ตำบลยม

ตำบลในอำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ประเทศไทย

ยม เป็นตำบลหนึ่งในอำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกสุดของตัวอำเภอ

ตำบลยม
การถอดเสียงอักษรโรมัน
 • อักษรโรมันTambon Yom
คำขวัญ: 
สร้างท้องถิ่นให้ก้าวหน้า พัฒนาคนให้ก้าวไกล
ความสุขของประชาชนยิ่งใหญ่ คือหัวใจของ ... อบต.ยม
ตำบลยมตั้งอยู่ในจังหวัดน่าน
ตำบลยม
ตำบลยม
ที่ตั้งตำบลยม อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน
พิกัด: 19°4′11″N 100°55′35″E / 19.06972°N 100.92639°E / 19.06972; 100.92639
ประเทศไทย
จังหวัดน่าน
อำเภอท่าวังผา
พื้นที่
 • ทั้งหมด32.48 ตร.กม. (12.54 ตร.ไมล์)
ประชากร
 (2566)[1]
 • ทั้งหมด4,499 คน
 • ความหนาแน่น139.50 คน/ตร.กม. (361.3 คน/ตร.ไมล์)
รหัสไปรษณีย์ 55140
รหัสภูมิศาสตร์550604
สารานุกรมประเทศไทย ส่วนหนึ่งของสารานุกรมประเทศไทย

ประวัติการก่อตั้งเมือง

แก้

ตำบลยม หรือ เมืองยมในสมัยพญาภูคาคือพื้นที่บริเวณเมืองย่างหรือเมืองล่าง (ปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่ ตำบลยม , ตำบลจอมพระ อำเภอท่าวังผา และตำบลศิลาเพชร , ตำบลอวน อำเภอปัว) โดยพบบริเวณชุมชนโบราณเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำย่างและลำน้ำบั่ว

ตามประวัติการก่อตั้งกล่าวว่าเมื่อปี พ.ศ. 1820 พญาภูคา พร้อมด้วยราชเทวีคือ พระนางจำปาชายา (นางแก้วฟ้า) และราษฎรประมาณ 220 คน ได้เดินทางมาจากเมืองเงินยาง มาพักอยู่ที่บริเวณบ้านเฮี้ย (ตำบลศิลาแลง) จากนั้นได้ออกสำรวจหาพื้นที่สำหรับที่จะตั้งบ้านเมือง จนได้พบเมืองร้างลุ่มแม่น้ำย่างที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงดอยภูคา ซึ่งเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ อยู่ มีชื่อว่า "บ้านกำปุง" หรือ "บ่อตอง" (ปัจจุบันคือ บ้านป่าตอง ตำบลศิลาเพชร อำเภอปัว) ราษฎรที่อาศัยเดิมอยู่นั่นเป็นชาวลัวะ บริเวณชุมชนมีวัดร้างอยู่วัดหนึ่งชื่อ "วัดมณี" อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของหมู่บ้านกำปุง

พญาภูคาเห็นว่าบริเวณที่ได้สำรวจนี้เหมาะสมที่จะตั้งเมือง จึงได้พาราษฎรอพยพจากบ้านเฮี้ยมาสร้างบ้านเรือนอยู่ติดกับบ้านกำปุงทางทิศเหนือ และเนื่องด้วยพญาภูคาเป็นผู้มีความเมตตาโอบอ้อมอารี ราษฎรจึงได้ยกย่องขึ้นเป็นเจ้าเมืองล่าง เมื่อเดือน 3 เหนือ ขึ้น 2 ค่ำ พ.ศ. 1840 นับว่าท่านได้เป็นต้นกำเนิดของราชวงศ์ภูคา

เมื่อชาวเมืองเชียงแสนและเมืองใกล้เคียงได้ทราบข่าวว่าพญาภูคาได้ตั้งและได้ปกครองเมืองล่าง ก็พากันอพยพถิ่นฐานมาอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก ตลอดจนชาวไทยลื้อสิบสองปันนาก็ได้อพยพมาอยู่เพิ่มขึ้นอีก จึงทำให้เกิดการตั้งชุมชนขนาดใหญ่ขึ้นบริเวณลุ่มน้ำย่างและน้ำบั่ว ครอบคลุมบริเวณตำบลศิลาเพชร ตำบลยม ตำบลจอมพระ ตำบลอวนในปัจจุบัน

พญาภูคามีราชบุตรกับนางจำปา 2 องค์ องค์โตชื่อ ขุนนุ่น องค์เล็กชื่อ ขุนฟอง เมื่อขุนนุ่นอายุได้ประมาณ 18 ปี พญาภูคาจึงให้ขุนนุ่นพาราษฎรจำนวนหนึ่งไปหาที่ตั้งเมืองใหม่ ขุนนุ่นจึงไปหาพญาเถรแตงที่ดอยติ้ว ดอยวาว (เขตติดต่อระหว่างอำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน กับอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยาปัจจุบัน)

พญาเถรแตงจึงได้พาขุนนุ่นข้ามแม่น้ำโขงไปทางฝั่งตะวันออกไปสร้างเมืองหลวงพระบางและปกครองอยู่ที่นั่น ส่วนขุนฟองผู้น้องให้ไปสร้างเมืองอีกเมืองหนึ่งชื่อว่า "วรนคร" อยู่ทางทิศเหนือของเมืองล่าง (ปัจจุบันคือตำบลวรนคร) ขุนฟองท่านมีราชบุตร 1 องค์ชื่อ เจ้าเก้าเกื่อน พญาภูคาปกครองเมืองล่างได้ 40 ปี ก็ถึงอนิจกรรมเมื่อ พ.ศ. 1890

เจ้าเก้าเกื่อนซึ่งมีศักด์เป็นหลานได้ปกครองเมืองล่างสืบแทน ในสมัยนั้นพญางำเมือง เจ้าเมืองพะเยา ได้ยกทัพมาตีเมืองวรนคร เจ้าเก้าเกื่อนได้ช่วยพ่อคือขุนฟองปราบข้าศึกจนพ่ายแพ้ไป ในครั้งนั้นได้รับสนับสนุนกองกำลังจากกรุงสุโขทัย ก่อนที่จะชิงเมืองคืนนั้นได้จัดทำสนามไว้สำหรับชุมชนช้างม้าที่เป็นพาหนะออกทำศึกในที่ดอนแห่งหนึ่ง (ปัจจุบันอยู่ในเขตบ้านดอนไชย) มีการสร้างคูเมืองและป้อมปราการเมืองเพื่อป้องกันข้าศึกมากมาย บริเวณข้างพระธาตุจอมพริกและบนสันดอยม่อนหลวง (บ้านลอมกลางปัจจุบัน)

เมื่อได้รับชัยชนะต่อพญางำเมืองแล้ว เจ้าเก้าเกื่อนปกครองเมืองล่างอยู่นั้น ท่านได้พาราษฎรสร้างเจดีย์ขึ้นที่ม่อนพักหรือม่อนป่าสัก (ปัจจุบันอยู่ในเขตบ้านดอนมูล) และได้สร้างองค์พระธาตุจอมพริกบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ได้รับมอบจากกรุงสุโขทัยคราวไปขอกำลังเพื่อชิงเมืองจากพญางำเมือง เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่รบชนะพญางำเมือง และเจ้าเก้าเกื่อนได้นำต้นโพธิ์ที่ได้รับมาจากสุโขทัย มาปลูกไว้ใกล้กับบ้านบ่อตองทางทิศตะวันตก พร้อมทั้งสร้างเจดีย์องค์เล็ก ๆ 1 องค์ใกล้กับต้นโพธิ์ นำเอาเพชรนิลจินดาแก้วแหวนเงินทองของมีค่าต่าง ๆ บรรจุไว้ในเจดีย์ ปัจจุบันไม่ปรากฏเจดีย์ให้เห็น เนื่องจากต้นโพธิ์โตขึ้นครอบเจดีย์องค์เล็กจมหายลงไปในดินนานนับหลายร้อยปีแล้ว คงเหลือแต่ต้นโพธิ์ใหญ่ที่สุดในตำบลศิลาเพชร

พ.ศ. 1921 ต่อจากนั้นเมืองล่างจึงไปขึ้นกับเมืองวรนคร อยู่ในความปกครองของพญาผานองซึ่งเป็นราชวงค์ภูคาด้วยกัน พญาผานองได้เปลี่ยนชื่อเมืองล่าง เป็น "เมืองย่าง" โดยเรียกตามลำน้ำย่างที่ไหลผ่าน แล้วได้แต่งตั้งเจ้าผาฮ่องขึ้นปกครองเมืองย่างซึ่งปกครองได้ไม่นานก็สุรคต

ต่อมาพญากานเมือง กษัตริย์วรนครองค์ที่ 5 แห่งราชวงค์ภูคาได้ย้ายเมืองวรนครไปตั้งที่เมืองภูเพียงแช่แห้ง เมื่อ พ.ศ. 1902 ราษฎรเมืองย่างบางส่วนได้อพยพตามพญากานเมืองไปอยู่ที่ภูเพียงแช่แห้งด้วย เมืองย่างจึงอยู่ในความปกครองของกษัตริย์เมืองน่าน

ปี พ.ศ. 2246 สมัยพระเมืองราชาได้มีการฟื้นม่าน (ต่อต้านพม่า) แต่สุดท้ายพ่ายแพ้แก่กองทัพพม่า เมืองน่านทั้งเมืองถูกเผา และเมืองย่างก็เช่นกัน ถูกพม่าทำลายจนย่อยยับ ราษฏรถูกพม่าจับกุมและนำไปคุมขังไว้ที่ห้วยต้อและห้วยมัดเป็นจำนวนมาก (ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่ตำบลอวน) ในครั้งนั้นเจ้าเมืองเล็นถูกพม่ายกทัพมาตีเมือง เจ้าเมืองเล็นทราบข่าวจึงพาชาวเมืองหลบหนีมาอยู่ที่เมืองล่างที่บ้านหัวทุ่ง ปัจจุบันคือบ้านนาคำ ตำบลศิลาเพชร และเจ้าเมืองเล็นได้เป็นเจ้าเมืองปกครองเมืองล่างนับแต่นั้นมา

ในสมัยนั้นเมืองย่างมีความเจริญรุ่งเรืองมาก มีการสร้างวัดวาอาราม และศาสนสถานต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก อีกทั้งสร้างเหมืองฝายต่าง ๆ บริเวณน้ำบั่ว เมื่อเจ้าเมืองเล็นได้ถึงแก่กรรม เจ้าเมืองน่านแต่งตั้งแสนปั๋นขึ้นปกครองเมืองย่าง สมัยนั้นเมืองน่านสงบสุข แสนปั๋นกับชาวเมืองได้สร้างเหมืองฝาย สร้างนาเหล่าหม่อนเปรต (หม่อนเผด บ้านดอนมูล) บูรณะองค์พระธาตุจอมพริก บริเวณบนดอยสันจ้าง บนวัดทุ่งฆ้อง (ปัจจุบันพระธาตุจอมพริกอยู่ในเขตบ้านเสี้ยว)

ครั้นถึงสมัยที่มีการฟื้นม่านเมื่อราวปี พ.ศ. 2330 เกิดนโยบายเก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมืองของเจ้ากาวิละ กองทัพเจ้าเจ็ดตน กองทัพเมืองน่านโดยเจ้าอัตถวรปัญโญ เจ้าเมืองแพร่ เจ้าเมืองลำปาง สยาม และหลวงพระบาง เจ้าจอมหงแห่งเชียงตุง ได้นำกองทัพขึ้นไปโจมตีหัวเมืองไทลื้อแถบสิบสองปันนา ทำให้หัวเมืองลื้อทั้งหมดพ่ายแพ้แก่กองทัพล้านนาและสยาม จึงเป็นเหตุให้มีการอพยพชาวไทลื้อ เมืองยอง เมืองยู้ เมืองเชียงลาบ จำนวนมากมาอยู่ในจังหวัดน่าน

ปี พ.ศ. 2345 แสนปั๋น เจ้าเมืองย่างถึงแก่กรรม เมืองย่างเกิดน้ำท่วมครั้งยิ่งใหญ่ โดยครั้งนั้นพญาอัตถวรปัญโญ เจ้าผู้ครองนครน่านได้มาตรวจสภาพพื้นที่เมืองย่าง เห็นว่ามีพื้นดินอุดมสมบูรณ์ดี มีพื้นที่ราบกว้างขวาง ประกอบกับในบริเวณเมืองย่างนั้นมีชาวไทลื้อที่เจ้าเมืองเล็นอพยพผู้คนมาตั้งบ้านเรือนบางส่วน อีกทั้งมีชาวไทลื้อที่อพยพมาในสมัยพญาภูคามาตั้งบ้านเรือนอยู่แล้วนั้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการปกครอง จึงพิจารณาเห็นสมควรโปรดให้ชาวไทลื้อที่ได้อพยพมาจากเมืองยอง เมืองยู้ เมืองเชียงลาบ ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมฝั่งริมสองฟากฝั่งแม่น้ำย่าง โดยโปรดให้นำช่างปั้นหม้อชาวไทลื้อให้ตั้งบ้านเรือนที่บ้านดอนไชย (ปัจจุบันขึ้นกับตำบลศิลาเพชร) เมืองเชียงลาบให้ตั้งบ้านเรือนที่บริเวณลุ่มน้ำย่างใกล้พระธาตุจอมพริก ลื้อเมืองยองให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้พระธาตุจอมนาง และลื้อเมืองยู้ให้ตั้งบ้านเรือนที่ท้ายแม่น้ำย่าง

ในครั้งนั้นเจ้าอัตถวรปัญโญได้แต่งตั้งให้แสนจิณปกครองเมืองย่างสืบต่อจากแสนปั๋น

แต่ภายหลังเมื่อมีการจัดระเบียบหัวเมืองการปกครองนครน่านใหม่ในสมัยของพระเจ้าสุริยพงษ์ผลิตเดชฯ จึงแยกเมืองยมออกจากเมืองย่าง โดยให้ท้าวเมืองยมเป็นเจ้าเมืองปกครองเมืองยม และจัดระเบียบเมืองยมขึ้นอยู่กับแขวงน้ำปัว ซึ่งประกอบด้วยหัวเมืองต่าง ๆ ได้แก่ เมืองปัว เมืองริม เมืองอวน เมืองยม เมืองย่าง (ภายหลังเมืองย่างเปลี่ยนชื่อเป็นตำบลศิลาเพชร) เมืองแงง เมืองบ่อ ให้มีที่ว่าการแขวงตั้งที่เมืองปัว

พ.ศ. 2486 ทางการได้มีประกาศยุบเลิกตำบลศิลาเพชรให้ไปขึ้นอยู่กับการปกครองของตำบลยม อำเภอปัวในขณะนั้น ซึ่งมีนายอิทธิ อิ่นอ้าย เป็นกำนัน และให้ตำบลศิลาเพชร เป็นตำบลยม 2 อำเภอปัว

พ.ศ. 2490 จึงมีประกาศจากทางราชการให้กลับมาเป็นตำบลศิลาเพชรเหมือนเดิม

ในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2505 ทางราชการประกาศจัดตั้งกิ่งอำเภอท่าวังผา โดยแยกตำบลยม อำเภอปัว ให้มาขึ้นกับกิ่งอำเภอท่าวังผา[2]

ในวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2524 ได้ประกาศแยกตำบลยมออกเป็นอีกหนึ่งตำบล คือ ตำบลจอมพระ

ปัจจุบันตำบลยมแบ่งการปกครองออกเป็น 10 หมู่บ้าน ดังนี้

  1. บ้านก๋ง
  2. บ้านสบบั่ว
  3. บ้านลอมกลาง
  4. บ้านเชียงยืน
  5. บ้านทุ่งฆ้อง
  6. บ้านเสี้ยว
  7. บ้านหนอง
  8. บ้านพร้าว
  9. บ้านน้ำไคร้
  10. บ้านนานิคม

ภูมิศาสตร์

แก้

ที่ตั้ง

ตำบลยม ตั้งอยู่ที่พิกัดทางภูมิศาสตร์ ละติจูด 19.08593 องศาเหนือ ลองติจูด 100.89347 องศาตะวันออก หรือ 19.08593° N, 100.89347° E และอยู่ทางทิศตะวันออกสุดของอำเภอท่าวังผา ห่างจากตัวอำเภอท่าวังผาตามถนนทางหลวงชนบท 1170 (ท่าวังผา - ศิลาเพชร) ประมาณ 13 กิโลเมตร และห่างจากตัวจังหวัดน่านประมาณ 53 กิโลเมตร

ภูมิประเทศ

ตำบลยม มีลักษณภูมิศาสตร์ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มระหว่างหุบเขา มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 48.42 ตารางกิโลเมตร (18.695 ตารางไมล์) หรือ 11,647 ไร่ โดยแบ่งพื้นออกเป็น พื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำย่าง ประมาณ 7,338 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 63 พื้นที่ราบสูงประมาณ 4,076 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 35 และพื้นน้ำ แม่น้ำ ลำห้วย อ่างเก็บน้ำ ประมาณ 233 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 2 โดยมีแม่น้ำย่าง ลำน้ำบั่ว ลำน้ำหมู ลำน้ำฮาว ลำน้ำไคร้ ไหลผ่าน และมีภูเขาสูง คือ ดอยภูคา

ภูมิอากาศ

ตำบลยม มีลักษณะภูมิอากาศร้อนชื่น อากาศเปลี่ยนแปลงไปตามฤดู ซึ่งมี 3 ฤดู ดังนี้

  • ฤดูร้อน - เริ่มตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ไปจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม อากาศร้อนและแห้งแล้ง แต่บางครั้งอาจมีอากาศเย็น บางครั้งเกิดพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงหรืออาจมีลูกเห็บตกก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนทุกปี เรียกว่า “พายุฤดูร้อน” อากาศร้อน จะมีอุณหภูมิระหว่าง 35 - 39.9 องศาเซลเซียส และร้อนจัดจะมีอุณหภูมิประมาณ 40 - 41 องศาเซลเซียสขึ้นไป
  • ฤดูฝน - เริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม ฝนตกมากในช่วงเดือน พฤษภาคม - ตุลาคม แต่อาจเกิด “ช่วงฝนทิ้ง” ซึ่งอาจนานประมาณ 1 - 2 สัปดาห์หรือบางปีอาจเกิดขึ้นรุนแรงและมีฝนน้อยนานนับเดือน ในเดือนกรกฎาคม
  • ฤดูหนาว - เริ่มตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ในช่วงกลางเดือนตุลาคมนานราว 1 - 2 สัปดาห์ เป็นช่วงเปลี่ยนฤดูจากฤดูฝนเป็นฤดูหนาว อากาศแปรปรวนไม่แน่นอน อาจเริ่มมีอากาศเย็นหรืออาจยังมีฝนฟ้าคะนอง

อาณาเขต

แก้
  ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลป่ากลาง อำเภอปัว จังหวัดน่าน
ทิศใต้ ติดกับ ตำบลอวน อำเภอปัว จังหวัดน่าน
ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลศิลาเพชร อำเภอปัว จังหวัดน่าน
ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลจอมพระ และ ตำบลตาลชุม อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน

ประชากร

แก้

จำนวนประชากรในเขตองค์การบริหารส่วนตำบล 4,499 คน และจำนวนหลังคาเรือน 1,608 หลังคาเรือน[3]

หมู่ที่ ชื่อหมู่บ้าน ประชากร จำนวนครัวเรือน พื้นที่ (ตร.กม.)
ชาย หญิง รวม
1 บ้านก๋ง 492 518 1,010 380 9.33
2 บ้านสบบั่ว 225 236 461 163 8.51
3 บ้านลอมกลาง 192 197 389 128 7.97
4 บ้านเชียงยืน 192 186 378 139 6.08
5 บ้านทุ่งฆ้อง 233 220 453 145 4.06
6 บ้านเสี้ยว 171 152 323 116 8.76
7 บ้านหนอง 174 192 366 127 14.43
8 บ้านพร้าว 310 325 635 237 8.38
9 บ้านน้ำไคร้ 184 151 335 117 12.74
10 บ้านนานิคม 69 80 149 56 7.38
รวม 2,242 2,257 4,499 1,608 87.64

กลุ่มชาติพันธุ์

แก้

ประชากรในเขตพื้นที่ตำบลยม สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มชาติพันธุ์ ดังนี้

  1. กลุ่มชาติพันธุ์ไทยวนเชียงแสน ประกอบด้วย 5 หมู่บ้าน ดังนี้
    1. บ้านก๋ง หมู่ที่ 1
    2. บ้านสบบั่ว หมู่ที่ 2
    3. บ้านพร้าว หมู่ที่ 8
    4. บ้านน้ำใคร้ หมู่ที่ 9
    5. บ้านนานิคม หมู่ที่ 10
  2. กลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อ ประกอบด้วย 5 หมู่ ดังนี้
    1. บ้านลอมกลาง หมู่ที่ 3
    2. บ้านเชียงยืน หมู่ที่ 4
    3. บ้านทุ่งฆ้อง หมู่ที่ 5
    4. บ้านเสี้ยว หมู่ที่ 6
    5. บ้านหนอง หมู่ที่ 7

อาชีพ

แก้

อาชีพหลัก ทำนา ทำสวน/ ทำไร่


ประวัติแต่ละหมู่บ้าน

แก้

บ้านก๋ง หมู่ที่ 1 ตำบลยม อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน

ประวัติหมู่บ้าน

 บ้านก๋ง เป็นหมู่บ้านที่ก่อตั้งมานานกว่า 200 ปี บริเวณที่ตั้งของหมู่บ้านนั้นในสมัยก่อนมีสัตว์ป่าที่ดุร้ายหลากหลายชนิด ออกมารบกวนและทำร้ายชาวบ้านอยู่เป็นประจำ ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน ชาวบ้านจึงหาวิธีป้องกันตัวเองและทรัพย์สินโดยทำ "ก๋ง" (ธนู) ไว้เป็นอาวุธ เล่าว่าวันหนึ่งมีวัวโพง (วัวโทน) เข้ามาในหมู่บ้าน ชาวบ้านใช้ก๋งไล่ยิงวัวตัวนั้นจนไปตายที่ลำห้วยระหว่างบ้านสลีกับบ้านจอมนาง จึงเรียกลำห้วยตามชื่อวัวว่า "ห้วยโพง" เรียกหมู่บ้านว่า "บ้านก๋ง" ตั้งแต่นั้นมา

  • ผู้นำหมู่บ้านปัจจุบัน
    • นายไชยา พรมวังขวา ผู้ใหญ่บ้านบ้านก๋ง หมู่ที่ 1 และกำนันตำบลยม

บ้านสบบั่ว หมู่ที่ 2 ตำบลยม อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน

ประวัติหมู่บ้าน

 บ้านสบบั่ว หมู่บ้านนี้มีประวัติความเป็นมานานยาวนานกว่า 200 ปี ในอดีตมีชื่อว่า “บ้านเมืองดี” สถานที่ตั้งหมู่บ้านเดิมตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำย่าง ต่อมาราวปี พ.ศ. 2430 เกิดอุทกภัยลำน้ำย่างนองท่วมสองฝั่งแม่น้ำและพัดพาบ้านเรือนหลายสิบหลังคาเรือนของหมู่บ้านเมืองดีสูญหายไปกับสายน้ำ ชาวบ้านเมืองดีจึงได้ย้ายอพยพไปอาศัยอยู่ตามเนินเขาด้านทิศเหนือของหมู่บ้านเดิมและตั้งชื่อใหม่ว่า “บ้านนาไฮ่” ต่อมาได้มีการอพยพมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามลำน้ำบั่วที่ไหลผ่านหมู่บ้าน จึงยึดลำน้ำบั่วเป็นที่ตั้งบ้านเรือนและได้ตั้งชื่อหมู่บ้านว่า "บ้านสบบั่ว" เนื่องจากเป็นจุดที่ลำน้ำบั่วบรรจบกับแม่น้ำย่าง

  • ผู้นำหมู่บ้านปัจจุบัน
    • นายชาตรี ไชยปรุง ผู้ใหญ่บ้านบ้านสบบั่ว หมู่ที่ 2

บ้านลอมกลาง หมู่ที่ 3 ตำบลยม อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน

ประวัติหมู่บ้าน

 บ้านลอมกลาง ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2522 โดยแยกการปกครองออกมาจากบ้านเชียงยืน ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวไทลื้อ ที่ได้อพยพมาจากเมืองสิบสองปันนา ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีน บริเวณที่ตั้งของหมู่บ้านแต่เดิมเป็นป่าละเมาะอยู่กลางทุ่งนา ถูกล้อมรอบอยู่ตรงกลาง คำว่า "ลอม" ในภาษาถิ่นภาคเหนือ หมายถึง ตะล่อมสิ่งที่เป็นหมวดฟ่อนรวมกันขึ้นเป็นจอมหรือเป็นวง) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีลักษณะที่โดดเด่น ชาวบ้านจึงตั้งชื่อหมู่บ้านตามลักษณะเด่นดังกล่าวนี้ว่า "บ้านลอมกลาง"

  • ผู้นำหมู่บ้านปัจจุบัน
    • นายมิตร ไชยกันทะ ผู้ใหญ่บ้านบ้านลอมกลาง หมู่ที่ 3

บ้านเชียงยืน หมู่ที่ 4 ตำบลยม อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน

หมู่บ้านนี้เดิมชื่อว่าบ้านยั่วก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2530 เป็นชาวไทลื้อที่อพยพมาจากสิบสองปันนา ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อบ้านยั่วมาเป็น "บ้านเชียงยืน" ซึ่งคำว่า เชียง นั้นเป็นชื่อของผู้อาวุโสในหมู่บ้านสมัยแต่ก่อนชื่อว่า "หนานเชียง" ส่วนคำว่า ยืน นั้นเป็นลักษณะของอายุของผู้อาวุโสนั้นเองเพราะว่าท่านมีอายุยืนถึง 100 ปี จึงได้ชื่อว่า "บ้านเชียงยืน" (อดุลย์ เมฆยะ, สัมภาษณ์, 18 มกราคม 2563)

บ้านทุ่งฆ้อง หมู่ที่ 5 ตำบลยม อำเภอท่วังผา จังหวัดน่าน

หมู่บ้านนี้ตั้งเป็นหมู่บ้านเมื่อประมาณราวปี พ.ศ. 2300 ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่มีเชื้อสายไทลื้อซึ่งได้มีการอพยพมาจากเมืองสิบสองปันนา ทางตอนใต้ของประเทศจีน ด้วยเหตุที่ตั้งชื่อหมู่บ้านนี้ว่าบ้านทุ่งฆ้อง ก็เพราะว่าในสมัยอดีตนั้นได้มีบรรพบุรุษเล่าสืบต่อกันมาว่ามีฆ้องใหญ่อยู่กลางทุ่งนาสำหรับตีในงานมงคลและเพื่อบอกเหตุกรณ์ต่าง ๆ จึงได้เรียกชื่อหมู่บ้านว่า "บ้านทุ่งฆ้อง" มาจนถึงปัจจุบัน (สุชาติ คำแสน, สัมภาษณ์, 18 มกราคม 2563)

บ้านเสี้ยว หมู่ที่ 6 ตำบลยม อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน

หมู่บ้านนี้ตั้งขึ้นมาเมื่อใดไม่พบหลักฐานที่แน่ชัด ตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มสำน้ำย่าง สันนิษฐานว่าอาจสร้างขึ้นมาพร้อมกับพระธาตุจอมพริก ในปี พ.ศ. 2490 ได้ย้ายหมู่บ้านเนื่องจากเกิดอุทกภัยทำให้ตลิ่งพัง ราษฎรได้รับความเดือดร้อน ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันย้ายหมู่บ้านขึ้นมาตั้งที่แห่งใหม่ในบริเวณที่ราบเชิงเขา ซึ่งเป็นที่ราบสูงตอนบนของหมู่บ้าน และทางตอนใต้ของพระธาตุจอมพริกเพื่อสะดวกในการคมนาคมและพัฒนาหมู่บ้านให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น ในพื้นที่นี้มีต้นเสี้ยว (ต้นชงโค) ขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก จึงได้ชื่อว่า "บ้านเสี้ยว" (สมควร คำแสน, สัมภาษณ์, 18 มกราคม 2563)

บ้านหนอง หมู่ที่ 7 ตำบลยม อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน

เดิมหมู่บ้านนี้เป็นส่วนหนึ่งของบ้านทุ่งฆ้อง หมู่ที่ 5 ชื่อว่าบ้านห้วยตุ้ม ตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มลำน้ำย่าง ในปี พ.ศ. 2506 ได้เกิดอุทกภัย น้ำกัดเซาะตลิ่งพังทำให้ได้รับความเสียหาย ดังนั้นทางคณะกรรมการหมู่บ้านจึงตัดสินใจย้ายที่ตั้งหมู่บ้านใหม่ โดยบ้านทุ่งฆ้องย้ายไปทางฝั่งซ้ายของลำน้ำย่าง บ้านห้วยตุ้มย้ายมาทางฝั่งขวาบริเวณหนองกลางเวียน ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น "บ้านหนอง" ตามพื้นที่ของหมู่บ้าน (สมพร คำแสน, สัมภาษณ์, 18 มกราคม 2563)

บ้านพร้าว หมู่ที่ 8 ตำบลยม อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน

ประวัติหมู่บ้าน

 บ้านพร้าว บริเวณที่เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านนี้แรกเริ่มเดิมทีไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ หลังจากนั้นได้มีครอบครัวของคนต่างถิ่นได้เข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่ราว 4 - 5 ครัวเรือน อาศัยอยู่ด้วยกันแบบพี่น้องได้ช่วยกันทำมาหากินบนแผ่นดินใหม่ที่อุดมสมบูรณ์ จากการบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่นั้นบอกว่าบริเวณนี้มีธารน้ำธรรมชาติสายเล็ก น้ำใสไหลเย็น มองเห็นหมู่ปลาเล็กปลาน้อย ด้วยความสะอาดปราศจากมลพิษ นำความชุ่มชื่นร่มเย็นมาให้ผืนดินอีกทั้งยังแหล่งอาหารและที่ทำมาหากินของพวกเขาสืบกันมา ทั้งยังมีต้นพร้าวหรือมะพร้าวขึ้นอยู่เป็นจำนวนมากบริเวณที่แห่งนี้ ชาวบ้านจึงได้เรียกพื้นที่ที่ตั้งของหมู่บ้านนี้ว่า "บ้านพร้าว"

  • ผู้นำหมู่บ้านปัจจุบัน
    • นายสมนึก พรมวังขวา ผู้ใหญ่บ้านบ้านพร้าว หมู่ที่ 8

บ้านน้ำไคร้ หมู่ที่ 9 ตำบลยม อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน

หมู่บ้านนี้ตั้งขึ้นมาเมื่อใดไม่ทราบแน่ชัด แต่คาดว่าคงจะอพยพมาจากที่อื่นประมาณก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยน่าจะอพยพมาจากเมืองพวน ในประเทศลาว และได้มาตั้งรกรากที่บริเวณห้วยน้ำไคร้ ซึ่งเป็นเป็นลำห้วยที่ไหนผ่านหมู่บ้าน และมีต้นไคร้ขึ้นอยู่มาก จึงได้เรียกหมู่บ้านนี้ว่า "บ้านน้ำไคร้" (ประยงค์ ใหม่ชัย, สัมภาษณ์, 18 มกราคม 2563)

บ้านนานิคม หมู่ที่ 10 ตำบลยม อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน

หมู่บ้านนี้เดิมชื่อบ้านหนองเตาหรือบ้านน้ำหมู เนื่องจากอพยพมาอยู่ริมหนองเตาก่อนแล้วขยับขยายมาอยู่ริมน้ำหมู อยู่ในเขตบ้านเชียงยืน ก่อนปี พ.ศ. 2492 มีผู้ที่มาอยู่ 23 หลังคาเรือ เมื่อมีสมาชิกมากขึ้นหลายหลังคาเรือน จึงพร้อมใจกันขอตั้งหมู่บ้านใหม่ขึ้น แจ้งต่อสภาตำบลยมและได้นำเรื่องเสนอทางอำเภอก็ได้รับความเห็นชอบอนุมัติเป็นหมู่บ้านใหมให้ชื่อว่า "บ้านนานิคม" เนื่องจากหมู่บ้านตั้งอยู่บริเวณกลางทุ่งนาขนาดใหญ่ ส่วนคำว่า "นิคม" หมายถึง หมู่บ้านหรือแหล่งชุมชนขนาดใหญ่ (วิจิตร แสนสี, สัมภาษณ์, 18 มกราคม 2563)

สถานที่สำคัญ

แก้

สถานที่สำคัญที่ตั้งอยู่ภายในเขตพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลยม มีดังนี้

  1. สำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลยม (บ้านสบบั่ว หมู่ 2)
  2. โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลยม (บ้านก๋ง หมู่ 1)
  3. โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลยม (บ้านพร้าว หมู่ 8)
  4. พระธาตุลอมตั้ง (สะดือเมืองยม) (บ้านพร้าว หมู่ 8)
  5. เสาหลักเมืองยม (บ้านพร้าว หมู่ 8)
  6. พระธาตุจอมพริก (บ้านเสี้ยว หมู่ 6)
  7. อ่างเก็บน้ำชลสิงห์ (บ้านเสี้ยว หมู่ 6)
  8. น้ำตกน้ำไคร้ (บ้านน้ำไคร้ หมู่ 9)
  9. คือเมืองย่าง (บ้านเสี้ยว หมู่ 6)
  10. คือเมืองย่าง (บ้านลอมกลาง หมู่ 3)
  11. อ่างเก็บน้ำห้วยเมี่ยง (บ้านลอมกลาง หมู่ 3)

ศาสนสถาน

แก้

ตำบลยม มีศาสนสถานที่สำคัญ ประกอบด้วยวัด 9 แห่ง และโบสถ์คริสตจักร 1 แห่ง ดังนี้

  1. วัดศรีมงคล - บ้านก๋ง หมู่ที่ 1
2. วัดโพธิ์ไทร - บ้านสบบั่ว หมู่ที่ 2
3. วัดลอมกลาง - บ้านลอมกลาง หมู่ที่ 3
4. วัดเชียงยืน - บ้านเชียงยืน หมู่ที่ 4
5. วัดทุ่งฆ้อง - บ้านทุ่งฆ้อง หมู่ที่ 5
6. วัดพระธาตุจอมพริก - บ้านเสี้ยว หมู่ที่ 6
7. วัดหนองช้างแดง - บ้านหนอง หมู่ที่ 7
8. วัดสันติการาม - บ้านพร้าว หมู่ที่ 8
9. วัดน้ำใคร้ - บ้านน้ำใคร้ หมู่ที่ 9
10. โบสถ์คริสตจักรพันธสัญญา - บ้านนานิคม หมู่ที่ 10

สถานศึกษา

แก้

สถานศึกษาในเขตพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลยม มีดังนี้

  • ระดับชั้น : ประถมศึกษา มี 4 แห่ง ดังนี้
    • โรงเรียนบ้านก๋งมงคลประชารังสรรค์ : บ้านก๋ง หมู่ที่ 1
    • โรงเรียนไตรราษฎร์วิทยา : บ้านทุ่งฆ้อง หมู่ที่ 5
    • โรงเรียนบ้านเสี้ยว : บ้านเสี้ยว หมู่ที่ 6
    • โรงเรียนบ้านพร้าว : บ้านพร้าว หมู่ที่ 8
  • โรงเรียนพระปริยัติธรรม (แผนกสามัญศึกษา) มี 1 แห่ง ดังนี้
    • โรงเรียนวัดน้ำใคร้นันทชัยศึกษา : บ้านน้ำใคร้ หมู่ที่ 9

อ้างอิง

แก้