เปิดเมนูหลัก
บทความนี้กล่าวถึงตาของมนุษย์ สำหรับตาโดยทั่ว ๆ ไป ดูที่ ตา

ตามนุษย์ เป็นอวัยวะที่ตอบสนองต่อแสงและแรงดัน ในฐานะเป็นอวัยวะรับความรู้สึก ตาของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทำให้สามารถเห็นได้ ช่วยให้เห็นภาพเคลื่อนไหวเป็น 3 มิติ และปกติเห็นเป็นสีในช่วงกลางวัน เซลล์รูปแท่งและเซลล์รูปกรวยในจอตาทำให้สามารถรับรู้แสงและเห็น รวมทั้งแยกแยะสีและรับรู้ความใกล้ไกล ตามนุษย์สามารถแยกแยะสีได้ประมาณ 10 ล้านสี[1] และอาจสามารถตรวจจับโฟตอนแม้เพียงอนุภาคเดียวได้[2]

ตามนุษย์
Eye-diagram no circles border.svg
1. วุ้นตา 2. ora serrata 3. กล้ามเนื้อซิลิอารี 4. Zonule of Zinn 5. Schlemm's canal 6. รูม่านตา 7. ห้องหน้า 8. กระจกตา 9. ม่านตา 10. lens cortex 11. lens nucleus 12. ciliary process 13. เยื่อตา 14. กล้ามเนื้ออินฟีเรียร์ ออบลีก 15. กล้ามเนื้ออินฟีเรียร์ เรกตัส 16. กล้ามเนื้อมีเดียล เรกตัส 17. หลอดเลือดแดงและดำของจอตา 18. จานประสาทตา 19. เยื่อดูรา 20. central retinal artery 21. central retinal vein 22. เส้นประสาทตา 23. vorticose vein 24. bulbar sheath 25. จุดภาพชัด 26. รอยบุ๋มจอตา 27. sclera 28. choroid 29. กล้ามเนื้อซุพีเรียร์ เรกตัส 30. จอตา
ตัวระบุ
MeSHD005123
TAA01.1.00.007
A15.2.00.001
FMA54448
อภิธานศัพท์กายวิภาคศาสตร์

เหมือนกับตาของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่น ๆ เซลล์ปมประสาทไวแสง (photosensitive ganglion cell) ในจอตามนุษย์ซึ่งไม่ช่วยให้เห็นภาพ จะได้สัญญาณแสงซึ่งมีผลต่อการปรับขนาดรูม่านตา ควบคุมและระงับการหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนิน และปรับตัวทางสรีรภาพและพฤติกรรมตามจังหวะรอบวัน (circadian rhythm)[3]

โครงสร้างแก้ไข

 
เส้นเลือดสามารถเห็นในตาขาว โดยเห็นวง limbal ring รอบ ๆ รูม่านตาได้ชัด
 
ส่วนด้านนอกของตา

ตาไม่ได้กลมอย่างสมบูรณ์ เพราะเป็นส่วนสองส่วนที่เชื่อมเข้าด้วยกัน คือส่วนหน้า (anterior segment) และส่วนหลัง (posterior segment) ส่วนหน้ามีกระจกตา รูม่านตา และแก้วตา/เลนส์ตา กระจกตาจะโปร่งแสงและโค้งกว่า และจะเชื่อมเข้ากับส่วนหลังที่ใหญ่กว่า ซึ่งมีวุ้นตา จอตา คอรอยด์ (choroid) และเปลือกนอกคือส่วนตาขาว (sclera) กระจกตาปกติจะมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 11.5 มม. และหนา 1/2 มม. ใกล้ ๆ ตรงกลาง ส่วนหลังจะเป็นส่วน 5/6 ของตา โดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางปกติที่ 24 มม. กระจกตาและตาขาวจะเชื่อมกันโดยส่วนที่เรียกว่า limbus ส่วนม่านตาก็คือโครงสร้างรูปกลมมีสีซึ่งล้อมรอบส่วนกลางของตา คือ รูม่านตา ซึ่งปรากฏเป็นสีดำ ขนาดรูม่านตา ซึ่งควบคุมปริมาณแสงที่เข้ามาในตา จะปรับโดยกล้ามเนื้อไอริส ไดเลเตอร์ และไอริส สฟิงคเตอร์

พลังงานแสงจะเข้ามาในตาผ่านกระจกตา ผ่านรูม่านตา และจึงผ่านแก้วตา (เลนส์ตา) รูปร่างของแก้วตาจะเปลี่ยนไปเมื่อมองใกล้ ๆ ซึ่งควบคุมโดยกล้ามเนื้อซิลิอารี โฟตอนของแสงซึ่งตกลงที่เซลล์ไวแสงของจอตา (คือ เซลล์รูปกรวยและเซลล์รูปแท่ง) จะเปลี่ยนเป็นสัญญาณไฟฟ้าที่ส่งไปยังสมองผ่านประสาทตา (optic nerve) แล้วแปลผลให้เป็นการเห็น

ขนาดแก้ไข

ขนาดของตาจะต่าง ๆ กันระหว่างบุคคลเพียง 1-2 มม. โดยสม่ำเสมอมากแม้ข้ามกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ขนาดตามขวาง (transverse) ของตาผู้ใหญ่อยู่ที่ประมาณ 24.2 มม. ขนาดด้านตั้ง (sagittal) อยู่ที่ 23.7 มม. และขนาดจากข้างหน้าไปด้านหลัง (axial) อยู่ที่ 22.0-24.8 มม โดยไม่แตกต่างอย่างสำคัญระหว่างเพศ กลุ่มอายุต่าง ๆ และชาติพันธุ์ต่าง ๆ[4] โดยมีปริมาตรที่ 6 ซม3[5] และหนัก 7.5 กรัม[ต้องการอ้างอิง]

ลูกตาจะโตเร็วมาก โดยเริ่มจาก 16-17 มม. เมื่อเกิด ไปเป็น 22.5-23 มม. เมื่อถึงอายุ 3 ขวบ โดยอายุ 13 ปี ตาก็จะโตเต็มที่แล้ว

 
แผนภาพตามนุษย์ ซึ่งแสดงภาพผ่าตามขวางของตาขวา

องค์ประกอบแก้ไข

ตาแบ่งออกเป็น 3 ชั้น ซึ่งล้อมรอบโครงสร้างทางกายวิภาคต่าง ๆ ชั้นนอกสุดเรียกว่า fibrous tunic ซึ่งประกอบด้วยกระจกตาและส่วนตาขาว (sclera) ชั้นกลางเรียกว่า vascular tunic หรือ uvea ซึ่งประกอบด้วยคอรอยด์ (choroid), ซิลิอารีบอดี (ciliary body), iris pigment epithelium, และม่านตา (iris) ชั้นในสุดคือจอตา ซึ่งได้ออกซิเจนจากหลอดเลือดของคอรอยด์ด้านหลังและจากเส้นเลือดจอตาด้านหน้า

ตาจะเต็มไปด้วยสารน้ำในลูกตา (aqueous humor) ในส่วนหน้าคือระหว่างกระจกตาและแก้วตา และเต็มไปด้วยวุ้นตา (vitreous body) ส่วนหลังแก้วตา คือเต็มส่วนหลังทั้งหมด สารน้ำเป็นน้ำใส ๆ ที่เต็มบริเวณสองบริเวณในตา คือห้องหน้า (anterior chamber) ระหว่างกระจกตาและม่านตา และห้องหลัง (posterior chamber) ระหว่างม่านตาและแก้วตา แก้วตาจะแขวนอยู่กับซิลิอารีบอดีด้วยเอ็นแขวนที่เรียกว่า Zonule of Zinn ซึ่งเป็นเส้นใยละเอียดโปร่งแสงเป็นพัน ๆ และส่งแรงจากกล้ามเนื้อเพื่อเปลี่ยนรูปร่างของแก้วตาเมื่อปรับตาดูใกล้ไกล ส่วนวุ้นตาเป็นวัสดุใส ๆ ทำจากน้ำและโปรตีน ซึ่งทำให้เหมือนวุ้นเหนียว ๆ[6]

การเห็นแก้ไข

 
ตามนุษย์มองจากด้านขมับประมาณ 90° แสดงม่านตาและรูม่านตาที่ดูเหมือนจะหมุนมาทางข้าง ๆ เนื่องจากคุณสมบัติแสงของกระจกตาและสารน้ำในลูกตา

ขอบเขตภาพแก้ไข

ขอบเขตภาพ (field of view) ของตามนุษย์แต่ละคน จะขึ้นอยู่กับโครงสร้างของใบหน้า แต่ปกติจะจำกัดอยู่ที่ 30° ด้านขึ้น (จำกัดโดยคิ้ว), 45° ด้านจมูก (จำกัดโดยจมูก), 70° ด้านล่าง, และ 100° ด้านขมับ[7][8][9] เมื่อรวมการเห็นของตาทั้งสอง ลานสายตาจะจำกัดโดย 135° ด้านตั้ง และ 200° ด้านขวาง[10][11] เมื่อมองจากด้านข้าง ๆ โดยมุมกว้าง ม่านตาและรูม่านตาอาจจะมองเห็น ซึ่งแสดงว่าบุคคลอาจมองเห็นรอบนอกได้ที่มุมนั้น[12][13][14]

ประมาณ 15° ไปทางขมับ และ 1.5° ต่ำกว่าแนวนอน จะเป็นจุดบอด ซึ่งเกิดจากประสาทตาที่อยู่ทางด้านจมูก ซึ่งมีขนาดด้านตั้ง 7.5° และกว้าง 5.5°[15]

พิสัยพลวัตแก้ไข

จอตามีอัตราความเปรียบต่างสถิต (static contrast ratio) ราว ๆ 100:1 (ประมาณ 6.5 f-stop) ทันทีที่มันขยับไปอย่างรวดเร็ว (saccade) แล้วมองที่เป้าหมาย มันก็จะเปลี่ยนการเปิดรับแสงโดยปรับม่านตา ซึ่งเป็นตัวแปลงขนาดรูม่านตา

การปรับตัวต่อความมืดขั้นเบื้องต้นจะเกิดเมื่ออยู่ในที่มืดสนิทติดต่อกันประมาณ 4 วินาที ส่วนการปรับตัวถึง 80% ของเซลล์รูปแท่งไวแสงในจอตาจะเกิดภายใน 30 นาที โดยไม่ได้เกิดอย่างเชิงเส้นแต่มีลักษณะซับซ้อน และการขัดจังหวะรับแสงจะทำให้ต้องเริ่มกระบวนการปรับตัวอีก การปรับตัวได้เต็มที่จะขึ้นอยู่กับการไหลเวียนเลือดที่ดี ซึ่งอาจติดขัดเนื่องจากโรคจอตา การไหลเวียนเลือดที่ไม่ดี หรือการอยู่ในที่สูง[ต้องการอ้างอิง]

ตามนุษย์สามารถรับแสงสว่างในพิสัยถึง 1014 หรือหนึ่งร้อยล้านล้าน (100,000,000,000,000) ซึ่งเท่ากับ 46.5 f-stop คือตั้งแต่จาก 10−6 cd/m2 หรือ 0.000001 (หนึ่งในล้าน) แคนเดลาต่อตารางเมตร จนถึง 108 cd/m2 หรือร้อยล้าน (100,000,000) แคนเดลาต่อตารางเมตร[16][17][18] เป็นพิสัยที่ไม่รวมการมองพระอาทิตย์ในเวลาเที่ยง (109 cd/m2)[19] หรือฟ้าผ่า

ที่ล่างสุดของพิสัยเป็นระดับขีดเริ่มเปลี่ยนสัมบูรณ์ของการเห็นเมื่อมีแสงทั่วขอบเขตการเห็น เป็นแสงในระดับ 10−6 cd/m2[20][21] ที่บนสุดของพิสัยการเห็นปกติจะอยู่ที่ 108 cd/m2[22]

ตามีเลนส์ (แก้วตา) เหมือนกับที่พบในอุปกรณ์แสงเช่นกล้องถ่ายรูป และอยู่ใต้หลักฟิสิกส์ที่เหมือนกัน โดยรูม่านตาก็คือช่องรับแสงของมัน ส่วนม่านตาก็คือกลีบช่องรับแสง/ไดอะแฟรมที่เป็นตัวเปิดปิดช่องรับแสง แต่การหักเหแสงที่กระจกตาจะมีผลทำให้ขนาดยังผลของช่องรับแสงต่างจากเส้นผ่าศูนย์กลางของรูม่านตาจริง ๆ รูม่านตาปกติจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 มม. แต่ก็อาจมีพิสัยระหว่าง 2 มม. (f/8.3) ในที่สว่าง จนถึง 8 มม. (f/2.1) ในที่มืด ค่าหลังนี่ยังลดลงช้า ๆ ตามอายุอีกด้วย คือผู้สูงอายุบางครั้งจะไม่ขยายรูม่านตาเกินกว่า 5-6 มม. ในที่มืด และรูอาจเล็กถึง 1 มม. ในที่สว่าง[23][24]

 
จุดสว่างกลม ๆ ก็คือ จานประสาทตา (optic disc) ซึ่งเป็นจุดที่เส้นประสาทตาออกจากจอตา
 
ภาพ MRI ของตามนุษย์
 
ตาและเบ้าตาที่เป็นปกติ มองจากด้านหน้า

การเคลื่อนตาแก้ไข

ระบบการเห็นในสมองมนุษย์ช้าเกินที่จะประมวลข้อมูล ถ้าภาพวิ่งข้ามจอตาได้เร็วกว่าไม่กี่องศาต่อวินาที[25] ดังนั้น เพื่อให้มองเห็นเมื่อกำลังเคลื่อนไหว สมองจะต้องชดเชยการเคลื่อนไหวของศีรษะโดยกลอกตา สัตว์ที่มีตาหันไปทางด้านหน้ามจะมีบริเวณเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งในจอตาที่เห็นได้ชัดมาก คือ รอยบุ๋มจอตา ซึ่งครอบคลุมมุมการมองเห็นประมาณ 2 องศาในมนุษย์ เพื่อจะให้เห็นได้ชัด สมองจะต้องกลอกตาให้ภาพของวัตถุเป้าหมายตกลงที่รอยบุ๋มจอตา ความล้มเหลวในการเคลื่อนตาอย่างถูกต้อง อาจทำให้เห็นภาพได้ไม่ดี

การมีสองตาทำให้สมองสามารถรู้ความใกล้ไกลของวัตถุ และให้ความรู้สึกว่าภาพมี 3 มิติ ทั้งสองตาจะต้องมองแม่นพอเพื่อให้วัตถุเป้าหมายตกลงที่จุดซึ่งสอดคล้องกันที่จอตาทั้งสองซึ่งทำให้เห็นเป็น 3 มิติ ไม่เช่นนั้นแล้ว ก็อาจจะเห็นภาพซ้อน คนที่มีตาเหล่แต่กำเนิดมักจะไม่สนใจสิ่งที่เห็นจากตาข้างหนึ่ง จึงไม่เห็นเป็นภาพซ้อน แต่ก็ไม่เห็นเป็น 3 มิติ

กล้ามเนื้อตา 6 มัดที่ติดอยู่กับตาแต่ละข้าง จะเป็นตัวควบคุมการเคลื่อนไของตา ซึ่งทำให้เหลือบตาขึ้นลง เหล่ตาเข้า เหล่ตาออก และหมุนตาได้ กล้ามเนื้อเหล่านี้ควบคุมโดยทั้งจิตใต้สำนึกและเหนือสำนึก เพื่อตามมองวัตถุและชดเชยการเคลื่อนไหวศีรษะไปพร้อม ๆ กัน

กล้ามเนื้อตา (extraocular muscles)แก้ไข

ตาแต่ละข้างมีกล้ามเนื้อหกมัดที่ควบคุมการเคลื่อนไหว คือ กล้ามเนื้อ lateral rectus, medial rectus, inferior rectus, superior rectus, inferior oblique, และ superior oblique เมื่อกล้ามเนื้อหดเกร็งต่าง ๆ กัน ก็จะเกิดทอร์ก/แรงบิดซึ่งหมุนลูกตา โดยเป็นการหมุนเกือบล้วน ๆ และเคลื่อนไปข้าง ๆ เพียงแค่ประมาณมิลลิเมตรเดียว[26] ดังนั้น จึงสามารถมองได้ว่าตาหมุนรอบจุด ๆ เดียวตรงกลาง

การเคลื่อนตาอย่างรวดเร็วแก้ไข

การเคลื่อนตาอย่างรวดเร็ว (rapid eye movement, REM) ปกติจะหมายถึงระยะการนอนหลับที่ฝันอย่างชัดเจนที่สุด ในระยะนี้ ตาจะเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่ใช่การเคลื่อนไหวตาชนิดพิเศษ

Saccadesแก้ไข

ดูบทความหลักที่: Saccade

Saccade เป็นการเคลื่อนไหวตาทั้งสองข้างอย่างรวดเร็วพร้อม ๆ กันในทิศทางเดียวกันซึ่งควบคุมโดยสมองกลีบหน้า ยังมีการเบี่ยงตาเล็ก ๆ ที่ไม่ปกติ ซึ่งหมุนตาได้ถึง 1/10 องศา โดยน้อยกว่า saccade แต่มากกว่า microsaccade

Microsaccadesแก้ไข

แม้เมื่อเพ่งมองที่จุด ๆ เดียว ตาก็จะเบี่ยงไปรอบ ๆ เพื่อให้เซลล์ไวแสงได้การกระตุ้นที่ต่าง ๆ กัน เพราะถ้าไม่เปลี่ยนการกระตุ้น เซลล์เหล่านี้จะหยุดส่งสัญญาณ microsaccade จะขยับตาไม่เกิน 0.2° ในมนุษย์ผู้ใหญ่

Vestibulo-ocular reflexแก้ไข

ดูบทความหลักที่: Vestibulo-ocular reflex

vestibulo-ocular reflex เป็นรีเฟล็กซ์การเคลื่อนไหวตาที่ทำภาพซึ่งตกลงที่จอตาให้เสถียรในช่วงการเคลื่อนไหวศีรษะ โดยขยับตาไปทางทิศตรงกันข้ามของการเคลื่อนไหวศีรษะ เป็นการตอบสนองต่อข้อมูลการเคลื่อนไหวที่ได้จาก vestibular system ในหูชั้นใน ทำให้สามารถดำรงภาพให้อยู่ที่กลางลานสายตาได้ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อศีรษะขยับไปทางขวา ตาก็จะขยับไปทางซ้าย โดยเป็นอย่างนี้ทั้งหมดเมื่อขยับศีรษะขึ้นลง ซ้ายขวา โดยทั้งหมดให้ข้อมูลแก่กล้ามเนื้อตาเพื่อดำรงความเสถียรของภาพ

Smooth pursuit movementแก้ไข

ดูบทความหลักที่: Smooth pursuit

ตายังสามารถมองตามวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่ เป็นการตามที่ไม่แม่นเท่ากับ vestibulo-ocular reflex เพราะสมองต้องประมวลข้อมูลทางตาแล้วส่งข้อมูลป้อนกลับ การมองตามวัตถุที่เคลื่อนไหวด้วยความเร็วคงที่ค่อนข้างง่าย แม้ตาอาจจะต้องขยับแบบ saccade ด้วยเพื่อให้ตามทัน การเคลื่อนไหวแบบนี้สามารถขยับตาได้เร็วถึง 100°/วินาทีในผู้ใหญ่

Optokinetic reflexแก้ไข

รีเฟล็กซ์แบบ optokinetic reflex/optokinetic nystagmus จะทำให้ภาพบนจอตาเสถียรผ่านกระบวนการป้อนกลับของการเห็น ซึ่งเกิดเมื่อภาพที่เห็นทั้งหมดเลื่อนข้ามจอตา ทำให้ตาหมุนไปในทางเดียวกันและเร็วพอที่จะลดการเคลื่อนที่ของภาพที่จอตาให้น้อยที่สุด[27] เมื่อสิ่งที่กำลังมองออกนอกการมองเห็นตรง ๆ มากเกินไป ก็จะเกิดการเคลื่อนไหวแบบ saccade ให้กลับมามองที่กลางลานสายตา ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมองนอกหน้าต่างที่รถไฟซึ่งกำลังวิ่งไป ตาสามารถโฟกัสที่รถไฟเคลื่อนที่ได้ระยะสั้น ๆ (โดยทำภาพให้เสถียรที่จอตา) จนกระทั่งรถไฟวิ่งออกนอกขอบเขตการเห็น ที่จุดนี้ ตาจะกลับมามองที่จุดซึ่งเริ่มมองเห็นรถไฟด้วยการเคลื่อนที่แบบ saccade

การมองใกล้แก้ไข

 
ตาทั้งสองเบนคนละทิศเพื่อเห็นวัตถุเดียวกัน

การปรับตาให้เห็นใกล้ ๆ เป็นกระบวนการ 3 ขั้นตอนที่โฟกัสภาพลงที่จอตา

การเบนคนละทิศ (Vergence movement)แก้ไข

ดูบทความหลักที่: การเบนคนละทิศ

เมื่อสัตว์ที่เห็นเป็นภาพเดียวด้วยสองตามองที่วัตถุหนึ่ง ๆ ตาจะต้องหมุนรอบแกนแนวตั้งเพื่อให้ภาพตกลงที่กลางจอตาทั้งสองข้าง เพื่อดูวัตถุใกล้ ๆ ตาจะเบนเข้าหากัน แต่สำหรับวัตถุไกล ๆ ตาจะเบนออกจากกัน

การหดรูม่านตาแก้ไข

เลนส์ไม่สามารถเบนแสงที่ขอบ ๆ ได้ดีเท่ากับส่วนตรงกลาง ดังนั้น ภาพที่เกิดจากเลนส์ทุกอันจะค่อนข้างมัว ๆ ที่ใกล้ ๆ ขอบ (เป็นความพร่าเหตุขอบเลนส์) ซึ่งลดได้ถ้ากันไม่มองแสงที่ขอบ ๆ โดยมองแต่ที่ตรงกลางซึ่งมีโฟกัสดีกว่า ในตา รูม่านตาทำหน้าที่นี้โดยหดลงเมื่อตามองที่วัตถุใกล้ ๆ ช่องรับแสงที่เล็กยังเพิ่มช่วงความชัด (depth of field) คือทำให้เห็นได้ชัดในช่วงใกล้ไกลที่มากกว่าอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ รูม่านตาจึงมีหน้าที่สองอย่างสำหรับการมองใกล้ คือลดความพร่าเหตุขอบเลนส์และเพิ่มช่วงความชัด[28]

การปรับเลนส์ดูใกล้ไกลแก้ไข

การเปลี่ยนความโค้งนูนของเลนส์เป็นหน้าที่ของกล้ามเนื้อซิลิอารีซึ่งอยู่รอบ ๆ เลนส์ เป็นกระบวนการที่เรียกว่า การปรับตาดูใกล้ไกล (accommodation) ซึ่งลดเส้นผ่านศูนย์กลางส่วนในของกล้ามเนื้อซิลิอารี คลายใยเอ็นแขวน (suspensory ligament) ที่ยึดอยู่กับส่วนรอบ ๆ ของเลนส์ และคลายเลนส์ให้มีรูปนูนหรือกลมขึ้น เลนส์ที่นูนกว่าจะเบนแสงได้มากกว่าและโฟกัสแสงแบบลู่ออกของวัตถุใกล้ ๆ ลงที่จอตา ทำให้วัตถุใกล้ ๆ มีโฟกัสที่ดีกว่า[28][29]

การแพทย์แก้ไข

ผู้ดูแลตาแก้ไข

ตามนุษย์ซับซ้อนพอจำเป็นให้มีการใส่ใจและการดูแลนอกเหนือจากที่ทำโดยแพทย์ทั่วไป ผู้ชำนาญในเรื่องตา หรือผู้มีวิชาชีพดูแลตา จะทำหน้าที่ต่าง ๆ กันในประเทศต่าง ๆ และอาจมีสิ่งที่ทำเหลื่อมกันเมื่อดูแลคนไข้ เช่น ทั้งจักษุแพทย์และนักตรวจปรับสายตา (optometrist) สามารถวินิจฉัยโรคตาและวัดสายตาเพื่อทำแว่นตา แต่ปกติแล้ว จักษุแพทย์มีใบอนุญาตให้ผ่าตัดและปฏิบัติการที่ซับซ้อนอื่น ๆ เพื่อรักษาโรค สาขาวิชาชีพที่ดูแลตาต่าง ๆ รวมทั้ง

ความระคายเคืองตาแก้ไข

 
เยื่อตาอักเสบ คือตาแดงที่ตาขาวรอบ ๆ ม่านตาและรูม่านตา

ความระคายเคืองตาอาจนิยามได้ว่า "ความรู้สึกเจ็บ คัน แสบ หรือระคายเคืองอื่น ๆ ที่มาจากตา"[30] มันเป็นปัญหาสามัญที่ทุกคนมี อาการที่เกี่ยวข้องกันรวมทั้งความรู้สึกไม่สบาย ตาแห้ง น้ำตาไหล คัน ระคาย เหมือนมีของแปลกปลอมที่ตา ล้า ปวด แสบ เจ็บ แดง หนังตาบวม เหนื่อย เป็นต้น โดยมีระดับต่าง ๆ ตั้งแต่เบา ๆ จนถึงรุนแรง มีการเสนอว่าอาการเหล่านี้สัมพันธ์กับเหตุเกิดต่าง ๆ กัน และจะสัมพันธ์กับโครงสร้างตาที่เกี่ยวข้อง[31]

มีการศึกษาปัจจัยที่สงสัยว่าเป็นเหตุหลายอย่าง[30]สมมติฐานหนึ่งก็คือ มลพิษอากาศภายในอาคารเป็นเหตุให้ระคายเคืองตาและทางลมหายใจ[32][33] ความระคายเคืองตาจะขึ้นอยู่กับการเสียความเสถียรของฟิลม์น้ำตาด้านนอก ซึ่งกระจกตาส่วนที่แห้ง จะทำให้รู้สึกไม่สบายตา[32][34][35]

ปัจจัยทางอาชีพก็น่าจะมีผลต่อความรู้สึกระคายเคืองตาด้วย รวมทั้งแสงไฟ (แสงสว่างเกินและมีความเปรียบต่างต่ำ) อิริยาบถในการมอง อัตราการกะพริบตาที่ลดลง การหยุดพักน้อยเกินในงานที่ใช้ตามาก และการปรับตาดูใกล้ไกลแบบไม่ค่อยเปลี่ยน ภาระต่อกระดูกและกล้ามเนื้อ และปัญหาระบบประสาทเนื่องกับการเห็น[36][37]

 
แผนภาพตามนุษย์ (ตาขวาผ่าตามแนวนอน คือ horizontal section)
1. แก้วตา, 2. Zonule of Zinn หรือ Ciliary zonule, 3. ห้องหลัง และ 4. ห้องหน้า พร้อมกับ 5. การไหลของสารน้ำในลูกตา; 6. รูม่านตา, 7. Corneosclera or Fibrous tunic พร้อมกับ 8. กระจกตา, 9. Trabecular meshwork และ Schlemm's canal. 10. คอร์เนียล ลิมบัส และ 11. ส่วนตาขาว; 12. เยื่อตา, 13. ผนังลูกตาชั้นกลาง พร้อมกับ 14. ม่านตา, 15. ซิลิอารีบอดี (พร้อมกับ a: pars plicata และ b: pars plana) และ 16. คอรอยด์); 17. Ora serrata, 18. วุ้นตา พร้อมกับ 19. Hyaloid canal/(old artery), 20. จอตา พร้อมกับ 21. จุดภาพชัด, 22. รอยบุ๋มจอตา และ 23. จานประสาทตาจุดบอด; 24. แกนเชิงแสงของตา (Optical axis of the eye) 25. แกนของตา (Axis of eye), 26. ประสาทตา พร้อมกับ 27. เยื่อดูรา, 28. Tenon's capsule หรือ bulbar sheath, 29. เอ็น, 30. ส่วนหน้า, 31. ส่วนหลัง, 32. Ophthalmic artery, 33. Artery และ central retinal vein → 36. เส้นเลือดที่จอตา; Ciliary arteries (34. Short posterior ones, 35. Long posterior ones และ 37. Anterior ones), 38. Lacrimal artery, 39. Ophthalmic vein, 40. Vorticose vein, 41. กระดูกเอทมอยด์, 42. กล้ามเนื้อมีเดียล เรกตัส, 43. กล้ามเนื้อแลทเทอรัล เรกตัส, 44. กระดูกสฟีนอยด์.

ปัจจัยอีกอย่างที่อาจเกี่ยวข้องก็คือความเครียดเนื่องกับงาน[38][39] นอกจากนั้น งานวิเคราะห์โดยการแจกแจงหลายตัวแปรยังพบว่า ปัจจัยทางจิตใจสัมพันธ์กับการระคายเคืองตามากขึ้น สำหรับผู้ที่ใช้จอมอนิเตอร์[40][41]

ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่น สารเคมีที่เป็นพิษหรือทำให้ระคายเคือง (เช่น amine, ฟอร์มาลดีไฮด์, acetaldehyde, acrolein, N-decane, สารประกอบอินทรีย์ระเหยได้, โอโซน, สารฆ่าศัตรูพืชและสัตว์และสารกันเสีย, สารก่อภูมิแพ้ เป็นต้น) ก็อาจทำให้ตาระคายเคืองด้วย สารประกอบอินทรีย์ระเหยได้ที่ทั้งไวปฏิกิริยาและเป็นตัวระคายต่อทางเดินลมหายใจ ก็อาจทำให้ตาระคายเคือง

ปัจจัยส่วนตัวต่าง ๆ (เช่น การใช้เลนส์สัมผัส การแต่งตา และยาบางชนิด) ก็อาจทำให้ฟิลม์น้ำตาเสียความเสถียรและอาจมีผลเป็นอาการทางตาต่าง ๆ[31] อย่างไรก็ดี ถ้าอนุภาคในอากาศเพียงอย่างเดียวทำฟิลม์น้ำตาให้ไม่เสถียรแล้วก่อความระคายเคือง มันก็จะต้องมีสารประกอบที่รบกวนผิวน้ำตาค่อนข้างสูง[31]

แบบจำลองเบ็ดเสร็จของความเสี่ยงทางสรีรภาพซึ่งแสดงว่า ความถี่การกะพริบตา การเกิดความไม่เสถียร และการสลายไปของฟิลม์น้ำตา เป็นปรากฏการณ์ที่แยกจากกันไม่ได้ อาจสามารถอธิบายความระคายเคืองตาของพนักงานในสำนักงานโดยอาศัยอาชีพ สภาพอากาศ และปัจจัยเสี่ยงทางสรีรภาพเกี่ยวกับตา[31]

มีวิธีการวัดความระคายเคืองตาหลัก ๆ สองแบบ แบบแรกก็คือความถี่การกะพริบตา ซึ่งสามารถสังเกตได้โดยพฤติกรรม แบบอื่น ๆ รวมทั้ง break up time, การไหลของน้ำตา, ภาวะเลือดคั่ง, ลักษณะทางเซลล์เกี่ยวกับน้ำตา, และความเสียหายต่อเนื้อเยื่อบุผิว (โดย vital staining) เป็นต้น ซึ่งเป็นปฏิกิริยาทางสรีรภาพของมนุษย์

ความถี่การกะพริบตานิยามว่า จำนวนการกะพริบตาต่อนาที โดยเกี่ยวข้องกับความระคายเคืองตา ความถี่เฉลี่ยจะต่างกันในบุคคลต่าง ๆ เริ่มตั้งแต่น้อยกว่า 2-3 ครั้ง/นาที จนถึง 20-30 ครั้ง/นาที และจะขึ้นอยู่กับปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ รวมทั้งการใช้เลนส์สัมผัสเป็นต้น ภาวะขาดน้ำ กิจกรรมทางใจ สภาพการทำงาน อุณหภูมิห้อง ความชื้นสัมพัทธ์ และแสงสว่างล้วนแต่มีอิทธิพลต่อความถี่การกะพริบตา

break up time (BUT) เป็นค่าวัดความระคายเคืองตาและเสถียรภาพของฟิลม์น้ำตาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง[42] โดยมีนิยามเป็นช่วงเวลา (วินาที) ระหว่างการกะพริบตาและการแตกของฟิลม์น้ำตา BUT พิจารณาว่าสะท้อนถึงเสถียรภาพของฟิลม์น้ำตาด้วย ในบุคคลปกติ BUT จะมากกว่าช่วงระหว่างการกะพริบตา และดังนั้น ฟิลม์น้ำตาจึงคงอยู่ได้[31]

งานศึกษาต่าง ๆ ได้แสดงว่า ความถี่การกะพริบตาจะมีสหสัมพันธ์ในเชิงลบกับ BUT ปรากฏการณ์นี้ชี้ว่า ความระคายเคืองตาที่รู้สึกจะสัมพันธ์กับการกะพริบตาถี่ขึ้น เพราะทั้งกระจกตาและเยื่อตามีปลายประสาทไวความรู้สึกที่เป็นส่วนสาขาแรกของประสาทไทรเจมินัล[43][44]

วิธีอื่น ๆ รวมทั้ง ภาวะเลือดคั่ง (hyperemia) ลักษณะต่าง ๆ ทางเซลล์ เป็นต้น ก็ได้ใช้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อประเมินความเคืองตา

มีปัจจัยอื่น ๆ ที่สัมพันธ์กับความระคายเคืองตาด้วย สามอย่างที่มีอิทธิพลสูงสุดรวมทั้งมลพิษอากาศภายในอาคาร การใช้เลนส์สัมผัส และความแตกต่างระหว่างเพศ

งานศึกษาในสนามพบว่า ความชุกของอาการระคายเคืองตาที่เป็นปรวิสัย บ่อยครั้งจะต่างอย่างสำคัญระหว่างพนักงานในสำนักงาน เทียบกับตัวอย่างสุ่มจากกลุ่มประชากรทั่วไป[45][46][47][48] งานวิจัยเหล่านี้อาจชี้ว่า มลพิษอากาศภายในอาคารอาจมีบทบาทสำคัญทำให้ตาระคายเคือง

ปัจจุบันมีคนจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่ใส่เลนส์สัมผัส และตาแห้งดูเหมือนจะเป็นปัญหาที่บ่นมากที่สุดสำหรับผู้ใส่[49][50][51] แม้ทั้งคนใส่เลนส์สัมผัสและคนใส่แว่นจะประสบอาการตาระคายเคืองเหมือน ๆ กัน แต่ตาแห้ง ตาแดง และการเหมือนกับมีก้อนกรวด/ทรายในตา จะรายงานในคนใส่เลนส์สัมผัสบ่อยครั้งกว่า และรุนแรงมากกว่า เทียบกับคนใส่แว่น[51]

งานศึกษาต่าง ๆ ได้แสดงว่าความชุกของตาแห้งจะเพิ่มขึ้นตามอายุ[52][53] โดยเฉพาะในหญิง[54] ฺBUT หรือเสถียรภาพของฟิลม์น้ำตา จะต่ำกว่าชายอย่างสำคัญ นอกจากนั้น หญิงยังกะพริบตาถี่กว่าเมื่ออ่านหนังสือ[55] ปัจจัยหลายอย่างอาจมีผลให้เกิดความแตกต่างระหว่างเพศ อย่างหนึ่งก็คือการใช้เครื่องสำอางแต่งตา อีกอย่างอาจคือว่า หญิงในงานศึกษาที่ว่าทำงานเกี่ยวกับจอมอนิเตอร์มากกว่าชาย รวมทั้งงานในระดับต่ำกว่า เหตุผลที่มักอ้างที่สามก็คือการลดการหลั่งน้ำตาตามอายุ โดยเฉพาะในหญิงอายุมากกว่า 40 ปี[54][56][57]

มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิสได้ทำงานศึกษาเกี่ยวกับความถี่ของอาการที่รายงานในอาคารอุตสาหกรรม[58] ผลงานแสดงว่า ความเคืองตาเป็นอาการที่รายงานบ่อยที่สุดในอาคารอุตสาหกรรมในสหรัฐอเมริกาที่ 81%

นอกจากนั้น ความกังวลเกี่ยวกับผลลบต่อสุขภาพของพนักงานที่ทำงานในอาคารสำนักงานที่ใช้เครื่องใช้สำนักงานต่าง ๆ ก็ได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ[59] ตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1970 มีรายงานที่สัมพันธ์อาการที่เยื่อเมือก ที่ผิวหนัง และอาการทั่วไปอื่น ๆ กับกระดาษที่ทำก๊อปปี้เองได้ จึงมีการเสนอละอองธุลีและสารระเหยต่าง ๆ ว่าเป็นเหตุ อาการเหล่านี้ได้สัมพันธ์กับ sick building syndrome (SBS) ซึ่งมีอาการเช่นความเคืองตา เคืองผิวหนัง เคืองทางเดินลมหายใจด้านบน ปวดหัว และล้า[60]

อาการหลายอย่างของ SBS และ multiple chemical sensitivity (MCS) คล้ายกับอาการที่มีเหตุจากสารเคมีระคายเคืองที่อยู่ในอากาศ[61] งานศึกษาหนึ่งตรวจสอบอาการระคายเคืองอย่างเฉียบพลันของตาและทางเดินลมหายใจ ที่ประสบกับฝุ่นโซเดียมบอเรต (sodium borate) เนื่องกับอาชีพ[62] การประเมินอาการของคน 79 คนที่ได้รับฝุ่น และ 27 คนที่ไม่ได้รับรวมการสัมภาษณ์ก่อนช่วงการทำงานและหลังจากนั้นทุก ๆ ชม. ตลอด 6 ชม. ซึ่งเป็นช่วงเวลาการทำงาน โดยประเมิน 4 วันติดต่อกัน[62] การได้รับฝุ่นได้เฝ้าสังเกตไปพร้อม ๆ กันโดยใช้เครื่องตรวจละอองลอยในเวลาจริง การวิเคราะห์ใช้ข้อมูลการประสบกับฝุ่นในสองรูปแบบ คือค่าเฉลี่ยที่ได้ต่อวัน และค่าเฉลี่ยในระยะสั้น ๆ (คือ 15 นาที) ความสัมพันธ์ระหว่างการได้รับฝุ่นกับการตอบสนอง ประเมินโดยเชื่อมอัตราความชุกของอาการแต่ละชนิดกับการได้รับฝุ่นทั้งสองรูปแบบ[62]

อัตราความชุกแบบเฉียพลันของความระคายเคืองต่อจมูก ตา และคอ บวกกับการไอและการหายใจไม่ออกพบว่า สัมพันธ์กับการได้รับฝุ่นเพิ่มขึ้นในทั้งสองรูปแบบ แต่ความชันของการได้รับฝุ่น-การตอบสนองจะสูงกว่าเมื่อใช้ข้อมูลการได้รับฝุ่นระยะสั้น การวิเคราะห์โดย multivariate logistic regression แสดงว่า ผู้สูบบุหรี่มักจะไวต่อการประสบกับฝุ่นโซเดียมบอเรตในอากาศน้อยกว่า[62]

บุคคลสามารถทำอะไรได้หลายอย่างเพื่อป้องกันการเคืองตา

  • พยายามรักษาการกะพริบตาให้เป็นปกติโดยหลีกเลี่ยงอุณหภูมิห้องที่สูงเกินไป เลี่ยงความชื้นสัมพัทธ์ที่สูงหรือต่ำเกินไป เพราะจะลดอัตราการกะพริบตาหรืออาจเพิ่มการระเหยน้ำ[31]
  • พยายามรักษาฟิลม์น้ำตาไม่ให้เสียโดยทำสิ่งต่อไปนี้
    1. การกะพริบตาหรือการพักสั้น ๆ อาจมีประโยชน์สำหรับผู้ใช้จอมอนิเตอร์[63][64] เพราะการทำอย่างนี้อาจช่วยรักษาฟิลม์น้ำตา
    2. แนะนำให้มองลงเพื่อลดพื้นที่ตาและลดการระเหยน้ำ[65][66][67]
    3. ควรวางจอมอนิเตอร์ให้ห่างจากคีย์บอร์ดเป็นระยะน้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เพื่อให้มองลงและลดการระเหยน้ำให้น้อยที่สุด[68]
    4. การฝึกกะพริบตาอาจเป็นประโยชน์[69]

นอกจากนั้น การป้องกันอื่น ๆ รวมทั้งการรักษาเปลือกตาให้ถูกสุขภาพ การเลี่ยงการขยี้ตา[70] และการใช้เครื่องใช้ส่วนตัว (เครื่องสำอาง สบู่ เป็นต้น) และยาให้ถูกต้อง เครื่องสำอางตาควรใช้อย่างระมัดระวัง[71]

พฤติกรรมแบบกามวิปริตคือ การเลียลูกตา (oculolinctus) อาจทำให้เกิดความระคายเคือง การติดเชื้อ หรือความเสียหายต่อตา[72]

โรคตาแก้ไข

มีโรคตา ความผิดปกติทางตา และความเปลี่ยนแปลงตามอายุหลายอย่างที่อาจมีผลต่อตาและโครงสร้างรอบ ๆ

เมื่ออายุมากขึ้น ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างจะจัดได้โดยส่วนเดียวว่ามาจากการมีอายุมากขึ้น กระบวนการทางกายวิภาคและสรีรภาพเหล่านี้โดยมาก เป็นการเสื่อมลงอย่างช้า ๆ เมื่ออายุมากขึ้น คุณภาพการเห็นจะลดลงเนื่องจากเหตุที่เป็นอิสระจากโรคตา แม้จะมีความเปลี่ยนแปลงสำคัญหลายอย่างในตาที่ไม่เป็นโรค ความเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อการทำงานมากที่สุดก็คือ การลดขนาดรูม่านตาและการเสียการปรับตาดูใกล้ไกล คือสมรรถภาพในการโฟกัส (โดยเฉพาะคือ presbyopia) ขนาดของรูม่านตาจะเป็นตัวควบคุมปริมาณแสงที่เข้ามาถึงจอตา ระดับที่รูม่านตาสามารถขยายจะลดลงตามอายุ ทำให้แสงที่เข้ามาถึงจอตาลดลงมาก เทียบกับคนอายุน้อยกว่า คนสูงอายุดูเหมือนจะใส่แว่นกันแดดที่มืดในระดับกลาง ๆ อยู่ตลอดเวลา ดังนั้น เมื่อต้องใช้ตาทำงานที่จะออกมาดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับระดับแสงสว่าง ผู้สูงอายุจะต้องได้แสงสว่างมากกว่า

โรคตาบางชนิดอาจมาจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น เริมหรือหูดหงอนไก่ ถ้ามีการติดต่อสัมผัสระหว่างบริเวณที่ติดเชื้อกับตา โรคอาจไปติดที่ตา[73]

เมื่ออายุมากขึ้น จะเกิดวงแหวนรอบ ๆ กระจกตาที่เรียกว่า เส้นขอบกระจกตาวัยชรา (arcus senilis) นอกจากนั้น หนังตาก็จะหย่อนและไขมันของเบ้าตาก็จะฝ่อลง ความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้เป็นสมุฏฐานของโรคหนังตาหลายประเภทรวมทั้งขอบตาแบะ (ectropion) ขอบตาม้วนเข้า และหนังตาตก วุ้นตาจะเหลวขึ้น (posterior vitreous detachment, PVD) และจะทึบขึ้น โดยเห็นเป็นวัสดุลอย (floater) มากขึ้นเรื่อย ๆ

ผู้มีวิชาชีพดูแลตารวมทั้งจักษุแพทย์ นักตรวจปรับสายตา (optometrist) และนักประกอบแว่น (optician) จะเป็นผู้ดูแลบริการในเรื่องตาและโรคตา แผนภาพสเนลเลน (Snellen chart) สามารถวัดการเห็นได้ชัด (visual acuity) วิธีหนึ่ง หลังจากได้ตรวจตา หมอตาอาจจะให้ใบค่าตรวจตาแก่คนไข้เพื่อตัดแว่นสายตา โรคตาบางชนิดที่จำเป็นต้องใช้แว่นสายตารวมทั้งสายตาสั้น ซึ่งประชากรมนุษย์ประมาณ 1/3 จะมี[ต้องการอ้างอิง], สายตายาว (hyperopia) ซึ่งประชากรมนุษย์ประมาณ 1/4 มี, สายตาเอียง, และสายตาผู้สูงอายุ (presbyopia) ซึ่งเป็นการเสียพิสัยการโฟกัสเมื่ออายุมากขึ้น

โรคจุดภาพชัดเสื่อม (Macular degeneration)แก้ไข

โรคจุดภาพชัดเสื่อม (Macular degeneration) จะชุกเป็นพิเศษในสหรัฐอเมริกาโดยมีคนเป็นโรค 1.75 ล้านคนต่อปี[74] โดยการมีระดับลูทีน (lutein) และซีอาแซนทินที่ต่ำในจุดภาพชัด (macula) อาจสัมพันธ์กับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นของโรคจุดภาพชัดเสื่อมตามอายุ (age-related macular degeneration, ตัวย่อ AMD)[75][76]

ลูทีนและซีอาแซนทินเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ป้องกันจอตาและจุดภาพชัดจากความเสียหายโดยออกซิเดชันเพราะคลื่นแสงที่มีพลังงานสูง[77] คือ เมื่อคลื่นแสงเข้าไปในตา มันก็จะปลุกเร้าอิเล็กตรอนที่อาจเป็นอันตรายต่อเซลล์ในตา แต่ก่อนที่จะสร้างความเสียหายโดยออกซิเดชัน ซึ่งอาจนำไปสู่โรคจุดภาพชัดเสื่อมหรือต้อกระจก ลูทีนและซีอาแซนทินก็จะจับอิเล็กตรอนที่เป็นอนุมูลอิสระในกระบวนการรีดักชันทำให้ปลอดภัย

มีอาหารหลายอย่างที่สมบูรณ์ไปด้วยลูทีนและซีอาแซนทิน ที่ดีที่สุดก็คือทานผักใบเขียวเข้มรวมทั้งผักกะหล่ำ ผักโขมฝรั่ง (ปวยเล้ง) บรอกโคลี และผักกาด[78] อาหารเป็นเรื่องสำคัญในการได้และรักษาสุขภาพตาที่ดี ลูทีนและซีอาแซนทินเป็นแคโรทีนอยด์สำคัญสองอย่าง ซึ่งพบที่จุดภาพชัดในตา ปัจจุบันมีงานวิจัยเพื่อกำหนดบทบาทในพยาธิกำเนิดของโรคตาต่าง ๆ รวมทั้ง AMD และต้อกระจก[78]

รูปภาพอื่น ๆแก้ไข

ดูเพิ่มแก้ไข

เชิงอรรถและอ้างอิงแก้ไข

  1. Judd, Deane B.; Wyszecki, Günter (1975). Color in Business, Science and Industry. Wiley Series in Pure and Applied Optics (third ed.). New York: Wiley-Interscience. p. 388. ISBN 0-471-45212-2.
  2. CONOVER, EMILY (2016-07). "Human eye spots single photons". Science News. สืบค้นเมื่อ 2016-08-02. Check date values in: |date= (help)
  3. Zimmer, Carl (2012-02). "Our Strange, Important, Subconscious Light Detectors". Discover Magazine. สืบค้นเมื่อ 2012-05-05. Check date values in: |date= (help)
  4. doi:10.1155/2014/503645
    This citation will be automatically completed in the next few minutes. You can jump the queue or expand by hand "Conclusion. The size of a human adult eye is approximately 24.2mm (transverse)×23.7mm (sagittal)×22.0-24.8mm (axial) with no significant difference between sexes and age groups. In the transverse diameter, the eyeball size may vary from 21mm to 27mm." Full article Full Article PDF (1 MB)
  5. Cunningham, edited by Paul Riordan-Eva, Emmett T. Vaughan & Asbury's General Ophthalmology (18th ed.). New York: McGraw-Hill Medical. ISBN 978-0-07-163420-5.
  6. "eye, human". Encyclopædia Britannica from Encyclopædia Britannica Ultimate Reference Suite. 2009.
  7. Savino, Peter J.; Danesh-Meyer, Helen V. (2012-05-01). Color Atlas and Synopsis of Clinical Ophthalmology -- Wills Eye Institute -- Neuro-Ophthalmology. Lippincott Williams & Wilkins. p. 12. ISBN 978-1-60913-266-8. สืบค้นเมื่อ 2014-11-09.
  8. Ryan, Stephen J.; Schachat, Andrew P.; Wilkinson, Charles P.; Hinton, David R.; Sadda, SriniVas R.; Wiedemann, Peter (2012-11-01). Retina. Elsevier Health Sciences. p. 342. ISBN 1-4557-3780-1. สืบค้นเมื่อ 2014-11-09.
  9. Trattler, William B.; Kaiser, Peter K.; Friedman, Neil J. (2012-01-05). Review of Ophthalmology: Expert Consult - Online and Print. Elsevier Health Sciences. p. 255. ISBN 1-4557-3773-9. สืบค้นเมื่อ 2014-11-09.
  10. Dagnelie, Gislin (2011-02-21). Visual Prosthetics: Physiology, Bioengineering, Rehabilitation. Springer Science & Business Media. p. 398. ISBN 978-1-4419-0754-7. สืบค้นเมื่อ 2014-11-09.
  11. Dohse, K.C. (2007). Effects of Field of View and Stereo Graphics on Memory in Immersive Command and Control. ProQuest. p. 6. ISBN 978-0-549-33503-0. สืบค้นเมื่อ 2014-11-09.
  12. Spring, K. H.; Stiles, W. S. (1948). "APPARENT SHAPE AND SIZE OF THE PUPIL VIEWED OBLIQUELY". British Journal of Ophthalmology. 32 (6): 347–354. doi:10.1136/bjo.32.6.347. ISSN 0007-1161. PMC 510837. PMID 18170457.
  13. Fedtke, Cathleen; Manns, Fabrice; Ho, Arthur (2010). "The entrance pupil of the human eye: a three-dimensional model as a function of viewing angle". Optics Express. 18 (21): 22364–76. Bibcode:2010OExpr..1822364F. doi:10.1364/OE.18.022364. ISSN 1094-4087. PMC 3408927. PMID 20941137.
  14. Mathur, A.; Gehrmann, J.; Atchison, D. A. (2013). "Pupil shape as viewed along the horizontal visual field". Journal of Vision. 13 (6): 3–3. doi:10.1167/13.6.3. ISSN 1534-7362.
  15. "MIL-STD-1472F, Military Standard, Human Engineering, Design Criteria For Military Systems, Equipment, And Facilities". 1999-08-23. Archived from the original (PDF) on 2017-07-22.
  16. Ivergard, Toni; Hunt, Brian (2008-10-01). Handbook of Control Room Design and Ergonomics: A Perspective for the Future, Second Edition. CRC Press. p. 90. ISBN 978-1-4200-6434-6. สืบค้นเมื่อ 2014-10-15.
  17. Kaschke, Michael; Donnerhacke, Karl-Heinz; Rill, Michael Stefan (2013-11-25). Optical Devices in Ophthalmology and Optometry: Technology, Design Principles and Clinical Applications. Wiley. p. 26. ISBN 978-3-527-64899-3. สืบค้นเมื่อ 2014-10-15.
  18. Banterle, Francesco; Artusi, Alessandro; Debattista, Kurt; Alan Chalmers (2011-02-10). Advanced High Dynamic Range Imaging: Theory and Practice. CRC Press. p. 7. ISBN 978-1-56881-719-4. สืบค้นเมื่อ 2014-10-15.
  19. Pode, Ramchandra; Diouf, Boucar (2011-09-15). Solar Lighting. Springer Science & Business Media. p. 62. ISBN 978-1-4471-2134-3. สืบค้นเมื่อ 2014-10-16.
  20. Davson, Hugh (2012-12-02). The Physiology of The Eye. Elsevier. p. 213. ISBN 978-0-323-14394-3. สืบค้นเมื่อ 2014-10-15.
  21. Denton, E. J.; Pirenne, Maurice Henri (1954), "The absolute sensitivity and functional stability of the human eye", The Journal of Physiology, The Physiollogical Society (published 1954-03-29), 123 (3): 417–442, doi:10.1113/jphysiol.1954.sp005062, PMC 1366217, PMID 13152690
  22. Narisada, Kohei; Schreuder, Duco (2004-11-30). Light Pollution Handbook. Springer Science & Business Media. p. 8. ISBN 978-1-4020-2665-2. สืบค้นเมื่อ 2014-10-15.
  23. Timiras, Paola S. (2007-08-16). Physiological Basis of Aging and Geriatrics, Fourth Edition. CRC Press. p. 113. ISBN 978-1-4200-0709-1. สืบค้นเมื่อ 2014-10-18.
  24. McGee, Steven R. (2012). Evidence-based Physical Diagnosis. Elsevier Health Sciences. p. 161. ISBN 1-4377-2207-5. สืบค้นเมื่อ 2014-10-18.
  25. Westheimer, Gerald; McKee, Suzanne P (1975). "Visual acuity in the presence of retinal-image motion". Journal of the Optical Society of America. 65 (7): 847–50. doi:10.1364/josa.65.000847. PMID 1142031.
  26. Carpenter, Roger HS (1988). Movements of the eyes (2nd ed.). London: Pion Ltd. ISBN 0-85086-109-8.
  27. doi:10.1371/journal.pone.0002055
    This citation will be automatically completed in the next few minutes. You can jump the queue or expand by hand 636 KBPDF  
  28. 28.0 28.1 Saladin, Kenneth S. Anatomy & physiology : the unity of form and function (6th ed.). New York, NY: McGraw-Hill. pp. 620–622. ISBN 978-0-07-337825-1.
  29. "Human eye". Encyclopædia Britannica. สืบค้นเมื่อ 2012-11-20.
  30. 30.0 30.1 Mendell, Mark J. (2004-04-22). "Non-Specific Symptoms In Office Workers: A Review And Summary Of The Epidemiologic Literature". Indoor Air. 3 (4): 227–236. doi:10.1111/j.1600-0668.1993.00003.x. สืบค้นเมื่อ 2012-11-20. the magnitude of any stinging, scratching, burning, or other irritating sensation from the eye
  31. 31.0 31.1 31.2 31.3 31.4 31.5 Wolkoff, P; Skov, P; Franck, C; Petersen, LN (2003-12). "Eye irritation and environmental factors in the office environment—hypotheses, causes and a physiological model". Scandinavian Journal of Work, Environment & Health. 29 (6): 411–30. doi:10.5271/sjweh.748. PMID 14712848. สืบค้นเมื่อ 2012-11-20. Check date values in: |date= (help)
  32. 32.0 32.1 Norn, M (1992-04). "Pollution keratoconjunctivitis. A review". Acta Ophthalmologica. 70 (2): 269–73. doi:10.1111/j.1755-3768.1992.tb04136.x. PMID 1609579. Check date values in: |date= (help)
  33. Versura, P; Profazio, V; Cellini, M; Torreggiani, A; Caramazza, R (1999). "Eye discomfort and air pollution". Ophthalmologica. 213 (2): 103–109. doi:10.1159/000027401. PMID 9885386.
  34. Lemp, MA (1999-11). "The 1998 Castroviejo Lecture. New strategies in the treatment of dry-eye states". Cornea. 18 (6): 625–32. doi:10.1097/00003226-199911000-00001. PMID 10571289. Check date values in: |date= (help)
  35. Rolando, M; Zierhut, M (2001-03). "The ocular surface and tear film and their dysfunction in dry eye disease". Survey of Ophthalmology. 45 Suppl 2: S203–10. doi:10.1016/S0039-6257(00)00203-4. PMID 11587144. Check date values in: |date= (help)
  36. Murata, K; Araki, S; Kawakami, N; Saito, Y; Hino, E (1991). "Central nervous system effects and visual fatigue in VDT workers". International Archives of Occupational and Environmental Health. 63 (2): 109–13. doi:10.1007/BF00379073. PMID 1889879.
  37. Rossignol, AM; Morse, EP; Summers, VM; Pagnotto, LD (1987-02). "Video display terminal use and reported health symptoms among Massachusetts clerical workers". Journal of Occupational Medicine. 29 (2): 112–8. PMID 3819890. Check date values in: |date= (help)
  38. Apter, A; Bracker, A; Hodgson, M; Sidman, J; Leung, WY (1994-08). "Epidemiology of the sick building syndrome". The Journal of Allergy and Clinical Immunology. 94 (2 Pt 2): 277–88. doi:10.1053/ai.1994.v94.a56006. PMID 8077580. Check date values in: |date= (help)
  39. Thomson, W. David (1998-03). "Eye problems and visual display terminals—the facts and the fallacies". Ophthalmic & Physiological Optics. 18 (2): 111–9. doi:10.1046/j.1475-1313.1998.00323.x. PMID 9692030. สืบค้นเมื่อ 2012-11-20. Check date values in: |date= (help)
  40. Aronsson, G; Strömberg, A (1995). "Work Content and Eye Discomfort in VDT Work". International Journal of Occupational Safety and Ergonomics. 1 (1): 1–13. PMID 10603534.
  41. Mocci, F; Serra, A; Corrias, GA (2001-04). "Psychological factors and visual fatigue in working with video display terminals". Occupational and Environmental Medicine. 58 (4): 267–71. doi:10.1136/oem.58.4.267. PMC 1740121. PMID 11245744. สืบค้นเมื่อ 2012-11-20. Check date values in: |date= (help)
  42. Kjaergaard, SK (2001). Indoor air quality handbook: Chapter 17, the Irritated Eye in the Indoor Environment ([Online-Ausg.]. ed.). New York: McGraw-Hill. ISBN 978-0-07-445549-4.
  43. Norn, Mogens S. (1974). External eye : methods of examination. Copenhagen: Scriptor. ISBN 978-8787473033.
  44. Sibony, PA; Evinger, C (1998). Miller, NR; Newman, NJ, eds. Anatomy and physiology of normal and abnormal eyelid position and movement. Walsh & Hoyt's clinical neuro-ophthalmology. Baltimore, MD: Williams and Wilkins. pp. 1509–92.
  45. Franck, C; Bach, E; Skov, P (1993). "Prevalence of objective eye manifestations in people working in office buildings with different prevalences of the sick building syndrome compared with the general population". International Archives of Occupational and Environmental Health. 65 (1): 65–9. doi:10.1007/BF00586061. PMID 8354577.
  46. Franck, C (1991-12). "Fatty layer of the precorneal film in the 'office eye syndrome'". Acta Ophthalmologica. 69 (6): 737–43. doi:10.1111/j.1755-3768.1991.tb02052.x. PMID 1789088. Check date values in: |date= (help)
  47. Franck, C; Skov, P (1989-02). "Foam at inner eye canthus in office workers, compared with an average Danish population as control group". Acta Ophthalmologica. 67 (1): 61–8. doi:10.1111/j.1755-3768.1989.tb00724.x. PMID 2773640. Check date values in: |date= (help)
  48. Franck, C (1986-06). "Eye symptoms and signs in buildings with indoor climate problems ('office eye syndrome')". Acta Ophthalmologica. 64 (3): 306–11. doi:10.1111/j.1755-3768.1986.tb06925.x. PMID 3751520. Check date values in: |date= (help)
  49. Doughty, MJ; Fonn, D; Richter, D; Simpson, T; Caffery, B; Gordon, K (1997-08). "A patient questionnaire approach to estimating the prevalence of dry eye symptoms in patients presenting to optometric practices across Canada". Optometry and Vision Science. 74 (8): 624–31. doi:10.1097/00006324-199708000-00023. PMID 9323733. Check date values in: |date= (help)
  50. Fonn, D; Situ, P; Simpson, T (1999-10). "Hydrogel lens dehydration and subjective comfort and dryness ratings in symptomatic and asymptomatic contact lens wearers". Optometry and Vision Science. 76 (10): 700–4. doi:10.1097/00006324-199910000-00021. PMID 10524785. Check date values in: |date= (help)
  51. 51.0 51.1 Vajdic, C; Holden, BA; Sweeney, DF; Cornish, RM (1999-10). "The frequency of ocular symptoms during spectacle and daily soft and rigid contact lens wear". Optometry and Vision Science. 76 (10): 705–11. doi:10.1097/00006324-199910000-00022. PMID 10524786. Check date values in: |date= (help)
  52. Seal, DV; Mackie, IA (1986). Holly, FJ, eds. The questionable dry eye as a clinical and biochemical entity. the preocular tear film - In health, disease, and contact lens wear. Lubbock, Texas: Dry Eye Institute. pp. 41–51.
  53. Hikichi, T; Yoshida, A; Fukui, Y; Hamano, T; Ri, M; Araki, K; Horimoto, K; Takamura, E; Kitagawa, K; Oyama, M (1995-09). "Prevalence of dry eye in Japanese eye centers". Graefe's Archive for Clinical and Experimental Ophthalmology. 233 (9): 555–8. doi:10.1007/BF00404705. PMID 8543205. Check date values in: |date= (help)
  54. 54.0 54.1 McCarty, C; Bansal, AK; Livingston, PM; Stanislavsky, YL; Taylor, HR (1998-06). "The epidemiology of dry eye in Melbourne, Australia, Historical image". Ophthalmology. 105 (6): 1114–1119. doi:10.1016/S0161-6420(98)96016-X. PMID 9627665. สืบค้นเมื่อ 2012-11-20. Check date values in: |date= (help)
  55. Bentivoglio, AR; Bressman, SB; Cassetta, E. Caretta D; Tonali, P; Albanese, A. (1997). "Analysis of blink rate patterns in normal subjects". Mov Disord: 1028–34.
  56. Mathers, WD; Lane, JA; Zimmerman, MB (1996-05). "Tear film changes associated with normal aging". Cornea. 15 (3): 229–34. doi:10.1097/00003226-199605000-00001. PMID 8713923. Check date values in: |date= (help)
  57. Mathers, WD; Stovall, D; Lane, JA; Zimmerman, MB; Johnson, S (1998-07). "Menopause and tear function: the influence of prolactin and sex hormones on human tear production". Cornea. 17 (4): 353–8. doi:10.1097/00003226-199807000-00002. PMID 9676904. Check date values in: |date= (help)
  58. Managing indoor air for health and energy conservation : proceedings of the ASHRAE conference IAQ '86, April 20-23, 1986, Atlanta, Georgia, U.S.A. Atlanta, GA: American Society of Heating, Refrigerating and Air-Conditioning Engineers. 1986. p. 448. ISBN 978-0-910110-48-8.
  59. Jaakkola, MS; Jaakkola, JJ (1999-12-01). "Office equipment and supplies: a modern occupational health concern?". American Journal of Epidemiology. 150 (11): 1223–8. doi:10.1093/oxfordjournals.aje.a009949. PMID 10588083. สืบค้นเมื่อ 2012-11-20.
  60. Nordström, K; Norbäck, D; Akselsson, R (1995-03). "Influence of indoor air quality and personal factors on the sick building syndrome (SBS) in Swedish geriatric hospitals". Occupational and Environmental Medicine. 52 (3): 170–6. doi:10.1136/oem.52.3.170. PMC 1128182. PMID 7735389. Check date values in: |date= (help)
  61. Anderson, RC; Anderson, JH (1999). "Sensory irritation and multiple chemical sensitivity". Toxicology and Industrial Health. 15 (3–4): 339–45. doi:10.1177/074823379901500308. PMID 10416286.
  62. 62.0 62.1 62.2 62.3 Hu, X; Wegman, DH; Eisen, EA; Woskie, SR; Smith, RG (1992-10). "Dose related acute irritant symptom responses to occupational exposure to sodium borate dusts". British Journal of Industrial Medicine. 49 (10): 706–13. doi:10.1136/oem.49.10.706. PMC 1012146. PMID 1419859. Check date values in: |date= (help)
  63. Carney, LG; Hill, RM (1982-06). "The nature of normal blinking patterns". Acta Ophthalmologica. 60 (3): 427–33. doi:10.1111/j.1755-3768.1982.tb03034.x. PMID 7136554. Check date values in: |date= (help)
  64. Henning, Robert A.; JACQUES, PIERRE; KISSEL, GEORGE V.; Sullivan, Anne B.; Alteras-Webb, Sabina M. (1997-01). "Frequent short rest breaks from computer work: effects on productivity and well-being at two field sites". Ergonomics. 40 (1): 78–91. doi:10.1080/001401397188396. PMID 8995049. สืบค้นเมื่อ 2012-11-20. Check date values in: |date= (help)
  65. Nakamori, K; Odawara, M; Nakajima, T; Mizutani, T; Tsubota, K (1997-07). "Blinking is controlled primarily by ocular surface conditions". American Journal of Ophthalmology. 124 (1): 24–30. doi:10.1016/s0002-9394(14)71639-3. PMID 9222228. Check date values in: |date= (help)
  66. Barbato, G; Ficca, G; Muscettola, G; Fichele, M; Beatrice, M; Rinaldi, F (2000-03-06). "Diurnal variation in spontaneous eye-blink rate". Psychiatry Research. 93 (2): 145–51. doi:10.1016/S0165-1781(00)00108-6. PMID 10725531.
  67. Sotoyama, M; Villanueva, MB; Jonai, H; Saito, S (1995). "Ocular surface area as an informative index of visual ergonomics". Industrial Health. 33 (2): 43–55. doi:10.2486/indhealth.33.43. PMID 7493821. สืบค้นเมื่อ 2012-11-20.
  68. Sotoyama, Midori; Jonai, H; Saito, S; Villanueva, MB (1996-06). "Analysis of ocular surface area for comfortable VDT workstation layout". Ergonomics. 39 (6): 877–84. doi:10.1080/00140139608964508. PMID 8681929. สืบค้นเมื่อ 2012-11-20. Check date values in: |date= (help)
  69. Collins, M; Heron, H; Larsen, R; Lindner, R (1987-02). "Blinking patterns in soft contact lens wearers can be altered with training". American Journal of Optometry and Physiological Optics. 64 (2): 100–3. doi:10.1097/00006324-198702000-00004. PMID 3826282. Check date values in: |date= (help)
  70. Piccoli, B; Assini, R; Gambaro, S; Pastoni, F; D'Orso, M; Franceschin, S; Zampollo, F; De Vito, G (2001-05-15). "Microbiological pollution and ocular infection in CAD operators: an on-site investigation". Ergonomics. 44 (6): 658–67. doi:10.1080/00140130117916. PMID 11373026. สืบค้นเมื่อ 2012-11-20.
  71. Lozato, PA; Pisella, PJ; Baudouin, C (2001-06). "The lipid layer of the lacrimal tear film: physiology and pathology". Journal Français d'Ophtalmologie. 24 (6): 643–58. PMID 11460063. Check date values in: |date= (help)
  72. Heritage, Stuart (2013-06-14). "Eyeball-licking: the fetish that is making Japanese teenagers sick". The Guardian. สืบค้นเมื่อ 2013-06-14.
  73. AgingEye Times Archived 2008-09-13 at the Wayback Machine.
  74. doi:10.1001/archopht.122.4.564
    This citation will be automatically completed in the next few minutes. You can jump the queue or expand by hand
  75. Bone, RA; Landrum, JT; Dixon, Z; Chen, Y; Llerena, CM (2000). "Lutein and zeaxanthin in the eyes, serum and diet of human subjects". Experimental Eye Research. 71 (3): 239–245.
  76. Semba, RD; Dagnelie, G (2003). "Are lutein and zeaxanthin conditionally essential nutrients for eye health?". Medical Hypotheses. 61 (4): 465–472.
  77. Johnson, EJ; Hammond, BR; Yeum, KJ; Qin, J; Wang, XD; Castaneda, C; Snodderly, DM; Russell, RM (2000). "Relation among serum and tissue concentrations of lutein and zeaxanthin and macular pigment density". American Society for Clinical Nutrition. 71 (6): 1555–1562.
  78. 78.0 78.1 "Lutein and zeaxanthin". American Optometric Association. 2013.

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข