สารบัญกระบะทราย: หลัก, ว่าง, ดาวเคราะห์, ว่าง, นิยามดาวเคราะห์, ค้างคาว

Mercury Venus
Earth Mars
Jupiter Saturn
Uranus Neptune
ดาวเคราะห์ที่รู้จักทั้งแปดดวงของระบบสุริยะ
ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลกและดาวอังคาร
ดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ (ดาวเคราะห์แก๊สยักษ์)
ดาวยูเรนัสและดาวเนปจูน (ดาวเคราะห์น้ำแข็งยักษ์)

แสดงตามลำดับจากดวงอาทิตย์และใช้สีจริง ขนาดไม่เป็นไปตามมาตราส่วน

ดาวเคราะห์ คือ เทห์ฟ้าที่โคจรรอบดาวฤกษ์หรือซากดาวฤกษ์ที่ใหญ่มากพอที่จะรักษาความเป็นทรงกลมได้ด้วยแรงโน้มถ่วง แต่ไม่ใหญ่มากพอที่จะเกิดปฏิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียร์ฟิวชัน และมีบริเวณโดยรอบที่โล่งจากเทห์ฟ้าอื่นหรือเศษดาวเคราะห์ต่าง ๆ[a][1][2]

คำว่า "ดาวเคราะห์" มีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ โหราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทพปกรณัม และศาสนามาตั้งแต่ยุคโบราณ มี 5 ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า หลายอารยธรรมยุคแรก ๆ ถือว่าดาวเคราะห์ทั้งห้าดวงนี้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือเป็นทูตจากพระเจ้า เมื่อความรู้วิทยาศาสตร์ก้าวหน้า มุมมองของมนุษย์ที่มีต่อดาวเคราะห์เปลี่ยนแปลงไปโดยรวมวัตถุที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงเข้าเป็นกลุ่มเดียวกัน ในปี พ.ศ. 2549 สหพันธ์ดาราศาสตร์สากล (ไอเอยู) นิยามดาวเคราะห์ภายในระบบสุริยะอย่างเป็นทางการ นิยามนี้เป็นประเด็นถกเถียงกันเนื่องจากตัวนิยามนั้นไม่รวมวัตถุหลายชิ้นที่มีมวลเท่าดาวเคราะห์โดยพิจารณาเพียงแค่วงโคจรหรือตำแหน่งที่วัตถุนั้นอยู่ แม้ว่าดาวเคราะห์ทั้งแปดดวงที่ค้นพบก่อนปี พ.ศ. 2493 ยังคงเป็นดาวเคราะห์ภายใต้นิยามใหม่นี้ แต่มีบางวัตถุ เช่น ซีรีส พัลลัส จูโน และเวสตา (ซึ่งเป็นวัตถุในแถบดาวเคราะห์น้อยเหมือนกันทั้งหมด) และดาวพลูโต (วัตถุพ้นดาวเนปจูนชิ้นแรกที่ถูกค้นพบ) ซึ่งประชาคมวิทยาศาสตร์เคยพิจารณาวัตถุเหล่านี้ให้เป็นดาวเคราะห์ แต่ภายใต้คำนิยามปัจจุบันไม่พิจารณาเช่นนั้นแล้ว

โตเลมีคิดว่าดาวเคราะห์นั้นโคจรรอบโลกด้วยการเคลื่อนที่แบบวงกลมขนาดเล็กที่อยู่บนวงโคจรหลักที่เป็นวงกลมใหญ่ (Deferent and epicycle) ถึงแม้ว่าแนวคิดที่ว่าดาวเคราะห์โคจรรอบดวงอาทิตย์ได้รับการเสนอขึ้นหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้รับการยอมรับจนกระทั่งคริสต์ศตวรรษที่ 17 ที่มีการค้นพบหลักฐานสนับสนุนจากการสังเกตครั้งแรกด้วยกล้องส่องทางไกลโดยกาลิเลโอ กาลิเลอี ในช่วงเวลาเดียวกัน โยฮันเนส เคปเลอร์พบว่าวงโคจรของดาวเคราะห์เป็นวงรีมิใช่วงกลม ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลการสังเกตของทีโค บราอย่างระมัดระวัง เมื่ออุปกรณ์การสังเกตพัฒนาขึ้น นักดาราศาสตร์พบว่าดาวเคราะห์แต่ละดวงหมุนรอบตัวเองรอบแกนที่เอียงเมื่อเทียบกับขั้ววงโคจรเช่นเดียวกับโลก และดาวเคราะห์บางดวงมีลักษณะ เช่น มีครอบน้ำแข็งและฤดูกาลที่คล้ายคลึงกับที่โลกมี ตั้งแต่เริ่มยุคอวกาศ การสังเกตระยะใกล้โดยยานอวกาศต่าง ๆ พบว่าโลกและดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ มีลักษณะบางอย่างร่วมกัน เช่น ภูเขาไฟ เฮอร์ริเคน ธรณีแปรสัณฐาน แม้กระทั่งอุทกวิทยา

ดาวเคราะห์โดยปกติแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือ ดาวเคราะห์ยักษ์ที่มีความหนาแน่นต่ำ และดาวเคราะห์หินคล้ายโลกที่มีขนาดเล็กกว่า ในระบบสุริยะมีดาวเคราะห์ทั้งหมด 8 ดวง โดยเรียงลำดับตามระยะห่างจากดวงอาทิตย์ มีดาวเคราะห์คล้ายโลก 4 ดวง ได้แก่ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก และดาวอังคาร ตามด้วยดาวเคราะห์แก๊สอีก 4 ดวง ได้แก่ ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน ดาวเคราะห์หกจากแปดดวงนี้มีดาวบริวารอย่างน้อยหนึ่งดวงโคจรรอบ

มีการค้นพบดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดาวฤกษ์ดวงอื่น ๆ (ดาวเคราะห์นอกระบบ) หลายพันดวงในทางช้างเผือก ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2562 มีดาวเคราะห์นอกระบบที่ทราบกันแล้ว 4,118 ดวงในระบบดาวเคราะห์ 3,063 ระบบ (รวมถึงระบบดาวเคราะห์ที่มีดาวเคราะห์หลายดวงอีก 669 ระบบ) โดยมีขนาดตั้งแต่ใหญ่กว่าดวงจันทร์เล็กน้อยไปจนถึงดาวเคราะห์แก๊สยักษ์ที่ใหญ่กว่าดาวพฤหัสบดีสองเท่า มีดาวเคราะห์มากกว่า 100 ดวงที่มีขนาดเท่าโลก 9 ดวงที่มีระยะทางสัมพัทธ์จากดาวแม่ใกล้เคียงกับโลก กล่าวคืออยู่ในเขตอาศัยได้[3][4] ในวันที่ 20 ธันวาคม 2554 ทีมงานของกล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์ค้นพบเคปเลอร์-20อี[5] และเคปเลอร์-20เอฟ[6] ดาวเคราะห์นอกระบบดวงแรกที่มีขนาดเท่าโลก ซึ่งโคจรรอบเคปเลอร์-20 ดาวฤกษ์คล้ายดวงอาทิตย์[7][8][9] การศึกษาในปี 2555 ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลไมโครเลนส์ของแรงโน้มถ่วง ประมาณว่าทุก ๆ ดาวฤกษ์หนึ่งดวง จะมีดาวเคราะห์อยู่โดยเฉลี่ย 1.6 ดวง[10] ประมาณหนึ่งในห้าของดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดาวฤกษ์คล้ายดวงอาทิตย์[b] เป็นดาวเคราะห์ขนาดเท่าโลก[c] ที่อยู่ในเขตอาศัยได้[d]

ประวัติแก้ไข

 
ภาพของแนวคิดระบบโลกเป็นศูนย์กลางจาก Cosmographia, แอนต์เวิร์ป, 1539

แนวคิดเกี่ยวกับดาวเคราะห์พัฒนามาตลอดยุคประวัติศาสตร์ จากแสงอันศักดิ์สิทธิ์แห่งยุคโบราณสู่วัตถุเช่นโลกแห่งยุควิทยาศาสตร์ แนวคิดนี้ขยายออกไปไม่เพียงแต่ในระบบสุริยะ แต่รวมถึงระบบดาวเคราะห์อื่นหลายร้อยระบบด้วย ความกำกวมอันเป็นปกติในนิยามดาวเคราะห์นำมาสู่ข้อถกเถียงทางวิทยาศาสตร์หลายประการ

ดาวเคราะห์ดั้งเดิมห้าดวงที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่านั้นรู้จักกันมาตั้งแต่ยุคโบราณ และมีผลกระทบอย่างเป็นนัยสำคัญต่อเรื่องปรัมปรา จักรวาลวิทยาศาสนา และดาราศาสตร์โบราณ ในยุคโบราณ นักดาราศาสตร์สังเกตถึงวิธีการที่แสงจำนวนหนึ่งเคลื่อนไปบนท้องฟ้า ตรงข้ามกับดาวฤกษ์คงที่ ที่อยู่ในตำแหน่งเดิมตลอดบนท้องฟ้า[11] ชาวกรีกโบราณเรียกแสงเหล่านี้ว่า πλάνητες ἀστέρες (planētes asteres, "ดาวฤกษ์พเนจร") หรือแค่ πλανῆται (planētai, "ผู้พเนจร")[12] ซึ่งเป็นรากศัพท์ของคำว่า "planet"[13][14][15] ในกรีซโบราณ จีน บาบิโลน และทุกอารยธรรมก่อนสมัยปัจจุบัน[16][17] เชื่อกันเป็นสากลว่าโลกเป็นศูนย์กลางของเอกภพ มีดาวเคราะห์ดวงอื่นโคจรรอบโลก เหตุผลสำหรับมุมมองนี้มาจากการที่ดาวฤกษ์และดาวเคราะห์ปรากฎให้เห็นว่าโคจรรอบโลกในแต่ละวัน[18] ประกอบกับสามัญสำนึกที่ว่าโลกนั้นมั่นคงและเสถียร ไม่เคลื่อนที่แต่อย่างใด

บาบิโลนแก้ไข

อารยธรรมแรกที่ทราบกันว่ามีทฤษฎีเกี่ยวกับดาวเคราะห์ คือ ชาวบาบิโลเนียที่อาศัยอยู่ในบริเวณเมโสโปเตเมีย ในช่วงสหัสวรรษที่หนึ่งและสองก่อนคริสต์ศักราช ข้อความที่เกี่ยวกับดาวเคราะห์ที่ยังคงเหลืออยู่ ได้แก่ จารึกพระศุกร์แห่งอัมมิซาดูกา ซึ่งเป็นจารึกสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสต์ศักราช มีเนื้อหาเกี่ยวกับรายชื่อการสังเกตการโคจรของดาวศุกร์ และอาจมีอายุย้อนไปถึงช่วงสหัสวรรษที่สองก่อนคริสต์ศักราช[19] MUL.APIN คือ คู่ของจารึกอักษรรูปลิ่มจากสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสต์ศักราชที่อธิบายถึงการโคจรของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์ต่าง ๆ ในรอบปี[20] นักโหราศาสตร์ชาวบาบิโลเนียยังวางรากฐานให้กับสิ่งที่ปัจจุบันพัฒนามาเป็นโหราศาสตร์ตะวันตก[21] เอนูมาอานูเอนลิลซึ่งเขียนขึ้นในยุคจักรวรรดิอัสซีเรียใหม่ ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสต์ศักราช[22] ประกอบด้วยรายชื่อลางและความสัมพันธ์ของมันกับปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์หลาย ๆ อย่าง รวมถึงการโคจรของดาวเคราะห์[23][24] นอกจากนี้ นักดาราศาสตร์ชาวบาบิโลเนียยังทราบถึงการมีตัวตนของดาวศุกร์ ดาวพุธ และดาวเคราะห์ชั้นนอกอย่าง ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี และดาวเสาร์ และกลายเป็นดาวเคราะห์ทั้งหมดที่ทราบจนกระทั่งมีการประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์[25]

ดาราศาสตร์กรีก-โรมันแก้ไข

อินเดียแก้ไข

ในปี 44 อารยภัฏ นักดาราศาสตร์ชาวอินเดีย เสนอแบบจำลองดาวเคราะห์ที่นำการหมุนรอบตัวเองของโลกรอบแกนเข้ามารวมไว้ด้วยอย่างชัดเจน ซึ่งเขาอธิบายว่าเป็นสาเหตุที่ดาวฤกษ์ดูเหมือนจะปรากฏว่าเคลื่อนไปทางทิศตะวันตก เขายังเชื่อว่าวงโคจรของดาวเคราะห์เป็นวงรี[26] ฐานผู้ติดตามของอารยภัฏแข็งแรงในบริเวณอินเดียใต้ ที่ซึ่งหลักการการหมุนรอบตัวเองชั่ววันหนึ่งของโลก และหลักการอื่นของเขาได้รับการติดตามและผลงานที่สร้างขึ้นหลังจากนั้นก็มีรากฐานมาจากผลงานของเขา[27]

ในปี 2043 นิลากานธา โซมายาจีจากโรงเรียนดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์แห่งเกรละ ปรับปรุงแบบจำลองของอารยภัฏใหม่ในงานเขียนที่ชื่อว่า Tantrasamgraha ของเขา

ดาราศาสตร์ของมุสลิมยุคกลางแก้ไข

ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการยุโรปแก้ไข

ดาวเคราะห์ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ,
ประมาณปี 2086 ถึง 2153 และประมาณปี 2223 ถึง 2324
1
ดาวพุธ
 
2
ดาวศุกร์
 
3
โลก
 
4
ดาวอังคาร
 
5
ดาวพฤหัสบดี
 
6
ดาวเสาร์
 

การมาถึงของการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ทำให้ความหมายคำว่า "ดาวเคราะห์" เปลี่ยนจากบางสิ่งที่เคลื่อนผ่านท้องฟ้า (เทียบกับดาวฤกษ์ฉากหลัง) เป็นเทหวัตถุที่โคจรรอบโลก (ซึ่งเป็นแนวคิดที่เชื่อกันในขณะนั้น) และในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ความหมายของดาวเคราะห์ก็เปลี่ยนเป็นบางสิ่งที่โคจรรอบดวงอาทิตย์เมื่อระบบดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของโคเปอร์นิคัส กาลิเลโอ และเคปเลอร์ได้รับความสำคัญ

ดังนั้นโลกจึงรวมเข้าไปอยู่ในรายชื่อดาวเคราะห์ของระบบสุริยะ[28] ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ก็ถูกคัดออกไปจากความเป็นดาวเคราะห์ ในตอนแรก เมื่อมีการค้นพบดาวบริวารดวงแรกของดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 คำว่า "ดาวเคราะห์" และ "ดาวบริวาร" ใช้สลับเปลี่ยนไปมาได้ แม้ว่าคำหลังจะค่อย ๆ ใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้นในคริสต์ศตวรรษถัดมา[29] จนกระทั่งกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 จำนวนดาวเคราะห์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะเทหวัตถุที่ค้นพบใหม่ใดก็ตามที่พบว่าโคจรดวงอาทิตย์ ประชาคมวิทยาศาสตร์ก็จะจัดให้เป็นดาวเคราะห์ทั้งสิ้น

คริสต์ศตวรรษที่ 19แก้ไข

ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 นักดาราศาสตร์เริ่มตระหนักว่าเทหวัตถุค้นพบใหม่ที่ได้รับการจัดให้เป็นดาวเคราะห์มานานกว่าครึ่งศตวรรษ (เช่น ซีรีส พัลลัส จูโน เวสตา) นั้นแตกต่างมากกับดาวเคราะห์ดั้งเดิมห้าดวง เทหวัตถุทั้งหลายดังกล่าวมีวงโคจรอยู่ใกล้เคียงกันในบริเวณระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี (แถบดาวเคราะห์น้อย) และมีมวลน้อยกว่าดาวเคราะห์ดั้งเดิมห้าดวงนั้นมาก เป็นผลให้เทหวัตถุทั้งหลายนี้ถูกจัดใหม่ให้เป็น "ดาวเคราะห์น้อย" ขณะที่ไม่มีนิยามอย่างเป็นทางการสำหรับดาวเคราะห์ "ดาวเคราะห์" กลายเป็นที่เข้าใจกันว่าเป็นเทหวัตถุ "ขนาดใหญ่" ใด ๆ ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ และนิยามทางการนั้นก็ยังไม่เป็นที่ต้องการ เพราะขนาดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนของดาวเคราะห์น้อยกับดาวเคราะห์ และการค้นพบเทหวัตถุใหม่ ๆ ก็ดูเหมือนว่ายุติลงแล้วหลังการค้นพบดาวเนปจูนในปี 2389[30]

คริสต์ศตวรรษที่ 20แก้ไข

ดาวเคราะห์ปี 2397–2473 และ ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะในปี 2549–ปัจจุบัน
1
ดาวพุธ
 
2
ดาวศุกร์
 
3
โลก
 
4
ดาวอังคาร
 
5
ดาวพฤหัสบดี
 
6
ดาวเสาร์
 
7
ดาวยูเรนัส
 
8
ดาวเนปจูน
 

ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 มีการค้นพบดาวพลูโต การสังเกตเบื้องต้นทำให้เชื่อกันว่าดาวพลูโตมีขนาดใหญ่กว่าโลก[31] ทำให้วัตถุดังกล่าวได้รับการยอมรับเป็นดาวเคราะห์ดวงที่เก้าในทันที การเฝ้าสังเกตต่อ ๆ มาพบว่าดาวพลูโตนั้นแท้ที่จริงมีขนาดเล็กมาก เรย์ ริตเทิลทันเสนอในปี 2479 ว่าดาวพลูโตอาจเป็นดาวบริวารของดาวเนปจูนที่หลุดออกมา[32] และเฟรด วิปเพิลเสนอในปี 2480 ว่าดาวพลูโตอาจเป็นดาวหาง[33] เนื่องจากดาวพลูโตยังมีขนาดใหญ่กว่าดาวเคราะห์น้อยทั้งหมดที่รู้จักและดูเหมือนว่าไม่อยู่ในกลุ่มประชากรที่ใหญ่กว่าใด ๆ[34] ดาวพลูโตจึงรักษาสถานะความเป็นดาวเคราะห์ไว้ได้จนกระทั่งปี 2549

ดาวเคราะห์ (ระบบสุริยะ) ในปี 2473–2549
1
ดาวพุธ
 
2
ดาวศุกร์
 
3
โลก
 
4
ดาวอังคาร
 
5
ดาวพฤหัสบดี
 
6
ดาวเสาร์
 
7
ดาวยูเรนัส
 
8
ดาวเนปจูน
 
9
ดาวพลูโต
 

ในปี 2535 นักดาราศาสตร์นามว่าอเล็กซานเดร์ วอลต์ชานและเดล เฟรลประกาศการค้นพบดาวเคราะห์รอบพัลซาร์แห่งหนึ่งชื่อว่า พีเอสอาร์ บี1257+12[35] การค้นพบครั้งนี้ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเป็นการตรวจจับระบบดาวเคราะห์รอบดาวฤกษ์ดวงอื่นครั้งแรกที่ยืนยันได้ ต่อมาในวันที่ 6 ตุลาคม 2538 มีแชล มายอร์และดีดีเย เกโลจากหอดูดาวเจนีวาประกาศการตรวจจับดาวเคราะห์นอกระบบที่ยืนยันได้ครั้งแรกที่โคจรรอบดาวฤกษ์แถบลำดับหลัก (51 ม้าบิน)[36]

การค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบนำไปสู่ความกำกวมอีกประการในการนิยามดาวเคราะห์: จุดที่ซึ่งดาวเคราะห์กลายเป็นดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์นอกระบบที่รู้จักจำนวนมากมีมวลมากกว่าดาวพฤหัสบดีหลายเท่า ซึ่งใกล้เคียงกับวัตถุที่รู้จักอย่างดาวแคระน้ำตาล ดาวแคระน้ำตาลได้รับการยอมรับโดยทั่วไปว่าเป็นดาวฤกษ์เนื่องจากหลอมรวมดิวเทอเรียม ไอโซโทปที่หนักกว่าของไฮโดรเจนได้ แม้ว่าวัตถุที่มีขนาดใหญ่กว่าดาวพฤหัสบดี 75 เท่าหลอมรวมไฮโดรเจนได้ แต่วัตถุขนาด 13 เท่าของมวลดาวพฤหัสบดีก็หลอมรวมดิวเทอเรียมได้ ดิวเทอเรียมค่อนข้างหายากและดาวแคระน้ำตาลส่วนมากมักหยุดหลอมรวมดิวเทอเรียมไปนานก่อนการค้นพบแล้ว ทำให้แทบไม่สามารถแยกดาวแคระน้ำตาลออกจากดาวเคราะห์ขนาดใหญ่มากได้อย่างชัดเจน[37]

คริสต์ศตวรรษที่ 21แก้ไข

ด้วยการค้นพบวัตถุภายในระบบสุริยะและวัตถุขนาดใหญ่รอบดาวฤกษ์อื่นเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 20 ทำให้เกิดข้อถกเถียงว่าอะไรควรจะจัดตั้งให้เป็นดาวเคราะห์ มีการไม่เห็นด้วยโดยเฉพาะกับคำถามที่ว่าวัตถุหนึ่งควรเป็นดาวเคราะห์หรือไม่ถ้าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มประชากรอื่น เช่น แถบดาวเคราะห์น้อย หรือถ้าวัตถุนั้นมีขนาดใหญ่พอที่จะผลิตพลังงานด้วยการหลอมเทอร์โมนิวเคลียร์ของดิวเทอเรียม

จำนวนนักดาราศาสตร์ที่โต้แย้งให้ดาวพลูโตถูกลดอันดับจากดาวเคราะห์เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะในคริสต์ทศวรรษ 1990 และต้นคริสต์ทศวรรษ 2000 มีการค้นพบวัตถุขนาดใกล้เคียงกันจำนวนมากในบริเวณเดียวกันของระบบสุริยะ (แถบไคเปอร์) ดาวพลูโตถูกพบว่าเป็นเพียงแค่วัตถุขนาดเล็กชิ้นหนึ่งท่ามกลางกลุ่มประชากรหลายพันเท่านั้น

หนังสือพิมพ์ชื่อดังประโคมให้วัตถุบางชิ้น เช่น ควาอัวร์ เซดนา และเอริส เป็นดาวเคราะห์ดวงที่สิบ แต่วงการวิทยาศาสตร์ไม่ให้การยอมรับมากนัก การประกาศการค้นพบดาวเอริสในปี 2548 ซึ่งสมัยนั้นคิดว่าเป็นวัตถุมีขนาดใหญ่กว่าดาวพลูโต 27% สร้างความจำเป็นและความต้องการของสาธารณชนถึงนิยามดาวเคราะห์อย่างเป็นทางการ

เมื่อไอเอยูรับทราบปัญหา จึงได้มีความพยายามในการให้นิยามแก่ดาวเคราะห์ และมีนิยามหนึ่งออกมาในเดือนสิงหาคม 2549 จำนวนดาวเคราะห์ลดลงเหลือแปดดวงที่เป็นวัตถุขนาดใหญ่กว่าและมีวงโคจรที่โล่ง (ได้แก่ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน) และมีกลุ่มใหม่ที่เรียกว่าดาวเคราะห์แคระ แต่เดิมมีวัตถุแค่สามชิ้นเท่านั้น (ได้แก่ ซีรีส ดาวพลูโต และดาวเอริส)[38]

ดาวเคราะห์นอกระบบแก้ไข

นิยามดาวเคราะห์ปี 2549 ของไอเอยูแก้ไข

วัตถุที่เคยพิจารณาให้เป็นดาวเคราะห์แก้ไข

ตารางด้านล่างเป็นรายชื่อของวัตถุในระบบสุริยะที่เคยผ่านการพิจารณาเป็นดาวเคราะห์

วัตถุ การจัดประเภทในปัจจุบัน หมายเหตุ
ดวงอาทิตย์ ดาวฤกษ์ ได้รับการจัดให้เป็นดาวเคราะห์ดั้งเดิม (กรีกโบราณ πλανῆται ผู้พเนจร) ในสมัยคลาสสิกและยุโรปยุคกลาง ให้สอดคล้องกับแบบจำลองโลกเป็นศูนย์กลางที่ถูกหักล้างไปแล้ว[39]
ดวงจันทร์ ดาวบริวารธรรมชาติ
ไอโอ ยูโรปา แกนีมีด และคัลลิสโต ดาวบริวารธรรมชาติ เป็นดาวบริวารขนาดใหญ่ที่สุดสี่ดวงแรกของดาวพฤหัสบดี รู้จักกันในชื่อว่าดวงจันทร์ของกาลิเลโอตามชื่อผู้ค้นพบคือ กาลิเลโอ กาลิเลอี เขาอ้างอิงถึงดาวบริวารเหล่านี้ว่าเป็น "ดาวเคราะห์เมดิซี" เพื่อเป็นเกียรติแก่ตระกูลเมดิซี ผู้ที่อุปถัมภ์เขา ดาวบริวารเหล่านี้ยังเคยรู้จักกันว่าเป็นดาวเคราะห์ทุติยภูมิ[40]
ไททัน[e] ไอแอพิตัส[f] รีอา[f] ทีทิส[g] และไดโอนี[g] ดาวบริวารธรรมชาติ เป็นดาวบริวารดาวเสาร์ขนาดใหญ่ห้าดวง ค้นพบโดยคริสตียาน เฮยเคินส์และโจวันนี โดเมนีโก กัสซีนี รู้จักกันว่าเป็นดาวเคราะห์ทุติยภูมิร่วมกับดาวบริวารดาวพฤหัสบดีสี่ดวงใหญ่[40]
พัลลัส จูโน และเวสตา ดาวเคราะห์น้อย จัดให้เป็นดาวเคราะห์ตั้งแต่ตอนค้นพบในระหว่างปี 2344–2350 จนกระทั่งได้รับการจัดประเภทใหม่เป็นดาวเคราะห์น้อยในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1850[42]

ซีรีสได้รับการจัดประเภทให้เป็นดาวเคราะห์แคระในปี 2549

ซีรีส ดาวเคราะห์แคระและดาวเคราะห์น้อย
แอสเทรีย ฮีบี ไอริส ฟลอรา มิทิส ไฮเจีย พาร์เธเนอปี วิกทอเรีย อีจีเรีย ไอรีน ยูโนเมีย ดาวเคราะห์น้อย เป็นดาวเคราะห์น้อยที่ค้นพบในระหว่างปี 2388–2394 การเพิ่มจำนวนของวัตถุระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดีอย่างรวดเร็วกระตุ้นให้มีการจัดประเภทวัตถุเหล่านี้ใหม่เป็นดาวเคราะห์น้อย ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในปี 2397[43]
ดาวพลูโต ดาวเคราะห์แคระและวัตถุแถบไคเปอร์ วัตถุพ้นดาวเนปจูนชิ้นแรก (เป็นดาวเคราะห์น้อยที่มีกึ่งแกนเอกพ้นดาวเนปจูน) ได้รับการจัดให้เป็นดาวเคราะห์ตั้งแต่ตอนค้นพบในปี 2473 จนกระทั่งได้รับการจัดประเภทใหม่เป็นดาวเคราะห์แคระในปี 2549

นอกเหนือจากประชาคมวิทยาศาสตร์ ดาวพลูโตยังคงมีความสำคัญทางวัฒนธรรมต่อสาธารณชนโดยรวมเนื่องด้วยการจัดประเภทที่แต่เดิมให้เป็นดาวเคราะห์จากปี 2473 ถึง 2549[44]

ประมวลเรื่องปรัมปราและการตั้งชื่อแก้ไข

การก่อตัวแก้ไข

ดูบทความหลักที่: สมมติฐานเนบิวลา
 
ภาพวาดโดยศิลปิน แสดงจานดาวเคราะห์ก่อนเกิดในจินตนาการ

การก่อตัวของดาวเคราะห์ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด ทฤษฎีที่เป็นที่ยอมรับมากที่สุดระบุว่า ดาวเคราะห์ก่อตัวขึ้นจากการยุบตัวของเนบิวลาเป็นจานบาง ๆ ของแก๊สและฝุ่น ดาวฤกษ์ก่อนเกิดก่อตัวขึ้นที่ใจกลาง และมีจานดาวเคราะห์ก่อนเกิดหมุนอยู่รอบ ๆ อนุภาคฝุ่นในจานค่อย ๆ รวมกันเป็นวัตถุขนาดใหญ่ขึ้นด้วยการพอกพูนมวล แล้วกระบวนการพอกพูนมวลก็เร่งเร็วขึ้นโดยเศษดาวเคราะห์ขนาดเล็กดึงวัตถุอื่นเพิ่มเติมเข้ามาด้วยแรงโน้มถ่วง การรวมตัวนี้หนาแน่นมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งแรงโน้มถ่วงทำให้เกิดการยุบตัวสู่ด้านใน ก่อตัวเป็นดาวเคราะห์ก่อนเกิด[45] เมื่อดาวเคราะห์มีมวลมากกว่าดาวอังคาร กระบวนการสะสมชั้นบรรยากาศจะเริ่มขึ้น[46] และเพิ่มอัตราการจับเศษดาวเคราะห์ขนาดเล็กด้วยการลากของบรรยากาศ[47][48] ดาวเคราะห์คล้ายโลก ดาวเคราะห์ยักษ์ ดาวเคราะห์น้ำแข็งยักษ์อาจก่อตัวขึ้นมาได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่พอกพูนขึ้นมา[49][50][51]

ระบบสุริยะแก้ไข

ดูบทความหลักที่: ระบบสุริยะ

มีดาวเคราะห์แปดดวงในระบบสุริยะ เรียงตามระยะห่างจากดวงอาทิตย์:

  1.   ดาวพุธ
  2.   ดาวศุกร์
  3.   โลก
  4.   ดาวอังคาร
  5.   ดาวพฤหัสบดี
  6.   ดาวเสาร์
  7.   ดาวยูเรนัส
  8.   ดาวเนปจูน

ดาวพฤหัสบดีมีขนาดใหญ่ที่สุดที่ 318 เท่าของมวลโลก ขณะที่ดาวพุธมีขนาดเล็กที่สุดที่ 0.055 เท่าของมวลโลก

ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะสามารถแบ่งออกได้เป็นหมวดหมู่ตามองค์ประกอบของดาว ดังนี้

  • ดาวเคราะห์คล้ายโลก: ดาวเคราะห์ที่มีลักษณะคล้ายโลก โดยมีองค์ประกอบส่วนมากเป็นหิน ได้แก่ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก และดาวอังคาร ดาวพุธเป็นดาวเคราะห์คล้ายโลกขนาดเล็กที่สุด (และเป็นดาวเคราะห์ขนาดเล็กที่สุด) ในระบบสุริยะ ส่วนโลกมีขนาดใหญ่ที่สุด
  • ดาวเคราะห์ยักษ์: ดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ที่มีมวลมากกว่าดาวเคราะห์คล้ายโลกมาก ได้แก่ ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน
    • ดาวเคราะห์แก๊สยักษ์ ได้แก่ ดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ อันเป็นดาวเคราะห์ยักษ์ที่มีองค์ประกอบส่วนมากเป็นไฮโดรเจนและฮีเลียม และยังเป็นดาวเคราะห์ที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ ดาวพฤหัสบดีเป็นดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ที่สุด ส่วนดาวเสาร์มีมวลน้อยกว่ากาวพฤหัสบดี 1/3 ที่ 95 เท่าของมวลโลก
    • ดาวเคราะห์น้ำแข็งยักษ์ ได้แก่ ดาวยูเรนัสและดาวเนปจูน อันเป็นดาวเคราะห์ยักษ์ที่มีองค์ประกอบส่วนมากเป็นวัสดุจุดเดือดต่ำ เช่น น้ำ มีเทน และแอมโมเนีย และมีชั้นบรรยากาศที่หนาประกอบด้วยไฮโดรเจนและฮีเลียม ดาวเคราะห์กลุ่มนี้มีมวลน้อยกว่าดาวเคราะห์แก๊สยักษ์มาก (แค่ 14 และ 17 เท่าของมวลโลก)

คุณสมบัติดาวเคราะห์แก้ไข

ชื่อ เส้นผ่านศูนย์กลาง
ที่เส้นศูนย์สูตร [h]
มวล[h] กึ่งแกนเอก (AU) คาบการโคจร
(ปี) [h]
ความเอียง
เทียบกับเส้นศูนย์สูตรดวงอาทิตย์
(°)
ความเยื้อง
วงโคจร
คาบการหมุนรอบตัวเอง
(วัน)
ดาวบริวาร
ที่ยืนยันแล้ว [i]
ความเอียงของแกน (°) วงแหวน บรรยากาศ
1. ดาวพุธ 0.382 0.06 0.39 0.24 3.38 0.206 58.64 0 0.04 ไม่มี เบาบาง
2. ดาวศุกร์ 0.949 0.82 0.72 0.62 3.86 0.007 −243.02 0 177.36 ไม่มี CO2, N2
3. โลก(a) 1.00 1.00 1.00 1.00 7.25 0.017 1.00 1 23.44 ไม่มี N2, O2, Ar
4. ดาวอังคาร 0.532 0.11 1.52 1.88 5.65 0.093 1.03 2 25.19 ไม่มี CO2, N2, Ar
5. ดาวพฤหัสบดี 11.209 317.8 5.20 11.86 6.09 0.048 0.41 79 3.13 มี H2, He
6. ดาวเสาร์ 9.449 95.2 9.54 29.46 5.51 0.054 0.43 62 26.73 มี H2, He
7. ดาวยูเรนัส 4.007 14.6 19.22 84.01 6.48 0.047 −0.72 27 97.77 มี H2, He, CH4
8. ดาวเนปจูน 3.883 17.2 30.06 164.8 6.43 0.009 0.67 14 28.32 มี H2, He, CH4
สี:       ดาวเคราะห์คล้ายโลก       ดาวเคราะห์แก๊สยักษ์       ดาวเคราะห์น้ำแข็งยักษ์ (ทั้งสองกลุ่มเป็นดาวเคราะห์ยักษ์) (a) ดูค่าสัมบูรณ์ได้ในบทความ โลก

ดาวเคราะห์นอกระบบแก้ไข

วัตถุมวลเท่าดาวเคราะห์แก้ไข

คุณลักษณะแก้ไข

ลักษณะที่ไม่คงที่แก้ไข

ลักษณะทางกายภาพแก้ไข

ลักษณะรองแก้ไข

เชิงอรรถแก้ไข

  1. นิยามนี้เขียนขึ้นโดยแถลงการณ์ของไอเอยูสองฉบับ แถลงการณ์อย่างเป็นทางการที่ได้รับการยอมรับจากไอเอยูในปี พ.ศ. 2549 และนิยามอย่างไม่เป็นทางการที่เขียนโดยไอเอยู ในปี พ.ศ. 2544/2546 สำหรับวัตถุนอกระบบสุริยะ นิยามปี พ.ศ. 2549 อย่างเป็นทางการนำมาใช้กับเฉพาะวัตถุในระบบสุริยะเท่านั้น แต่ทว่านิยามของปี พ.ศ. 2546 นำมาใช้กับดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดาวฤกษ์อื่นด้วย ปัญหาดาวเคราะห์นอกระบบนี้ถือว่าเป็นปัญหาซับซ้อนเกินกว่าที่จะแก้ไขในการประชุมไอเอยู
  2. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ 1in5sunlike
  3. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ 1in5earthsized
  4. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ 1in5habitable
  5. อ้างอิงถึงโดยเฮยเคินส์ว่าเป็น Planetes novus ("ดาวเคราะห์ดวงใหม่") ใน Systema Saturnium
  6. 6.0 6.1 ทั้งคู่ได้รับการระบุว่าเป็น nouvelles planètes (ดาวเคราะห์ดวงใหม่) โดยกัสซินีใน Découverte de deux nouvelles planetes autour de Saturne[41]
  7. 7.0 7.1 ทั้งคู่ครั้งหนึ่งเคยได้รับการระบุว่าเป็นดาวเคราะห์โดยกัสซีนีใน An Extract of the Journal Des Scavans... คำว่า "ดาวบริวาร" เริ่มมีการใช้เพื่อแยกวัตถุเหล่านี้ออกจากวัตถุที่มันโคจรอยู่ ("ดาวเคราะห์ปฐมภูมิ")
  8. 8.0 8.1 8.2 เมื่อเทียบกับโลก
  9. ดาวพฤหัสบดีมีดาวบริวารที่ยืนยันแล้วมากที่สุด (79 ดวง) ในระบบสุริยะ[52]

อ้างอิงแก้ไข

  1. "IAU 2006 General Assembly: Result of the IAU Resolution votes". International Astronomical Union. 2006. สืบค้นเมื่อ 2009-12-30.
  2. "Working Group on Extrasolar Planets (WGESP) of the International Astronomical Union". IAU. 2001. Archived from the original on 2006-09-16. สืบค้นเมื่อ 2008-08-23.
  3. "NASA discovery doubles the number of known planets". USA TODAY. 10 May 2016. สืบค้นเมื่อ 10 May 2016.
  4. Schneider, Jean (16 January 2013). "Interactive Extra-solar Planets Catalog". The Extrasolar Planets Encyclopaedia. สืบค้นเมื่อ 2013-01-15.
  5. NASA Staff (20 December 2011). "Kepler: A Search For Habitable Planets – Kepler-20e". NASA. สืบค้นเมื่อ 2011-12-23.
  6. NASA Staff (20 December 2011). "Kepler: A Search For Habitable Planets – Kepler-20f". NASA. สืบค้นเมื่อ 2011-12-23.
  7. Johnson, Michele (20 December 2011). "NASA Discovers First Earth-size Planets Beyond Our Solar System". NASA. สืบค้นเมื่อ 2011-12-20.
  8. Hand, Eric (20 December 2011). "Kepler discovers first Earth-sized exoplanets". Nature. doi:10.1038/nature.2011.9688.
  9. Overbye, Dennis (20 December 2011). "Two Earth-Size Planets Are Discovered". New York Times. สืบค้นเมื่อ 2011-12-21.
  10. Cassan, Arnaud; D. Kubas; J.-P. Beaulieu; M. Dominik; และคณะ (12 January 2012). "One or more bound planets per Milky Way star from microlensing observations". Nature. 481 (7380): 167–169. arXiv:1202.0903. Bibcode:2012Natur.481..167C. doi:10.1038/nature10684. PMID 22237108.
  11. "Ancient Greek Astronomy and Cosmology". The Library of Congress. สืบค้นเมื่อ 2016-05-19.
  12. πλανήτης, H. G. Liddell and R. Scott, A Greek–English Lexicon, ninth edition, (Oxford: Clarendon Press, 1940).
  13. "Definition of planet". Merriam-Webster OnLine. สืบค้นเมื่อ 2007-07-23.
  14. "Planet Etymology". dictionary.com. สืบค้นเมื่อ 29 June 2015.
  15. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ oed
  16. Neugebauer, Otto E. (1945). "The History of Ancient Astronomy Problems and Methods". Journal of Near Eastern Studies. 4 (1): 1–38. doi:10.1086/370729.
  17. Ronan, Colin. "Astronomy Before the Telescope". Astronomy in China, Korea and Japan (Walker ed.). pp. 264–265.
  18. Kuhn, Thomas S. (1957). The Copernican Revolution. Harvard University Press. pp. 5–20. ISBN 978-0-674-17103-9.
  19. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ practice
  20. Francesca Rochberg (2000). "Astronomy and Calendars in Ancient Mesopotamia". In Jack Sasson. Civilizations of the Ancient Near East. III. p. 1930.
  21. Holden, James Herschel (1996). A History of Horoscopic Astrology. AFA. p. 1. ISBN 978-0-86690-463-6.
  22. Hermann Hunger, ed. (1992). Astrological reports to Assyrian kings. State Archives of Assyria. 8. Helsinki University Press. ISBN 978-951-570-130-5.
  23. Lambert, W. G.; Reiner, Erica (1987). "Babylonian Planetary Omens. Part One. Enuma Anu Enlil, Tablet 63: The Venus Tablet of Ammisaduqa". Journal of the American Oriental Society. 107 (1): 93–96. doi:10.2307/602955. JSTOR 602955.
  24. Kasak, Enn; Veede, Raul (2001). Mare Kõiva; Andres Kuperjanov, eds. "Understanding Planets in Ancient Mesopotamia" (PDF). Electronic Journal of Folklore. 16: 7–35. CiteSeerX 10.1.1.570.6778. doi:10.7592/fejf2001.16.planets. สืบค้นเมื่อ 2008-02-06.
  25. A. Sachs (May 2, 1974). "Babylonian Observational Astronomy". Philosophical Transactions of the Royal Society. 276 (1257): 43–50 [45 & 48–9]. Bibcode:1974RSPTA.276...43S. doi:10.1098/rsta.1974.0008. JSTOR 74273.
  26. J. J. O'Connor and E. F. Robertson, Aryabhata the Elder, MacTutor History of Mathematics archive
  27. Sarma, K. V. (1997) "Astronomy in India" in Selin, Helaine (editor) Encyclopaedia of the History of Science, Technology, and Medicine in Non-Western Cultures, Kluwer Academic Publishers, ISBN 0-7923-4066-3, p. 116
  28. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ galileo_project
  29. ดูอ้างอิงหลักได้ที่ เส้นเวลาการค้นพบดาวเคราะห์และดาวบริวารในระบบสุริยะ
  30. Hilton, James L. (2001-09-17). "When Did the Asteroids Become Minor Planets?". U.S. Naval Observatory. Archived from the original on 2007-09-21. สืบค้นเมื่อ 2007-04-08.
  31. Croswell, K. (1997). Planet Quest: The Epic Discovery of Alien Solar Systems. The Free Press. p. 57. ISBN 978-0-684-83252-4.
  32. Lyttleton, Raymond A. (1936). "On the possible results of an encounter of Pluto with the Neptunian system". Monthly Notices of the Royal Astronomical Society. 97 (2): 108–115. Bibcode:1936MNRAS..97..108L. doi:10.1093/mnras/97.2.108.
  33. Whipple, Fred (1964). "The History of the Solar System". Proceedings of the National Academy of Sciences of the United States of America. 52 (2): 565–594. Bibcode:1964PNAS...52..565W. doi:10.1073/pnas.52.2.565. PMC 300311. PMID 16591209.
  34. Luu, Jane X.; Jewitt, David C. (1996). "The Kuiper Belt". Scientific American. 274 (5): 46–52. Bibcode:1996SciAm.274e..46L. doi:10.1038/scientificamerican0596-46.
  35. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Wolszczan
  36. Mayor, Michel; Queloz, Didier (1995). "A Jupiter-mass companion to a solar-type star". Nature. 378 (6356): 355–359. Bibcode:1995Natur.378..355M. doi:10.1038/378355a0.
  37. Basri, Gibor (2000). "Observations of Brown Dwarfs". Annual Review of Astronomy and Astrophysics. 38 (1): 485–519. Bibcode:2000ARA&A..38..485B. doi:10.1146/annurev.astro.38.1.485.
  38. Green, D. W. E. (2006-09-13). "(134340) Pluto, (136199) Eris, and (136199) Eris I (Dysnomia)" (PDF). IAU Circular. Central Bureau for Astronomical Telegrams, International Astronomical Union. 8747: 1. Bibcode:2006IAUC.8747....1G. Circular No. 8747. Archived from the original on June 24, 2008. สืบค้นเมื่อ 2011-07-05. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  39. Lindberg, David C. (2007). The Beginnings of Western Science (2nd ed.). Chicago: The University of Chicago Press. p. 257. ISBN 978-0-226-48205-7.
  40. 40.0 40.1 Salmon, Thomas; Tytler, James (1782). "The New Universal Geographical Grammar".
  41. Giovanni Cassini (1673). Decouverte de deux Nouvelles Planetes autour de Saturne. Sabastien Mabre-Craniusy. pp. 6–14.
  42. Hilton, James L. "When did the asteroids become minor planets?". U.S. Naval Observatory. Archived from the original on 2008-03-24. สืบค้นเมื่อ 2008-05-08.
  43. "The Planet Hygea". spaceweather.com. 1849. สืบค้นเมื่อ 2008-04-18.
  44. Moskowitz, Clara (2006-10-18). "Scientist who found '10th planet' discusses downgrading of Pluto". Stanford news. สืบค้นเมื่อ 2008-08-23.
  45. Wetherill, G. W. (1980). "Formation of the Terrestrial Planets". Annual Review of Astronomy and Astrophysics. 18 (1): 77–113. Bibcode:1980ARA&A..18...77W. doi:10.1146/annurev.aa.18.090180.000453.
  46. D'Angelo, G.; Bodenheimer, P. (2013). "Three-dimensional Radiation-hydrodynamics Calculations of the Envelopes of Young Planets Embedded in Protoplanetary Disks". The Astrophysical Journal. 778 (1): 77 (29 pp.). arXiv:1310.2211. Bibcode:2013ApJ...778...77D. doi:10.1088/0004-637X/778/1/77.
  47. Inaba, S.; Ikoma, M. (2003). "Enhanced Collisional Growth of a Protoplanet that has an Atmosphere". Astronomy and Astrophysics. 410 (2): 711–723. Bibcode:2003A&A...410..711I. doi:10.1051/0004-6361:20031248.
  48. D'Angelo, G.; Weidenschilling, S. J.; Lissauer, J. J.; Bodenheimer, P. (2014). "Growth of Jupiter: Enhancement of core accretion by a voluminous low-mass envelope". Icarus. 241: 298–312. arXiv:1405.7305. Bibcode:2014Icar..241..298D. doi:10.1016/j.icarus.2014.06.029.
  49. Lissauer, J. J.; Hubickyj, O.; D'Angelo, G.; Bodenheimer, P. (2009). "Models of Jupiter's growth incorporating thermal and hydrodynamic constraints". Icarus. 199 (2): 338–350. arXiv:0810.5186. Bibcode:2009Icar..199..338L. doi:10.1016/j.icarus.2008.10.004.
  50. D'Angelo, G.; Durisen, R. H.; Lissauer, J. J. (2011). "Giant Planet Formation". In S. Seager. Exoplanets. University of Arizona Press, Tucson, AZ. pp. 319–346. arXiv:1006.5486. Bibcode:2010exop.book..319D.
  51. Chambers, J. (2011). "Terrestrial Planet Formation". In S. Seager. Exoplanets. University of Arizona Press, Tucson, AZ. pp. 297–317. Bibcode:2010exop.book..297C.
  52. Scott S. Sheppard (2013-01-04). "The Jupiter Satellite Page (Now Also The Giant Planet Satellite and Moon Page)". Carnegie Institution for Science. สืบค้นเมื่อ 2013-04-12.