เปิดเมนูหลัก

ปะลิส[3] หรือเดิมสะกดว่า ปลิศ[4] หรือ เปอร์ลิศ[5] (มลายู: Perlis, ยาวี: ڤرليس) มีชื่อเต็มคือ เปอร์ลิซอินเดอรากายางัน (มลายู: Perlis Indera Kayangan; ยาวี: ڤرليس ايندرا كايڠن) เป็นรัฐที่เล็กที่สุดในมาเลเซีย อยู่ทางตอนเหนือสุดของมาเลเซียตะวันตก และติดชายแดนประเทศไทย

ปะลิส

ڤرليس
รัฐ
เปอร์ลิซอินเดอรากายางัน
ڤرليس ايندرا كايڠن
ธงของปะลิส
ธง
ตราราชการของปะลิส
ตราอาร์ม
เพลง: อามิน อามิน ยา ราบัลจาลิล
   รัฐปะลิส ใน    ประเทศมาเลเซีย
   รัฐปะลิส ใน    ประเทศมาเลเซีย
พิกัดภูมิศาสตร์: 6°30′N 100°15′E / 6.500°N 100.250°E / 6.500; 100.250พิกัดภูมิศาสตร์: 6°30′N 100°15′E / 6.500°N 100.250°E / 6.500; 100.250
เมืองหลวงกังการ์
เมืองเจ้าผู้ครองอาเรา
การปกครอง
 • รายาตวนกู ซัยยิด ซีราจุดดิน
 • มุขมนตรี (เมินตรีเบอซาร์)อัซลัน มัน (บารีซัน เนชันเนล)
พื้นที่[1]
 • ทั้งหมด821 ตร.กม. (317 ตร.ไมล์)
ประชากร (2010)[2]
 • ทั้งหมด227,025
 • ความหนาแน่น280 คน/ตร.กม. (720 คน/ตร.ไมล์)
ดัชนีการพัฒนามนุษย์
 • HDI (2010)0.714 (สูง) (อันดับที่ 9)
รหัสไปรษณีย์01xxx ถึง 02xxx
รหัสโทรศัพท์04
ทะเบียนพาหนะR
เข้าร่วมกับสหพันธรัฐมลายา1948
รับเอกราชเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐมลายา31 สิงหาคม 1957
เว็บไซต์www.perlis.gov.my

ประชากรของรัฐมีจำนวน 198,335 คน ในปี 2543 ในจำนวนนี้เป็นชาวมลายูประมาณ 166,200 คนหรือร้อยละ 78, ชาวจีน 24,000 คนหรือร้อยละ 17, ชาวอินเดีย 3,700 คน และอื่น ๆ 5,400 คน) เมืองหลวงของรัฐปะลิสคือ กังการ์ เมืองที่เป็นที่ประทับของเจ้าผู้ครองนครคืออาเรา นอกจากนี้เมืองการค้าสำคัญบริเวณชายไทย-มาเลเซียคือปาดังเบซาร์ ส่วนเมืองท่าของรัฐซึ่งเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของรัฐคือกัวลาปะลิส

ประวัติแก้ไข

ปะลิสเดิมเป็นส่วนหนึ่งของเมืองไทรบุรี แม้ว่าบางครั้งจะอยู่ภายใต้การปกครองของสยามหรืออะเจะห์ก็ตาม หลังจากสยามปราบไทรบุรีได้ในปี พ.ศ. 2364 (ค.ศ. 1821) อังกฤษก็รู้สึกว่าผลประโยชน์ของตนในเมืองเปรักถูกคุกคาม

ผลทำให้ในปี พ.ศ. 2369 (ค.ศ. 1826) เกิดข้อตกลงระหว่างสยามและสองรัฐมลายูในนามของเจ้าผู้ครองนคร ในสนธิสัญญาเบอร์นีได้เนรเทศสุลต่านอาห์มัด ตาจุดดิน ออกจากตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครไทรบุรี ไม่สามารถกลับเข้ามาปกครองได้อีกจนกระทั่งปี พ.ศ. 2385 (ค.ศ. 1842) โดยยอมรับอำนาจของสยามในที่สุด

แต่อย่างไรก็ตาม จากความไม่ไว้วางใจของสยามในตัวเจ้าผู้ครองนคร ทำให้สยามแยกไทรบุรีออกเป็นสี่ส่วนขึ้นตรงต่อกรุงเทพมหานคร ได้แก่ สตูล ปะลิส ไทรบุรี และกุบังปาสู

ซัยยิด ฮุสเซน ญะมาลุลลัยล์ ผู้มีพื้นเพมาจากอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นหลานของสุลต่านไทรบุรี ได้กลายเป็นรายาองค์แรกของเมืองปะลิส ผู้สืบสกุลของรายาองค์นี้ยังคงปกครองปะลิส แต่เป็นในฐานะรายา แทนที่ฐานะสุลต่าน

ต่อมา สนธิสัญญาอังกฤษ–สยาม พ.ศ. 2452 บังคับให้สยามต้องสละเมืองปะลิสให้กับอังกฤษ พร้อม ๆ กับเมืองไทรบุรี เมืองกลันตัน และเมืองตรังกานู โดยอังกฤษได้แต่งตั้งผู้แทนของอังกฤษขึ้นในเมืองอาเรา

เศรษฐกิจแก้ไข

เศรษฐกิจของรัฐส่วนใหญ่เป็นด้านเกษตรกรรม เช่น ข้าว น้ำตาล และการประมงเป็นสำคัญ ส่วนด้านอุตสาหรรมส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดเล็ก

ศาสนาแก้ไข

ชาวรัฐปะลิส นับถือศาสนาตามลำดับดังต่อไปนี้ อิสลาม ร้อยละ87.9 พุทธ ร้อยละ10 ฮินดู ร้อยละ0.8 คริสต์ ร้อยละ 0.6 ศาสนาพื้นบ้านของจีน ร้อยละ0.2 และไม่มีศาสนา ร้อยละ 0.2

สถิติจำนวนผู้นับถือศาสนาต่างๆ ของรัฐปะลิส ในปี 2010[6]
ศาสนา ร้อยละ
อิสลาม
  
87.9%
พุทธ
  
10.0%
ฮินดู
  
0.8%
คริสต์
  
0.6%
ศาสนาพื้นบ้านของจีน
  
0.2%
อื่นๆ
  
0.3%
ไม่มีศาสนา
  
0.2%

อ้างอิงแก้ไข

  1. "Laporan Kiraan Permulaan 2010". Jabatan Perangkaan Malaysia. p. 27. Archived from the original on 2010-12-27. สืบค้นเมื่อ 2011-01-24.
  2. "Laporan Kiraan Permulaan 2010". Jabatan Perangkaan Malaysia. p. iv. Archived from the original on 2010-12-27. สืบค้นเมื่อ 2011-01-24.
  3. "ประกาศราชบัณฑิตยสถาน เรื่อง กำหนดชื่อประเทศ ดินแดน เขตการปกครอง และเมืองหลวง (พ.ศ. 2544)" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 118 (ตอนพิเศษ 117ง): 2. 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2544.
  4. "ระยะทางเสด็จพระราชดำเนิน ประพาสประเทศยุโรป ครั้งที่ 2 รัตนโกสินทร์ศก 125-126 ตอนที่ 3 (1) เรือพระที่นั่งสักสัน (2) ระยะทางจากสิงคโปร์ถึงปีนัง (3) ที่เมืองปีนัง (4) ระยะทางจากเมืองปีนังถึงโกลัมโบ" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 24 (6): 132. 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2450.
  5. "ประกาศกระแสพระบรมราชโองการให้ใช้สัญญาว่าด้วยการเดินรถไฟ ระหว่างพระราชอาณาจักร์สยาม กับ กลันตัน, ไทรบุรี, เปอร์ลิศ และสหรัฐมลายู" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 41 (0ก): 274. 29 ธันวาคม พ.ศ. 2467.
  6. "2010 Population and Housing Census of Malaysia" (PDF). Department of Statistics, Malaysia. สืบค้นเมื่อ 17 June 2012. p. 13

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข