะสูญเสียสะพานของเขาไป แต่คณะอนุญาโตตุลาการได้สั่งให้ไฮน์ริชจ่ายค่าชดเชยเป็นเงินหนึ่งในสามของรายได้เขาให้แก่บิชอปแห่งไฟรซิง[5][6][7]

เหตุการณ์นี้ทำให้วันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 1158 ถือเป็น 'วันสถาปนา' อย่างเป็นทางการของเมืองมิวนิก แต่ไม่ใช่เพราะเป็นวันที่มีการตั้งรกรากครั้งแรก การขุดค้นทางโบราณคดีที่มารีเอินโฮฟ ก่อนที่จะมีการก่อสร้างเพื่อขยายเส้นทางรถไฟชานเมืองใต้ดิน (S-Bahn) ในปี 2012 ได้มีการค้นพบซากเรือเก่าจากศตวรรษที่ 11 ซึ่งพิสูจน์อีกครั้งว่าการตั้งถิ่นฐานในมิวนิกมีมาก่อนอนุญาโตตุลาการเอาก์สบูร์ก ค.ศ. 1158[8][9] โบสถ์นักบุญปีเตอร์อันเก่าแก่ใกล้กับมารีเอินพลัทซ์เชื่อกันว่าถูกสร้างขึ้นก่อนวันสถาปนาเมือง[10]

 
มิวนิกในคริสต์ศตวรรษที่ 16

ปี ค.ศ. 1175 มิวนิกได้รับสถานะเป็นเมืองและมีการสร้างป้อมปราการเสริมความแข็งแกร่ง ในปี ค.ศ. 1180 ไฮน์ริชสิงห์สูญเสียการยอมรับจากจักรพรรดิเฟรเดอริค เขาได้รับการพิจารณาคดีและถูกเนรเทศ อ็อทโทที่ 1 แห่งวิทเทิลส์บัคได้รับการแต่งตั้งเป็นดยุกแห่งบาวาเรียต่อจากเขา การปกครองเมืองมิวนิกถูกเปลี่ยนมือไปยังบิชอปแห่งไฟรซิง และถูกเปลี่ยนมืออีกครั้งใน ค.ศ. 1240 ไปยังอ็อทโทที่ 2 แห่งวิทเทิลส์บัค ใน ค.ศ. 1255 เมื่อดัชชีแห่งบาวาเรียถูกแบ่งออกเป็นสองภาค มิวนิกก็ได้กลายเป็นที่พำนักของขุนนางแห่งบาวาเรียตอนบน

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1327 เกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในมิวนิก กินเวลาสองวันและทำลายเมืองไปราวหนึ่งในสาม[11][12] ดยุกลูทวิชที่ 4 ซึ่งเป็นชาวเมืองมิวนิก ได้รับเลือกเป็นกษัตริย์เยอรมันในปี ค.ศ. 1314 และขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์เมื่อ ค.ศ. 1328 พระองค์ได้เสริมสถานะของเมืองให้แข็งแรงยิ่งขึ้นโดยให้เมืองเป็นผู้ผูกขาดการค้าเกลือ เป็นการรับประกันรายได้เพิ่มเติม ค.ศ. 1349 เกิดกาฬโรคระบาดทั่วมิวนิกและบาวาเรีย[13]

ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 มิวนิกได้รับการฟื้นฟูศิลปะกอทิก ศาลากลางเก่าได้รับการต่อขยาย โบสถ์แม่พระมิวนิกซึ่งเป็นโบสถ์กอทิกที่ใหญ่ที่สุดของเมืองถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1468 เสร็จภายในเวลาเพียง 20 ปี ปัจจุบันมีสถานะเป็นมหาวิหาร

อ้างอิงแก้ไข

  1. "Archäologie: Forscher finden 3000 Jahre altes Grab in München". Die Welt. July 2014. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2021-10-21.
  2. "Muenchen.de - das offizielle Stadtportal für München". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2021-10-21.
  3. Klaus Schwarz: Atlas der spätkeltischen Viereckschanzen Bayerns – Pläne und Karten. München, 1959
  4. Peter Klimesch: Münchner Isarinseln – Geschichte, Gegenwart und Zukunft. (Zum nördlichen Teil der Museumsinsel mit dem Vater-Rhein-Brunnen.) In: Ralf Sartori (Hrsg.): Die neue Isar, Band 4. München 2012. ISBN 978-3-86520-447-9.
  5. Wolf-Armin Freiherr von Reitzenstein (2006), "München", Lexikon bayerischer Ortsnamen. Herkunft und Bedeutung. Oberbayern, Niederbayern, Oberpfalz (in German), München: C. H. Beck, p. 171, ISBN 978-3-406-55206-9
  6. Deutsches Ortsnamenbuch. Hrsg. von Manfred Niemeyer. De Gruyter, Berlin/Boston 2012, S. 420.
  7. Fritz Lutz: Oberföhring. Zur 75-Jahrfeier der Eingemeindung Oberföhrings. Buchendorf: Buchendorfer Verlag 1988.
  8. Archaeological Showcase at the Münchner Stadtmuseum: Discoveries from the Marienhof excavations (2011/2012), 31 March 2019.
  9. Ausgrabungen und Dokumentation - Vergangenheit aus dem Boden. Zweite Stammstrecke München. Deutsche Bahn Website. https://www.2.stammstrecke-muenchen.de/archaeologie.html Archived 5 พฤษภาคม 2021 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
  10. Christian Behrer: Das Unterirdische München. Stadtkernarchäologie in der bayerischen Landeshauptstadt. Buchendorfer Verlag, München 2001, ISBN 3-934036-40-6, Kap. 4.2.1: St. Peter, S. 61–83.
  11. Bayerischer Architekten- und Ingenieurverein (Hrsg.): München und seine Bauten. BoD – Books on Demand, 2012, S. 48/49
  12. "Suche - Stadtbrand_von_M%C3%BCnchen". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2021-10-21.
  13. Wie die Pest die Münchner dahinraffte - Süddeutsche Zeitung (12. Dezember 2018). https://www.sueddeutsche.de/muenchen/pest-mittelalter-geschichte-1.4250084 Archived 13 ธันวาคม 2018 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน

ลำดับการค้นพบธาตุเคมีแก้ไข

The discovery of the 118 elements known to exist today is presented here in chronological order. The elements are listed generally in the order in which each was first defined as the pure element, as the exact date of discovery of most elements cannot be accurately defined.

Given is each element's name, atomic number, year of first report, name of the discoverer, and some notes related to the discovery.

ตารางธาตุแก้ไข

{{Periodic table (discovery periods)|state=collapsed}}

ธาตุที่ไม่สามารถระบุการค้นพบได้แก้ไข

Z ชื่อธาตุ การใช้งานครั้งแรกสุด ตัวอย่างที่ค้นพบที่เก่าแก่ที่สุด แหล่งค้นพบ/ผู้ค้นพบ สถานที่ค้นพบตัวอย่างที่เก่าแก่ที่สุด คำอธิบาย
29 ทองแดง 9000 BCE 6000 BCE ตะวันออกกลาง อานาโตเลีย คาดว่าทองแดงเป็นโลหะชนิดแรกที่มนุษย์นำมาใช้ประโยชน์[1] โดยพบในสภาพโลหะอยู่ตามธรรมชาติและต่อมาได้จากการหลอมสินแร่ คาดว่ามนุษย์พบทองแดงครั้งแรกเมื่อประมาณ 9000 ปีก่อนคริสตกาลในแถบตะวันออกกลาง ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นวัสดุสำคัญที่สุดชนิดหนึ่งของมนุษย์ยุคทองแดงและยุคบรอนซ์ ตัวอย่างที่เก่าแก่ที่สุดคือลูกปัดทองแดงที่พบในเมืองโบราณชาตัลเฮอยึก (Çatalhöyük) ประเทศตุรกี ทำขึ้นตั้งแต่ 6000 ปีก่อนคริสตกาล[2]
82 ตะกั่ว 7000 BCE 3800 BCE ทวีปแอฟริกา อะไบดอส อียิปต์ คาดว่ามนุษย์สามารถหลอมตะกั่วได้อย่างน้อยตั้งแต่ 9 พันปีก่อน, and the oldest known artifact of lead is a statuette found at the temple of Osiris on the site of Abydos dated circa 3800 BCE.[3]
79 ทอง ก่อน 6000 BCE ราว 4400 BCE บัลแกเรีย Varna Necropolis The oldest golden treasure in the world, dating from 4,600 BC to 4,200 BC, was discovered at the burial site Varna Necropolis.
47 เงิน ก่อน 5000 BCE ราว 4000 BCE อานาโตเลีย Estimated to have been discovered shortly after copper and gold.[4][5]
26 เหล็ก ก่อน 5000 BCE 4000 BCE ไม่ทราบ; see History of ferrous metallurgy อียิปต์ There is evidence that iron was known from before 5000 BCE.[6] The oldest known iron objects used by humans are some beads of meteoric iron, made in Egypt in about 4000 BCE. The discovery of smelting around 3000 BCE led to the start of the iron age around 1200 BCE[7] and the prominent use of iron for tools and weapons.[8]
6 คาร์บอน 3750 BCE ชาวอียิปต์และชาวสุเมเรียน The earliest known use of charcoal was for the reduction of copper, zinc, and tin ores in the manufacture of bronze, by the Egyptians and Sumerians.[9] Diamonds were probably known as early as 2500 BCE.[10] The first true chemical analyses were made in the 18th century,[11] and in 1789 carbon was listed by Antoine Lavoisier as an element.[12]
50 ดีบุก 3500 BCE 2000 BCE ไม่ทราบ; see Tin#History First smelted in combination with copper around 3500 BCE to produce bronze.[13] The oldest artifacts date from around 2000 BCE.[14]
16 กำมะถัน ก่อน 2000 BCE จีน/อินเดีย First used at least 4,000 years ago.[15] Recognized as an element by Antoine Lavoisier in 1777.
80 ปรอท ก่อน 2000 BCE 1500 BCE จีน/อินเดีย อียิปต์ Known to ancient Chinese and Indians before 2000 BCE, and found in Egyptian tombs dating from 1500 BCE.[16]
30 สังกะสี ก่อน 1000 BCE 1000 BCE Indian metallurgists อนุทวีปอินเดีย Extracted as a metal since antiquity (before 1000 BCE) by Indian metallurgists, but the true nature of this metal was not understood in ancient times. Identified as a unique metal by the metallurgist Rasaratna Samuccaya in 800[17] and by the alchemist Paracelsus in 1526.[18] Isolated by Andreas Sigismund Marggraf in 1746.[19]
33 สารหนู 2500 BCE/1250 CE ยุคบรอนซ์ อัลแบร์ตุส มาญุส In use in the early bronze age; Albertus Magnus was the first European to isolate the element in 1250.[20] In 1649, Johann Schröder published two ways of preparing elemental arsenic.[20]
51 พลวง 3000 BCE In widespread use in Egypt and the Middle East.[21]

อ้างอิงแก้ไข

  1. "The History of Copper". Rameria.com. สืบค้นเมื่อ 29/6/2559. Check date values in: |accessdate= (help)
  2. CSA – Discovery Guides, A Brief History of Copper
  3. "The History of Lead – Part 3". Lead.org.au. สืบค้นเมื่อ 2008-09-12.
  4. 47 Silver
  5. "Silver Facts – Periodic Table of the Elements". Chemistry.about.com. สืบค้นเมื่อ 2008-09-12.
  6. "26 Iron". Elements.vanderkrogt.net. สืบค้นเมื่อ 2008-09-12.
  7. Weeks, Mary Elvira; Leichester, Henry M. (1968). "Elements Known to the Ancients". Discovery of the Elements. Easton, PA: Journal of Chemical Education. pp. 29–40. ISBN 0-7661-3872-0. LCCCN 68-15217.
  8. "Notes on the Significance of the First Persian Empire in World History". Courses.wcupa.edu. สืบค้นเมื่อ 2008-09-12.
  9. "History of Carbon and Carbon Materials – Center for Applied Energy Research – University of Kentucky". Caer.uky.edu. สืบค้นเมื่อ 2008-09-12.
  10. "Chinese made first use of diamond". BBC News. 17 May 2005. สืบค้นเมื่อ 2007-03-21.
  11. Ferchault de Réaumur, R-A (1722). L'art de convertir le fer forgé en acier, et l'art d'adoucir le fer fondu, ou de faire des ouvrages de fer fondu aussi finis que le fer forgé (English translation from 1956). Paris, Chicago.
  12. Senese, Fred (September 9, 2009). "Who discovered carbon?". Frostburg State University. สืบค้นเมื่อ 2007-11-24. [ลิงก์เสีย]
  13. "50 Tin". Elements.vanderkrogt.net. สืบค้นเมื่อ 2008-09-12.
  14. "History of Metals". Neon.mems.cmu.edu. สืบค้นเมื่อ 2008-09-12.
  15. "Sulfur History". Georgiagulfsulfur.com. สืบค้นเมื่อ 2008-09-12.
  16. "Mercury and the environment — Basic facts". Environment Canada, Federal Government of Canada. 2004. สืบค้นเมื่อ 2008-03-27. Italic or bold markup not allowed in: |publisher= (help)
  17. Craddock, P. T. et al. (1983), "Zinc production in medieval India", World Archaeology 15 (2), Industrial Archaeology, p. 13
  18. "30 Zinc". Elements.vanderkrogt.net. สืบค้นเมื่อ 2008-09-12.
  19. Weeks, Mary Elvira (1933). "III. Some Eighteenth-Century Metals". The Discovery of the Elements. Easton, PA: Journal of Chemical Education. p. 21. ISBN 0-7661-3872-0.
  20. 20.0 20.1 "Arsenic". Los Alamos National Laboratory. สืบค้นเมื่อ 3 March 2013.
  21. SHORTLAND, A. J. (2006-11-01). "APPLICATION OF LEAD ISOTOPE ANALYSIS TO A WIDE RANGE OF LATE BRONZE AGE EGYPTIAN MATERIALS". Archaeometry. 48 (4): 657–669. doi:10.1111/j.1475-4754.2006.00279.x.

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข