ประตูบรันเดินบวร์ค

ประตูบรันเดินบวร์ค (เยอรมัน: Brandenburger Tor) เป็นอดีตประตูเมืองที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นประตูชัยที่สร้างแบบสถาปัตยกรรมฟื้นฟูคลาสสิก (Neoclassical) และปัจจุบันถือว่าเป็นสถานที่สำคัญที่เป็นที่รู้จักกันอย่างดีใน กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ประตูบรันเดินบวร์คตั้งอยู่ฝั่งตะวันของใจกลางกรุงเบอร์ลินบริเวณชุมทางระหว่างถนนหลวงอุนเทอร์ เดน ลินเดน (Unter den Linden) กับถนนเอเบิร์ทชตรัสเซอ (Ebertstraße) และอยู่ทางทิศตะวันตกของจัตุรัสพาริเซอร์ (Pariser Platz) ห่างประตูออกไปทางเหนือหนึ่งบล็อก เป็นที่ตั้งของอาคารไรชส์ทาค

ประตูบรันเดินบวร์ค
Brandenburger Tor
Berlin Brandenburger Tor Abend.jpg
ประตูบรันเดินบวร์ค มองทางฝั่งตะวันออกของPariser Platz
ข้อมูลทั่วไป
ประเภทประตูเมือง
สถาปัตยกรรมฟื้นฟูคลาสสิก
ที่ตั้งเบอร์ลิน, ประเทศเยอรมัน
พิกัด52°30′58.58″N 13°22′39.80″E / 52.5162722°N 13.3777222°E / 52.5162722; 13.3777222พิกัดภูมิศาสตร์: 52°30′58.58″N 13°22′39.80″E / 52.5162722°N 13.3777222°E / 52.5162722; 13.3777222
เริ่มสร้าง1788
แล้วเสร็จ1791
การออกแบบและการก่อสร้าง
สถาปนิกCarl Gotthard Langhans
ประตูบรันเดินบวร์ค

ประตูแห่งนี้เป็นอนุสรณ์ของทางเข้าสู่ถนนอุนเทอร์ เดน ลินเดน ซึ่งเป็นถนนหลวงที่มีชื่อเสียงมาจากต้นลินเดน (บางที่เรียกต้นทิเลีย หรือต้นไลม์) ซึ่งเป็นถนนที่ตรงไปสู่พระราชวังกรุงเบอร์ลิน ของกษัตริย์แห่งปรัสเซีย พระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มที่ 2 แห่งปรัสเซียทรงมีรับสั่งให้สร้างประตูบรันเดินบวร์คเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ ใช้เวลาสร้างตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2331 ถึงปี 2334 โดยนายคาร์ล ก็อทท์ฮาร์ด แลงฮานส์ แล้วได้รับความเสียหายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อมาประตูบรันเดินบวร์คก็ได้รับการบูรณะจนเสร็จสิ้นในช่วงปีพุทธศักราช 2543 ถึง 2545 โดยมูลนิธิอนุรักษ์อนุสาวรีย์เบอร์ลิน (Stiftung Denkmalschutz Berlin)[1]

ในช่วงหลังสงครามที่ได้แบ่งประเทศเยอรมนีออกเป็นสองส่วน ประตูบรันเดินบวร์คตั้งอยู่ในเยอรมนีตะวันออก และได้แยกออกจากเยอรมนีตะวันตก ซึ่งมีกำแพงเบอร์ลินกั้นไว้ บริเวณโดยรอบประตูถือว่าเป็นจุดเด่นที่เด่นชัดที่สุดในการคุ้มครองสื่อในการเผยแพร่การเปิดผนังกำแพงในปีพุทธศักราช 2532 ตั้งแต่มีการสร้างประตู บ่อยครั้งเกิดเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของเยอรมนีในบริเวณประตูบรันเดินบวร์ค และวันนี้ก็ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของความปั่นป่วนในประวัติศาสตร์ยุโรป แต่ก็เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นเอกภาพและสันติภาพของยุโรปด้วย

การออกแบบและประวัติความเป็นมาแก้ไข

 
ปฏิมากรรมควอดริก้าเหนือประตูบรันเดินบวร์คยามเย็น
 
นโบเลียนขณะที่กำลังผ่านประตูบรันเดินบวร์คเพื่อฉลองชัยชนะจากสมรภูมิจีน่า-ออสเตรดท์

ปีพุทธศักราช 2231 ในรัชสมัยของพระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มที่ 1 หลังผ่านเหตุการณ์สงครามสามสิบปี และก่อนการสร้างประตูบรันเดินบวร์คไม่นาน กรุงเบอร์ลินนั้นเต็มไปด้วยทางเดินเล็กๆ ภายในป้อมดาว (star fort) ที่มีประตูมากมายหลายชื่อ แต่ประตูบรันเดินบวร์คไม่ใช่ส่วนหนึ่งของป้อมปราการเก่า แต่หนึ่งใน 18 ประตูของกำแพงเข้าเมืองเบอร์ลิน (Berlin Customs Wall) ซึ่งถูกสร้างในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1730 โดยสร้างทับไปกับป้อมปราการเก่าขยายไปถึงชานเมือง

ประตูบรันเดินบวร์คถูกสร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มที่ 2 เพื่อเป็นตัวแทนแห่งสันติภาพ ประตูถูกออกแบบโดยคาร์ล ก็อทท์ฮาร์ด แลงฮานส์ผู้อำนวยการสำนักงานศาลสิ่งก่อสร้าง ประตูบรันเดินบวร์คใช้เวลาก่อสร้างระหว่างปี พ.ศ. 2331 ถึง พ.ศ. 2334 เพื่อทดแทนประตูดั้งเดิมของกำแพงเข้าเมืองเบอร์ลิน ประตูนี้ประกอบไปด้วยเสาแบบดอริก 12 ต้น ด้านละ 6 ต้น และมี 5 ช่องทางเดิน ประชาชนทั่วไปอนุญาตให้เดินผ่านแต่ช่องทางเดินริมสุดของทั้งสองด้านเท่านั้น บนสุดเป็นปฏิมากรรมรูปควอดริก้า ซึ่งก็คือรถม้าลาก มีม้า 4 ตัว เป็นราชรถของวิคตอเรีย เทพแห่งชัยชนะ

 
แผนผังกำแพงเข้าเมืองเบอร์ลิน พ.ศ. 2398
 
ประตูบรันเดินบวร์คได้รับความเสียหายอย่างหนักหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงเมื่อปี พ.ศ. 2488
 
นายพลเอิร์นส์ ฟอน ฟิว

ประตูบรันเดินบวร์คออกแบบโดยมีประตูโพรไพเลีย (Propylaea) ของป้อมปราการอะโครโพลิส กรุงเอเธนส์เป็นต้นแบบ ผสมผสานกับประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมของเบอร์ลินในยุคคลาสสิค (ยุคแรก, บารอก, และพาลเลเดียน) และปฏิมากรรมควอดริก้าถูกแกะสลักโดยโจฮานน์ ก็อทฟริด ชาโดว์

ตั้งแต่มันถูกสร้างเสร็จ รูปแบบหลักของประตูบรันเดินบวร์คยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง แม้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นเช่นไรก็ตามในช่วงประวัติศาสตร์เยอรมนีหลังจากนั้น ต่อมา (พ.ศ. 2349) ปรัสเซียได้พ่ายแพ่สงครามในยุทธการที่เยนา–เอาเออร์ชเต็ท นโปเลียน โบนาปาร์ตก็เป็นบุคคลแรกที่ใช้ประตูบรันเดินบวร์คจัดขบวนแห่ฉลองชัย[2] และได้เอาควอดริก้ากลับไปยังกรุงปารีส[3]

หลังจากนโปเลียนแพ้สงครามในปี พ.ศ. 2357 อาณาจักรปรัสเซียเข้ายึดครองกรุงปารีสโดยนายพลเอิร์นส์ ฟอน ฟิว (Ernst Von Pfuel) และได้นำเอาควอดริก้ากลับมาบูรณะยังกรุงเบอร์ลิน ทั้งยังได้เพิ่มมงกุฎใบโอ้คให้เทพวิคตอเรีย และเพิ่มสัญลักษณ์กางเขนเหล็ก (Iron cross) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ใหม่ที่แสดงอำนาจของปรัสเซีย และหัวหน้าไปทางทิศตะวันออกเช่นเดิมที่เคยเป็นมา โดยทั่วไปแล้วมีแค่พระราชวงศ์เท่านั้นที่อนุญาตให้ผ่านทางเดินช่องกลาง[3] แต่กระนั้นตระกูลของฟิวและเหล่าเอกอัคราชทูตที่มาส่งสาส์นให่แก่สภาก็ได้รับอนุญาตให้ผ่านทางเดินช่องกลางด้วยเช่นกัน

เมื่อกองทัพนาซีขึ้นมามีอำนาจก็ได้ใช้ประตูแห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ของพรรค ประตูบรันเดินบวร์ครอดพ้นจากสงครามโลกครั้งที่สองมาได้ แต่ก็ได้รับความเสียหายมากจากกระสุนและระเบิดที่เกิดขึ้นบริเวณใกล้เคียง ชิ้นส่วนโครงสร้างบางส่วนยังคงอยู่ในจัตุรัสพาริเซอร์ ส่วนที่เหลือเก็บไว้ที่สถาบันวิจิตรศิลป์ (Academy of Fine Arts) ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย หลังจากที่เยอรมันยอมยกธงขาวและสงครามสิ้นสุดลง คณะบริหารของเบอร์ลินตะวันออกและเบอร์ลินตะวันตกได้ร่วมกันซ่อมแซมบูรณะประตูขึ้นอีกครั้ง แต่ก็ยังเห็นรอยปะรอยซ่อมแซมอยู่นานหลายปีหลังการบูรณะ

ช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2533 ควอดริก้าถูกย้ายออกจากประตู เป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินการปรับปรุงโดยเจ้าหน้าที่ของเยอรมันตะวันออก หลังจากการทำลายกำแพงเบอร์ลินในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2532 และในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2533 ประเทศเยอรมนีก็รวมกันอย่างเป็นทางการ

ในวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2543 ประตูบรันเดินบวร์คได้รับการตกแต่งฟื้นฟูใหม่โดยองค์กรเอกชน ใช้งบประมาณ 6 ล้านยูโร

ในวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2545 ครบรอบ 12 ปีของการรวมประเทศเยอรมนี ประตูบรันเดินบวร์คก็เปิดตัวครั้งใหม่ หลังจากได้รับการปรับปรุงซ่อมแซมอย่างมากมาย

ปัจจุบันประตูบรันเดินบวร์คไม่อนุญาตให้รถยนต์สัญจรผ่าน พื้นที่ส่วนใหญ่ของจัตุรัสพาริเซอร์เป็นถนนคนเดินที่ปูด้วยหิน มีถนน 17 มิถุนา (Straße des 17. Juni) ผ่านทางทิศตะวันตกของประตู ประตูบรันเดินบวร์คถือว่าเป็นรวมตัวจุดหนึ่งของเบอร์ลินที่ผู้คนนับล้านรวมตัวกันเพื่อชมการแสดงบนเวที, งานเฉลิมฉลอง, และชมดอกไม้ไฟที่จุดขึ้นตอนเที่ยงคืนของคืนวันปีใหม่[4]

กำแพงเบอร์ลินแก้ไข

 
ประตูบรันเดินบวร์คตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของกำแพงเบอร์ลิน และตัวกำแพงโค้งล้ำไปทางเยอรมันตะวันตกดังภาพ

ยานพาหนะและคนเดินถนนสามารถท่องเที่ยวชมประตูบรันเดินบวร์คได้ฟรี ประตูบรันเดินบวร์คตั้งอยู่ในเยอรมนีตะวันออกในช่วงที่ยังคงมีกำแพงเบอร์ลินอยู่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2504 ช่องข้ามกำแพงเบอร์ลินบางส่วนถูกเปิดออกมาจากเยอรมนีตะวันออก โดยทั่วไปแล้วช่องข้ามนี้จะไม่เปิดให้ชาวเบอร์ลินตะวันออกหรือชาวเยอรมันตะวันออกข้ามไปแต่อย่างใด มันเป็นเรื่องยากมากที่พวกเขาเหล่านั้นจะขอวีซ่าเดินทางออกนอกประเทศไปไหนได้ ในวันที่ 14 ตุลาคม ชาวเยอรมันตะวันตกได้รวมตัวกันบริเวณกำแพงฝั่งตะวันตกเพื่อแสดงการต่อต้านการมีอยู่ของกำแพงเบอร์ลิน ท่ามกลางกระแสของนายกเทศมนตรีเบอร์ลินตะวันตก นายวิลลี่ แบรนด์ท ผู้ที่กลับมาจากการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งระดับชาติของเยอรมนีตะวันตกในช่วงรุ่งสางของวันเดียวกัน

ภายใต้ข้ออ้างที่เหล่าผู้ชุมนุมประท้วงจากเยอรมนีตะวันตกต้องการ เยอรมนีตะวันออกได้ทำการปิดด่านตรวจคนเข้าเมืองบริเวณประตูบรันเดินบวร์คในวันเดียวกัน จนกว่าจะมีการประกาศสถานการณ์ที่เป็นไปจนถึงวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2532

กำแพงถูกสร้างเป็นทางโค้งล้ำไปทางทิศตะวันตก ตัดขาดการเข้าถึงกับเบอร์ลินตะวันตก ทางฝั่งตะวันออกมีกำแพงเล็กๆ เรียกว่า "Baby Wall" กั้นอยู่สุดทางของจัตุรัสพาริเซอร์ เป็นการจำกัดการเข้าถึงของชาวเยอรมันตะวันออกเช่นกัน

เมื่อเกิดการปฏิวัติขึ้นในปี พ.ศ. 2532 มีการทำลายกำแพงเบอร์ลิน ประตูบรันเดินบวร์คจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของอิสรภาพและความปรารถนาในความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของเบอร์ลิน คนนับพันชุมนุมกันที่บริเวณกำแพงเพื่อเฉลิมฉลองการพังทลายของมันในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 ต่อมาวันที่ 22 ธันวาคมปีเดียวกัน ทางข้ามกำแพงตรงประตูบรันเดินบวร์คก็เปิดอีกครั้งโดยนายเฮลมุต โคห์ล นายกรัฐมนตรีแห่งเยอรมนีตะวันตก เมื่อเขาเดินผ่านทางข้ามก็ได้รับการต้อนรับจากนายฮานส์ โมโดรว นายกรัฐมนตรีแห่งเยอรมนีตะวันออก ส่วนการรื้อถอนกำแพงส่วนที่เหลือก็เกิดขึ้นในปีถัดไป

ประตูบรันเดินบวร์คกลายเป็นสถานที่หลักในการจัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีของการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลินหรือ "เทศกาลแห่งอิสรภาพ" (Festival of Freedom) เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 จุดสนใจของงานนี้คือการล้มกระเบื้องโฟมโดมิโนสีสันสดใสสูง 2.5 เมตรกว่า 1000 ชิ้น ที่ตั้งอยู่ตามเส้นแนวกำแพงเก่ากลางเมืองเบอร์ลิน มาบรรจบชนกันพอดีตรงประตูแห่งนี้[5]

ประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่ประตูบรันเดินบวร์คแก้ไข

คำปราศัยของนายโรนัลด์ เรแกนที่ประตูบรันเดินบวร์คฉบับสมบูรณ์ ปราศัยเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2530

ธงของสหภาพโซเวียตโบกสะบัดอยู่ยอดเสาบนของประตูบรันเดินบวร์คตั้งแต่ปี พ.ศ. 2488 จนถึง พ.ศ. 2500 ต่อมาเปลี่ยนเป็นธงของเยอรมันตะวันออกแทน จนกระทั่งประเทศเยอรมนีรวมเป็นหนึ่ง ก็ได้นำเอาธงและเสาธงออกจากประตูบรันเดินบวร์ค

ในปี พ.ศ. 2506 จอห์น เอฟ. เคนเนดี ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเดินทางมาบริเวณประตูบรันเดินบวร์ค โซเวียตทำการแขวนป้ายสีแดงขนาดใหญ่เพื่อป้องกันมิให้เขามองเข้ามายังเยอรมนีตะวันออก

ในคริสต์ทศวรรษที่ 1980 การสืบข่าวระหว่างเยอรมันทั้งสองฝั่งยังคงเกิดขึ้น นายริชาร์ด ฟอน ไวซ์แซคเกอร์นายกเทศมนตรีของเยอรมนีตะวันตกในขณะนั้นกล่าวว่า "ความคลางแคลงใจของชาวเยอรมันยังคงมีอยู่ตราบใดที่ประตูบรันเดินบวร์คยังถูกปิด"[6]

ในวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2530 โรนัลด์ เรแกน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ปราศัยแก่ชาวเยอรมนีตะวันตกบริเวณประตูบรันเดินบวร์ค ว่ามีความประสงค์อยากจะรื้อถอนกำแพงเบอร์ลิน[7][8] โดยได้กล่าวถึงเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียตมีฮาอิล กอร์บาชอฟว่า

 
งานเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลินที่ประตูบรันเดินบวร์ค เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ดำเนินงานโดยพอล ฟาน ดุ๊ก[9]

วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2532 เกือบสองเดือนหลังจากกำแพงเริ่มถูกทำลาย นายเลนนาร์ด เบิร์นสไตน์ วาทยกรชื่อดังชาวอเมริกัน ร่วมกับคณะซิมโฟนีเบอร์ลิน บรรเลงเพลงซิมโฟนีหมายเลข 9 ของลุดวิจ ฟาน เบโทเฟน ที่ประตูบรันเดินบวร์ค ในตอนจบของเพลงได้เปลี่ยนคำร้องของคณะประสานเสียงจาก "Joy" ที่แปลว่าความปีติยินดี เป็น "Freiheit" ที่แปลว่าอิสรภาพ เพื่อเฉลิมฉลองการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลินและการรวมประเทศที่ใกล้ที่เกิดขึ้น

วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2537 ประธานาธิดีสหรัฐอเมริกาบิล คลินตัน ได้ปราศัยถึงสันติภาพหลังสงครามเย็นในยุโรป ที่ประตูแห่งนี้

วันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 อังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีหญิงของเยอรมนี ร่วมด้วยนายมีฮาอิล กอร์บาชอฟ อดีตผู้นำสหภาพโซเวียต และนายเลช วาเลซาอดีตประธานาธิบดีโปแลนด์ในช่วงที่เกิดการทุบทำลายกำแพง ได้เดินทางไปยังประตูบรันเดินบวร์คเพื่อเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองครบ 20 ปีการพังทลายกำแพงเบอร์ลิน[10][11]

วันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2554 วันครบรอบ 50 ปีของการสร้างกำแพงเบอร์ลิน มีการรำลึกและไว้อาลัยแก่ผู้ที่เสียชีวิตจากความพยายามที่จะหนีไปยังฝั่งตะวันตก นายเคล้าส์ โวเวอไรท์ นายกเทศมนตรีกรุงเบอร์ลินกล่าวว่า "มันเป็นความรับผิดชอบร่วมกันที่จะระลึกถึงการที่มีชีวิตอยู่และที่จะผ่านไปยังคนรุ่นต่อไป เป็นการยืนหยัดเพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตยเพื่อให้แน่ใจว่าความอยุติธรรมจะไม่เกิดขึ้นอีกครั้ง" ส่วนนางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ผู้ที่เกิดในส่วนที่เป็นเยอรมนีตะวันออก ได้เข้าร่วมระลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย ประธานาธิบดีเยอรมนีนายคริสเตียน วูล์ฟฟ์ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า "มันได้แสดงให้เห็นว่า เสรีภาพจะคงอยู่ยืนนานให้ตอนจบ ไม่มีกำแพงใดถาวรที่จะปิดกั้นความปรารถนาต่ออิสรภาพ"[12][13][14]

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. "Das Brandenburger Tor" [The Brandenburg Gate] (ภาษาเยอรมัน). Die Stiftung Denkmalschutz Berlin. สืบค้นเมื่อ 2011-05-14.
  2. "Deutsches Historisches Museum". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2013-06-24. สืบค้นเมื่อ 2013-04-18.
  3. 3.0 3.1 Dunton, Larkin (1742). The World and Its People. Silver, Burdett. p. 188.
  4. "Berlin feiert am Brandenburger Tor ins neue Jahr 2013 (in German)". Berliner Morgenpost. 2007-03-04.
  5. "20 Jahre Mauerfall[[หมวดหมู่:บทความที่มีข้อความภาษาเยอรมัน]]". Kulturprojekte Berlin GmbH. 2009. สืบค้นเมื่อ 2009-04-09. URL–wikilink conflict (help)
  6. http://www.reaganlibrary.com/reagan/speeches/wall.asp
  7. "Remembering Reagan's "Tear Down This Wall" speech 25 years later". CBS News. 12 June 2012. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2013-10-29. สืบค้นเมื่อ 2013-04-19.
  8. "Lessons from Reagan after "Tear down this wall" speech". CBS News. 12 June 2012. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2013-05-20. สืบค้นเมื่อ 2013-04-19.
  9. "สำเนาที่เก็บถาวร". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2012-05-04. สืบค้นเมื่อ 2013-04-19.
  10. "Germany Celebrates Fall of the Berlin Wall". FoxNews. 9 November 2009. สืบค้นเมื่อ 2010-08-31.
  11. "Fall of the Berlin Wall [slides/captions]". FoxNews. 9 November 2009. สืบค้นเมื่อ 2010-08-31.
  12. "Germany marks 50th anniversary of Berlin Wall". UK Telegraph. 13 August 2011. สืบค้นเมื่อ 2011-08-13.
  13. "Germany Marks Construction of the Berlin Wall". Associated Press. 13 August 2011. สืบค้นเมื่อ 2011-08-13.
  14. "Reflecting on the Berlin Wall, 50 Years After Its Construction". History.com. 11 August 2011. สืบค้นเมื่อ 2011-08-13.