บุญเรือง ชุ่มอินทรจักร

บุญเรือง ชุ่มอินทรจักร (5 มกราคม พ.ศ. 2470 - 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548) เป็นนักการเมืองชาวไทย เป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำปาง 4 สมัย อดีตนายกสมาคมผู้บ่มผู้เพาะปลูกและผู้ค้าใบยาสูบ จังหวัดลำปาง[1]

บุญเรือง ชุ่มอินทรจักร
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 5 มกราคม พ.ศ. 2470
ตำบลสบตุ๋ย อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง
เสียชีวิต 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 (78 ปี)
โรงพยาบาลเชียงใหม่ราม 1
พรรคการเมือง ประชาธิปัตย์ (2500 - 2519)
กิจสังคม (2519 - ?)
คู่สมรส กมลทิพย์ ชุ่มอินทรจักร
ศาสนา พุทธ

ประวัติแก้ไข

บุญเรือง ชุ่มอินทรจักร เกิดเมื่อวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2470 ที่ตำบลสบตุ๋ย อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง เป็นบุตรของนายสุคำ ชุ่มอินทรจักร กับนางชื่น ชุ่มอินทรจักร เขาสมรสกับนางกมลทิพย์ ชุ่มอินทรจักร มีบุตร 5 คน

บุญเรือง เข้ารับการศึกษาชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนเคนเน็ตแม็คเคนซี จังหวัดลำปาง[2] ชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล กรุงเทพฯ จากนั้นกลับมาเรียนต่อที่โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง จึงได้ไปเรียนต่อที่โรงเรียนอัสสัมชัญ กรุงเทพฯ และไปศึกษาต่อปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยไมอามี รัฐฟลอริดา

บุญเรือง ชุ่มอินทรจักร เข้ารับการรักษาอาการป่วยด้วยโรคถุงลมโป่งพอง และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 ณ โรงพยาบาลเชียงใหม่ราม 1 จังหวัดเชียงใหม่[1]

การทำงานแก้ไข

บุญเรือง ชุ่มอินทรจักร เข้าทำงานที่กระทรวงเศรษฐการ จนถึงปี 2497 จากนั้นจึงได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำปางครั้งแรก ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500[3] สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และได้รับเลือกตั้งอีกครั้งในการเลือกตั้งปีเดียวกัน[4]

หลังจากว่างเว้นการเลือกตั้งนานกว่าสิบปี ได้จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2512 และบุญเรือง ชุ่มอินทรจักร ก็ได้ลงสมัครและได้รับเลือกตั้งอีกสมัย ในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์เช่นเดิม หลังจากนั้นย้ายไปสังกัดพรรคกิจสังคม และได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.สมัยที่ 4 ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2519

หลังจากนั้นนายบุญเรือง จึงหันมาทำงานการเมืองระดับท้องถิ่นและได้รับเลือกเป็นประธานสมาชิกสภาจังหวัดลำปาง (สจ.)

นอกจากนั้น เขาได้รับเลือกเป็นนายกสมาคมผู้บ่มผู้เพาะปลูกและผู้ค้าใบยาสูบ จังหวัดลำปาง และเขายังเป็นผู้บริจาคที่ดินเพื่อก่อสร้างสำนักงานขนส่งจังหวัดลำปาง และศาลากลางจังหวัดลำปาง รวมกว่า 37 ไร่[1]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์แก้ไข

อ้างอิงแก้ไข