ดิสนีย์+ ฮอตสตาร์

แพลตฟอร์มความบันเทิงระบบดิจิทัลและผ่านมือถือของอินเดีย

ดิสนีย์+ ฮอตสตาร์ หรือ ดิสนีย์พลัส ฮอตสตาร์ (อังกฤษ: Disney+ Hotstar, Disney Plus Hotstar) เป็นบริการสตรีมมิงวีดิทัศน์ตามคำขอแบบบอกรับสมาชิกที่ดำเนินการโดยแผนกจำหน่ายสื่อและความบันเทิงของเดอะวอลต์ดิสนีย์ เริ่มเปิดเผยแบรนด์ครั้งแรกเมื่อปี 2015 โดยสตาร์อินเดีย ในชื่อ ฮอตสตาร์ (อังกฤษ: Hotstar) โดยเป็นบริการสตรีมมิงที่มีเนื้อหาจากเครือข่ายท้องถิ่น รวมถึงภาพยนตร์ ซีรีส์ทางโทรทัศน์ กีฬาสด และผลงานต้นฉบับ ตลอดจนเนื้อหาที่ได้รับอนุญาตจากบุคคลที่สามในอินเดีย เช่น เอชบีโอ และ โชว์ไทม์ เป็นต้น และท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของบรอดแบนด์เคลื่อนที่ในอินเดีย ฮอตสตาร์ได้กลายเป็นบริการสตรีมมิงที่โดดเด่นในประเทศอย่างรวดเร็ว

ดิสนีย์+ ฮอตสตาร์
โลโก้ของดิสนีย์+ ฮอตสตาร์
โลโก้ของดิสนีย์+ ฮอตสตาร์ ในอินเดียและบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ภาพจับหน้าจอ
ภาพหน้าจอหลักของเพจดิสนีย์+ ฮอตสตาร์ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2021
หน้าจอหลักในภาษาไทย
ประเภทบริการสื่อผ่านอินเทอร์เน็ต
ประเทศต้นทาง อินเดีย
พื้นที่ให้บริการในชื่อ ดิสนีย์+ ฮอตสตาร์:
อินเดีย, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ไทย
ในชื่อ ฮอตสตาร์:
แคนาดา, สิงคโปร์, สหราชอาณาจักร, สหรัฐ
เจ้าของสตาร์อินเดีย
ประธานสุนิล รายาน
บริษัทแม่ดิสนีย์ แผนกจำหน่ายสื่อและบันเทิง
ยูอาร์แอลhotstar.com
ลงทะเบียนจำเป็น[a]
ผู้ใช้เพิ่มขึ้น 34.5 ล้านคน (จ่ายแล้ว; ณ วันที่ 3 เมษายน 2021)[1]
ผู้ใช้งาน 300 ล้านคน (พฤษภาคม 2020)[2]
เปิดตัว11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2015 (2015-02-11)
สถานะปัจจุบันเปิดใช้งาน

หลังจากดิสนีย์เข้าซื้อกิจการทเวนตีเฟิสต์เซนจูรีฟอกซ์ บริษัทแม่ของสตาร์อินเดียเมื่อปี 2019 ดิสนีย์ได้เพิ่มคลังเนื้อหาของแบรนด์สตรีมมิงระดับสากลแห่งใหม่อย่างดิสนีย์+ ลงในฮอตสตาร์ในเดือนเมษายน 2020 ซึ่งรวมถึงผลงานต้นฉบับของดิสนีย์+ และภาพยนตร์และซีรีส์ทางโทรทัศน์จากแบรนด์เนื้อหาหลักของเดอะวอลต์ดิสนีย์สตูดิโอส์, ลูคัสฟิล์ม, มาร์เวล, สตาร์ วอร์ส, ทเวนตีท์เซนจูรีฟอกซ์, เนชั่นแนลจีโอกราฟิก และพิกซาร์ และบริการทั้งหมดได้กลายเป็นตราสินค้าร่วมในชื่อ ดิสนีย์+ ฮอตสตาร์

นอกอินเดีย บริการดิสนีย์+ ฮอตสตาร์ ยังดำเนินการในอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ซึ่งรวมเนื้อหาความบันเทิงที่ได้รับอนุญาตจากสตูดิโอของบุคคลที่สามในแต่ละประเทศ เข้ากับคลังเนื้อหาของดิสนีย์+ ที่ใหญ่ขึ้นเช่นเดียวกัน ในปี 2021 ดิสนีย์+ ฮอตสตาร์ เตรียมที่จะเปิดตัวในฟิลิปปินส์ และ​ เวียดนาม​ ในปี​ 2022​ ส่วนในแคนาดา สิงคโปร์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐ ฮอตสตาร์ ดำเนินการเป็นบริการสตรีมมิงที่กำหนดเป้าหมายเป็นชาวอินเดียในประเทศนั้น ๆ โดยเน้นที่เนื้อหาความบันเทิงและกีฬาในประเทศของสตาร์อินเดีย (โดยที่ดิสนีย์+ ดำเนินการให้บริการแต่เพียงผู้เดียวในตลาดเหล่านี้)

ประวัติแก้ไข

 
โลโก้แรกของฮอตสตาร์ตั้งแต่ปี 2015 จนถึงปี 2020

สตาร์อินเดียเปิดตัวฮอตสตาร์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2015 หลังจากพัฒนามา 15 เดือน ตรงกับการแข่งขันคริกเกตชิงแชมป์โลกและอินเดียนพรีเมียร์ลีก ประจำปี 2015 (ซึ่งสตาร์อินเดีย (สตาร์) ได้รับสิทธิ์ในการถ่ายทอดสด) บริการสนับสนุนโฆษณาในขั้นต้นมีคลังเนื้อหามากกว่า 35,000 ชั่วโมง ใน 7 ภาษาประจำภูมิภาค รวมถึงการถ่ายทอดสดกีฬา เช่น ฟุตบอล กาบัดดี และ คริกเก็ต ภายใต้การถ่วงเวลาออกอากาศ ซันเจย์ กัปตา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสตาร์รู้สึกว่า "[เราไม่มี] แพลตฟอร์มที่ผู้บริโภคชาวอินเดียจะสามารถนำเสนอเนื้อหาคุณภาพสูงและดูแลจัดการได้ นอกเหนือจากยูทูบ" และอธิบายว่าบริการนี้จะดึงดูดคนหนุ่มสาวที่กำลังเติบโตอย่างเด่นชัดที่สุด ข้อมูลประชากรสำหรับผู้ใหญ่ และนำเสนอโฆษณาที่ "ตรงเป้าหมายมาก" เขาคาดว่าภายในปี 2020 บริการนี้สามารถคิดเป็นเกือบหนึ่งในสี่ของรายได้ประจำปีของสตาร์[3][4]

ในเดือนเมษายน 2016 ฮอตสตาร์ได้เปิดตัวระบบบอกรับเป็นสมาชิก โดยเน้นไปที่เนื้อหาระดับสากลและความเป็นไปได้ของเนื้อหากีฬาระดับพรีเมียม บริการนี้เปิดตัวควบคู่ไปกับข้อตกลงใหม่เพื่อดำเนินการกัลบบอหาฉบับไม่ตัดต่อของเอชบีโอบนแพลตฟอร์ม โดยเปิดตัวพร้อมกับรอบปฐมทัศน์ของ มหาศึกชิงบัลลังก์ ซีซั่นที่ 6[5]

การเปิดตัว Jio ผู้ให้บริการเครือข่ายไร้สายแอลทีอีโดยเฉพาะในปี 2016 กระตุ้นการเติบโตของบรอดแบนด์เคลื่อนที่ในอินเดีย และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยหนุนการเติบโตของบริการสตรีมมิงในประเทศ ในขณะที่บริการที่มาจากสหรัฐ เช่น แอมะซอน ไพรม์ วิดีโอ และเน็ตฟลิกซ์ มีการเติบโตในตลาดอินเดีย แต่ฮอตสตาร์ยังคงเป็นบริการสตรีมมิ่งที่โดดเด่น[6] ในเดือนกรกฎาคม 2017 แอพพลิเคชั่นฮอตสตาร์มียอดดาวน์โหลดถึง 300 ล้านครั้ง และได้รับรายงานว่าเป็นแอปสตรีมวิดีโออันดับต้น ๆ ของประเทศ[7][8]

ในเดือนพฤษภาคม 2018 มีรายงานว่าบริการนี้มีผู้ใช้งาน 75 – 100 ล้านคนต่อเดือน[9] ในเดือนกันยายน 2018 อาจิท โมฮัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของฮอตสตาร์ได้ลาออกจากการเป็นรองประธานและกรรมการผู้จัดการของเฟซบุ๊กสาขาอินเดีย[10] เดือนนั้นมีรายงานว่าบริการดังกล่าวเริ่มมีการปรับโครงสร้างในส่วนความเป็นผู้นำเพื่อให้มีผู้บริหารที่แยกออกจากกันสำหรับบริการสนับสนุนโฆษณาและบริการระดับพรีเมียม และได้รับความช่วยเหลือจากการระดมทุนใหม่จากสตาร์ ยูเอส โฮลดิ้งส์ และยังวางแผนในการเพิ่มการผลิตผลงานต้นฉบับระดับพรีเมียมให้ดียิ่งขึ้นเพื่อแข่งขันกับแอมะซอนและเน็ตฟลิกซ์ ท่ามกลางความกังวลว่าบริการเริ่มประสบสภาวะขาดแคลนเงินสดอย่างรุนแรง[11]

ในปี 2019 บริการนี้มีผู้ใช้งานมากกว่า 150 ล้านคนต่อเดือน ในเดือนมีนาคม 2019 ก่อนอินเดียนพรีเมียร์ลีก 2019 ฮอตสตาร์ได้ย้ายสมาชิกที่มีอยู่ของแผนกีฬาประจำปีทั้งหมดไปยังแผนระดับเริ่มต้นใหม่ที่รู้จักกันในชื่อ "ฮอตสตาร์วีไอพี" มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นตัวเลือกการรับชมในเบื้องต้น ซึ่งรวมถึงการเข้าถึงเนื้อหากีฬา (รวมถึงอินเดียนพรีเมียร์ลีก, คริกเกตชิงแชมป์โลก 2019 และฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ) สิทธิ์การเข้าถึงซีรีส์ก่อนออกอากาศทางโทรทัศน์ และซีรีส์ต้นฉบับรูปแบบใหม่ "Hotstar Specials" นอกจากนี้ยังต้องชำระด้วยเงินสด วรุณ ณรัง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์อธิบายว่าข้อเสนอนี้เป็น "คุณค่าที่สร้างขึ้นโดยคำนึงถึงผู้ชมชาวอินเดียเป็นหัวใจสำคัญ[12]

เข้าซื้อกิจการโดยดิสนีย์ และรวมเข้ากับดิสนีย์+แก้ไข

สตาร์อินเดียและรวมถึงฮอตสตาร์ถูกซื้อกิจการโดยเดอะวอลต์ดิสนีย์ในปี 2019 โดยเป็นส่วนหนึ่งของการเข้าซื้อกิจการบริษัทแม่ในสหรัฐ ที่มีชื่อว่า ทเวนตีเฟิสต์เซนจูรีฟอกซ์[13][14]

ในระหว่างการประชุมแถลงผล​ประกอบการ (Earning Call) ในเดือนกุมภาพันธ์ 2020 บ็อบ ไอเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของดิสนีย์ประกาศว่าแบรนด์สตรีมมิ่งระดับสากลที่ดิสนีย์เพิ่งเปิดตัวใหม่อย่างดิสนีย์+ รวมถึงผลงานต้นฉบับจะรวมเข้ากับฮอตสตาร์ โดยเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดตัวโฉมใหม่ในวันที่ 29 มีนาคม 2020 อีเกอร์ระบุด้วยว่าการเปิดตัวบริการซึ่งเดิมกำหนดไว้ในช่วงเริ่มต้นการแข่งขันอินเดียนพรีเมียร์ลีก 2020 จะใช้ประโยชน์จาก "แพลตฟอร์มที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว" และฐานลูกค้าที่มีอยู่ในฮอตสตาร์อย่างคุ้มค่า ทั้งนี้ The Motley Fool อธิบายว่าฮอตสตาร์เป็น "อาวุธลับ" ของดิสนีย์ในตลาด เนื่องจากอยู่ในตำแหน่งที่เด่นอยู่แล้ว[15][13][14]

ฮอตสตาร์เริ่มเปิดตัวบริการใหม่เบื้องต้นสำหรับผู้ใช้บางรายในเดือนมีนาคม แต่เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2020 เนื่องจากการระบาดทั่วของโควิด-19 และการเลื่อนฤดูกาลของอินเดียนพรีเมียร์ลีกที่เกี่ยวข้อง ดิสนีย์จึงประกาศเลื่อนการเปิดตัวอย่างเต็มรูปแบบเป็นวันที่ 3 เมษายน[16][17] บริการใหม่นี้เปิดตัวอย่างเป็นทางการด้วย "รอบปฐมทัศน์พรมแดงเสมือนจริง" ของเดอะไลอ้อนคิง และละครชุดของดิสนีย์+ เดอะแมนดาลอเรียน โดยมีนักแสดงจากทั้ง 2 เรื่องเข้าร่วมในการโต้ตอบสดด้วย[18] ราคาของบริการฮอตสตาร์พรีเมียมก็เพิ่มขึ้นจากการเปิดตัวบริการใหม่ดังกล่าว[19]

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม สตาร์อินเดียประกาศว่าจะให้บริการฟรีแก่แรงงานข้ามชาติในสิงคโปร์จนถึงวันที่ 21 กรกฎาคม เพื่อให้ขวัญกำลังใจท่ามกลางผลกระทบจากโควิด-19[20] ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2020 ฮอตสตาร์ได้แต่งตั้งสุนิล รายาน ซึ่งเดิมบริหารกูเกิล เป็นประธานคนใหม่[21]

เนื้อหาแก้ไข

อินเดียแก้ไข

 
แผนการสมัครสมาชิกฮอตสตาร์ในอินเดีย

บริการนี้ดำเนินการ 2 ระดับ ทั้งบริการฟรีที่มีโฆษณาและระดับการสมัครใช้งาน บริการฟรีที่มีโฆษณาจะรวมถึงการเข้าถึงภาพยนตร์อินเดียและซีรีส์ของสตาร์ที่ผ่านการคัดเลือกหลังจากการออกอากาศทางโทรทัศน์ ส่วนการสมัครสมาชิกดิสนีย์+ ฮอตสตาร์ วีไอพี มุ่งเน้นไปที่เนื้อหาในประเทศ รวมถึงซีรีส์จากเครือข่ายโทรทัศน์ภาษาอินเดียของสตาร์ และแบนเนอร์ Hotstar Specials การเข้าถึงละครชุดทางโทรทัศน์ของสตาร์อินเดียก่อนฉายรอบปฐมทัศน์ การรายงานข่าวคริกเก็ต ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ[22][23][24] และการเข้าถึงเนื้อหาจากจักรวาลภาพยนตร์มาร์เวล[18] นอกจากนี้ ดิสนีย์+ ฮอตสตาร์ พรีเมียม ยังเพิ่มการเข้าถึงภาพยนตร์และซีรีส์ต่างประเทศ รวมถึงผลงานต้นฉบับของดิสนีย์+ และคลังเนื้อหาหลักของดิสนีย์+ โดยเดอะวอลต์ดิสนีย์สตูดิโอส์ และวอลต์ดิสนีย์เทเลวิชัน, ลูคัสฟิล์ม (รวมถึงแฟรนไชส์ สตาร์ วอร์ส), มาร์เวลสตูดิโอส์ และเนชั่นแนล จีโอกราฟิก[18][19] นอกเหนือจากเนื้อหาที่ได้รับอนุญาตจากผู้ให้บริการบุคคลที่สาม[22][23][24]

ผลงานต้นฉบับบางส่วนในช่วงแรก ๆ ของบริการนี้ได้รวมถึงรายการล้อเลียนข่าวในรายการ On Air With AIB และ CinePlay ด้วย ในเดือนมีนาคม 2019 บริการได้เปิดตัวแบรนด์รวบรวมเนื้อหาต้นฉบับระดับพรีเมียมใหม่ Hotstar Specials โดยผลงานที่ผลิตครั้งแรกคือ Roar of the Lion—สารคดี มินิซีรีส์เรื่อง เชนไน ซูเปอร์ คิงส์ ในอินเดียนพรีเมียร์ลีก 2018 ฮอตสตาร์ระบุว่าซีรีส์เหล่านี้จะมีความยาวอย่างน้อย 6 ตอน โดยมีให้บริการใน 7 ภาษาประจำภูมิภาค (เบงกาลี, ฮินดี, กันนาดา, มลยาฬัม, มราฐี, ทมิฬ และ เตลูกู)[25] และเน้นให้บริการ "ละครฟอร์มยักษ์ คุณภาพสูง" นอกจากนี้ฮอตสตาร์ยังร่วมมือกับผู้สร้างภาพยนตร์ชาวอินเดียจำนวนมากในการผลิตซีรีส์ให้กับแบรนด์ดังกล่าว[26][27][28]

ในเดือนธันวาคม 2015 ฮอตสตาร์ได้รับสิทธิ์ในการสตรีมสำหรับซีรีส์ดั้งเดิมของเอชบีโอทั้งในปัจจุบันและในอดีตในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่ใหญ่กว่าของสตาร์อินเดียกับเครือข่าย[29] เป็นการบรรลุข้อตกลงที่คล้ายกันกับโชว์ไทม์ ในเดือนกรกฎาคม 2017[30] สิทธิ์ในเนื้อหาใหม่ของโชว์ไทม์ได้ย้ายไปที่ วูท ของ เวียคอม 18 (บริษัทในเครือโชว์ไทม์ผ่านทางบริษัทแม่ เวียคอมซีบีเอส)[31]

ในเดือนตุลาคม 2018 ฮอตสตาร์ร่วมมือกับฮูค เพื่อนำเสนอเนื้อหาและบริการระดับพรีเมียม รวมถึงสิทธิ์ในภาพยนตร์และซีรีส์จากเจ้าของร่วม โซนี่พิคเจอร์สเอ็นเตอร์เทนเมนต์ และ วอร์เนอร์บราเธอส์ ตลอดจนบริษัทอื่น ๆ ที่เป็นพันธมิตรด้านเนื้อหา[32] ความร่วมมือสิ้นสุดลงหลังจากการชำระบัญชีของฮูคในเดือนเมษายน 2020[33]

ในเดือนมิถุนายน 2020 ฮอตสตาร์ประกาศว่าจะเริ่มฉายภาพยนตร์อินเดียเป็นรอบปฐมทัศน์ในรูปแบบคล้ายกับหนังแผ่น ภายใต้แบนเนอร์ "Disney+ Hotstar Multiplex" เนื่องจากการปิดโรงภาพยนตร์จากผลกระทบของโรคโควิด-19 เริ่มจาก ดิล เบชาร่า ของฟ็อกซ์สตาร์สตูดิโอส์ ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2020 ตามด้วยภาพยนตร์อีก 7 เรื่อง[34]

อินโดนีเซียและมาเลเซียแก้ไข

ดิสนีย์+ ฮอตสตาร์ ในอินโดนีเซียและมาเลเซียให้ความสำคัญกับการเข้าซื้อกิจการในประเทศเป็นอย่างมาก ในอินโดนีเซีย ฮอตสตาร์ได้บรรลุข้อตกลงในการจัดหาเนื้อหากับบริษัทผลิตเนื้อหาในท้องถิ่นหลายแห่ง และยังได้รับการอนุญาตให้เปิดตัวสู่การสตรีมโดยตรงเป็นครั้งแรกด้วย (ซึ่งกำลังวางตลาดในชื่อ "Hotstar Originals" หรือผลงานต้นฉบับของฮอตสตาร์) เพื่อดึงดูดใจชาวฮินดูในท้องถิ่น บริการนี้ยังมีภาพยนตร์ บอลลีวูด ที่มีคำบรรยาย และ/หรือ เสียงพากย์ เป็นภาษาอินโดนีเซียอีกด้วย เช่นเดียวกับมาเลเซียที่ได้บรรลุข้อตกลงกับบริษัทผลิตเนื้อหาในท้องถิ่นหลายแห่งเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์ก่อนสตรีมบนแพลตฟอร์มนี้เช่นเดียวกัน[35][36][37]

ประเทศไทยแก้ไข

สำหรับประเทศไทย บริษัทผลิตเนื้อหาและผู้แพร่ภาพกระจายเสียงที่ร่วมมือกับดิสนีย์+ ฮอตสตาร์ ในการนำเนื้อหาในประเทศไทยขึ้นสตรีมในแพลตฟอร์มนี้มีหลายแห่ง จีดีเอช, สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล, กันตนา และ เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ และยังได้รับลิขสิทธิ์เนื้อหาจากภูมิภาคอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออก เช่น ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน[38][39]

กำหนดการฉายแก้ไข

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2017 สตาร์สปอร์ตส์ ได้รับลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดอินเดียนพรีเมียร์ลีก โดยมีฮอตสตาร์ทำหน้าที่เป็นผู้ถือลิขสิทธิ์ดิจิทัลระหว่างประเทศ หลังจากนั้นฮอตสตาร์ได้เปิดตัวบริการบอกรับเป็นสมาชิกระหว่างประเทศในแคนาดาและสหรัฐ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้บริการเนื้อหาและกีฬาจากประเทศอินเดีย[40][41] ฮอตสตาร์เปิดตัวในสหราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2018 เพื่อให้ตรงกับเอเชียคัพ 2018[42] เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2019 สตาร์อินเดียได้ยุติการให้บริการช่องรายการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิกระหว่างประเทศในสหรัฐ (เช่น สตาร์พลัส) เพื่อมุ่งเน้นความสนใจของคนในภูมิภาคไปที่ฮอตสตาร์[43]

ในเดือนสิงหาคม 2019 บ็อบ ไอเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของดิสนีย์ระบุว่า มีแผนขยายฮอตสตาร์เข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้[44] ในเดือนสิงหาคม 2020 มีการประกาศว่าดิสนีย์+ ฮอตสตาร์ จะเริ่มให้บริการในอินโดนีเซียในวันที่ 5 กันยายน นับเป็นการขยายบริการแบบครบวงจรครั้งแรกนอกอินเดีย[45] เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม สตาร์อินเดียได้ประกาศเปิดตัวฮอตสตาร์ในสิงคโปร์ซึ่งเริ่มให้บริการในวันที่ 1 พฤศจิกายน[46] วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2021 มีรายงานว่าดิสนีย์+ ฮอตสตาร์ จะเปิดตัวในมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไทยในปี 2021[47] เริ่มจากมาเลเซียก่อนในวันที่ 1 มิถุนายน[48] ตามด้วยประเทศไทยในวันที่ 30 มิถุนายน[49]

  ให้บริการในชื่อ ดิสนีย์+ ฮอตสตาร์
  ให้บริการในชื่อ ฮอตสตาร์
  ยืนยันการเปิดตัว
ลำดับการเปิดตัว
วันฉาย ประเทศ/ดินแดน ผู้นำเข้า หมายเหตุ
11 กุมภาพันธ์ 2015[3]   อินเดีย None ปรับปรุงเครื่องหมายการค้าเป็น ดิสนีย์+ ฮอตสตาร์ เมื่อ 3 เมษายน 2020[50]
4 กันยายน 2017[41]   แคนาดา เปิดตัวในชื่อ ฮอตสตาร์
  สหรัฐ
13 กันยายน 2018[42]   สหราชอาณาจักร
5 กันยายน 2020[45]   อินโดนีเซีย Telkomsel เปิดตัวในชื่อ ดิสนีย์+ ฮอตสตาร์
1 พฤศจิกายน 2020[46]   สิงคโปร์ StarHub เปิดตัวในชื่อ ฮอตสตาร์
1 มิถุนายน 2021[48]   มาเลเซีย Astro เปิดตัวในชื่อ ดิสนีย์+ ฮอตสตาร์
30 มิถุนายน 2021[49]   ไทย AIS[38]
2021[47]   ฟิลิปปินส์ กำลังจะเปิดตัวในชื่อ ดิสนีย์+ ฮอตสตาร์
2022   เวียดนาม

หมายเหตุแก้ไข

  1. ไม่บังคับในอินเดีย แต่จำเป็นต้องสมัครสมาชิกรายเดือนเพื่อเข้าถึงเนื้อหาเพิ่มเติม

ดูเพิ่มแก้ไข

  • ดิสนีย์+
  • สตาร์, แบรนด์สตรีมมิ่งที่คล้ายคลึงกันซึ่งดิสนีย์ใช้สำหรับเนื้อหาความบันเทิงทั่วไปในตลาดอื่นๆ ซึ่งให้บริการภายในโครงสร้างพื้นฐานของดิสนีย์+

อ้างอิงแก้ไข

  1. SN, Vikas (2021-05-14). "Disney+ Hotstar ad revenue plunges amid IPL suspension". The Economic Times. สืบค้นเมื่อ 2021-05-31.
  2. "Disney+ Hotstar has about 8 million subscribers". เทคครันช์. 9 April 2020. สืบค้นเมื่อ 9 April 2020.
  3. 3.0 3.1 Dina, Arzoo (11 February 2015). "With Hotstar, Star India aims to change the way content is consumed in India". Livemint (ภาษาอังกฤษ). เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 29 May 2019. สืบค้นเมื่อ 29 May 2019.
  4. "Star India's Novi Digital Entertainment bags IPL media rights for whopping Rs 302 crore". Firstpost. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 26 March 2018. สืบค้นเมื่อ 5 April 2018.
  5. "Hotstar launches monthly subscriptions to offer US TV shows & movies". ETTech (ภาษาอังกฤษ). เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 29 May 2019. สืบค้นเมื่อ 29 May 2019.
  6. Singh, Manish (6 July 2018). "Netflix and Amazon are struggling to win over the world's second-largest internet market". CNBC (ภาษาอังกฤษ). เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 29 May 2019. สืบค้นเมื่อ 29 May 2019.
  7. Choudhary, Vidhi (16 July 2017). "Hotstar retains No. 1 spot among video streaming apps in January–June, shows data". Livemint.com (ภาษาอังกฤษ). เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 29 May 2019. สืบค้นเมื่อ 29 May 2019.
  8. Laghate, Gaurav (29 December 2017). "Fall in data prices, new users reason for rise in video consumption". The Economic Times. สืบค้นเมื่อ 29 May 2019.
  9. Ramachandran, Naman (4 May 2018). "Fox Streaming Service Hotstar Breaks Out in Burgeoning India Market". Variety (ภาษาอังกฤษ). เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 8 June 2019. สืบค้นเมื่อ 29 May 2019.
  10. "Who is Ajit Mohan, the new Facebook India head- Business News". เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 11 April 2019. สืบค้นเมื่อ 11 April 2019.
  11. "Star India rejigs Hotstar service to drive growth". Economic Times (ภาษาอังกฤษ). เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 13 May 2019. สืบค้นเมื่อ 13 May 2019.
  12. "Star India launches Hotstar VIP OTT featuring premium sport". SportsPro Media. สืบค้นเมื่อ 13 May 2019.
  13. 13.0 13.1 "Disney+ to launch in India through Hotstar on March 29". TechCrunch (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 25 February 2020.
  14. 14.0 14.1 Vena, Danny (10 February 2020). "Disney+ Has a Secret Weapon in India". The Motley Fool (ภาษาอังกฤษ). เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 16 April 2020. สืบค้นเมื่อ 9 March 2020.
  15. Frater, Patrick (5 February 2020). "Disney Plus To Launch on India's Hotstar". Variety (ภาษาอังกฤษ). เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 5 February 2020. สืบค้นเมื่อ 5 February 2020.
  16. Jha, Lata (20 March 2020). "Disney+ Hotstar launch deferred in India". Livemint. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 21 March 2020. สืบค้นเมื่อ 21 March 2020.
  17. "Disney+ India launch postponed". TechCrunch. สืบค้นเมื่อ 21 March 2020.
  18. 18.0 18.1 18.2 Bhushan, Nyay (3 April 2020). "Disney+ Launched in India with "Virtual Red Carpet Premiere" Amid Coronavirus Lockdown". The Hollywood Reporter. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 4 April 2020. สืบค้นเมื่อ 3 April 2020.
  19. 19.0 19.1 "Disney+ Hotstar Subscription Costs More Than Hotstar Premium: Here's Why". News18. 2 April 2020. สืบค้นเมื่อ 11 March 2021.
  20. "Walt Disney Company bringing streaming service to migrant workers in Singapore". Channel NewsAsia. MediaCorp. 4 May 2020. สืบค้นเมื่อ 19 October 2020.
  21. Ramachandran, Naman (20 June 2020). "India's Disney Plus Hotstar Taps Google's Sunil Rayan as President". Variety. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 22 June 2020. สืบค้นเมื่อ 23 June 2020.
  22. 22.0 22.1 "Hotstar Rs 365 VIP subscription: What is it, what does it offer and everything you need to know". India Today. Ist. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 13 May 2019. สืบค้นเมื่อ 13 May 2019.
  23. 23.0 23.1 "Should You Subscribe to Hotstar VIP or Hotstar Premium Ahead of IPL 2019?". News18. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 28 March 2019. สืบค้นเมื่อ 13 May 2019.
  24. 24.0 24.1 Laghate, Gaurav (20 March 2019). "Hotstar launches new subscription pack ahead of IPL". The Economic Times. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 21 May 2019. สืบค้นเมื่อ 13 May 2019.
  25. Laghate, Gaurav (15 January 2019). "Hotstar to invest Rs 120 crore in generating original content". The Economic Times. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 15 January 2019. สืบค้นเมื่อ 13 May 2019.
  26. "MS Dhoni bared his soul in Roar of the Lion: Kabir Khan". The Indian Express. 12 March 2019. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 27 March 2019. สืบค้นเมื่อ 12 March 2019.
  27. "MS Dhoni to feature in Hotstar's docu-drama Roar of the Lion". The Indian Express. 5 March 2019. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 27 March 2019. สืบค้นเมื่อ 12 March 2019.
  28. Ramachandran, Naman (14 January 2019). "Hotstar, Fox's Indian Streaming Service, Moves Into Original Content With Big-Name Talent". Variety. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 3 February 2019. สืบค้นเมื่อ 13 May 2019.
  29. "Fox's Star India Strikes Exclusive Deal for HBO Originals". The Hollywood Reporter. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 7 April 2019. สืบค้นเมื่อ 13 May 2019.
  30. Choudhary, Vidhi (12 July 2017). "Hotstar to stream shows from CBS's Showtime". Livemint.com. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 29 May 2019. สืบค้นเมื่อ 29 May 2019.
  31. "Viacom18 launches subscription-based video streaming service 'Voot Select' – ET BrandEquity". ETBrandEquity.com. สืบค้นเมื่อ 11 March 2021.
  32. Frater, Patrick (8 October 2018). "HOOQ Massively Expands India Reach With Hotstar Partnership (EXCLUSIVE)". Variety. สืบค้นเมื่อ 10 July 2020.
  33. "Indian Arrowverse Fans Left in the Dark as Hooq Shuts Down". NDTV. 30 April 2020. สืบค้นเมื่อ 30 April 2020.
  34. www.ETBrandEquity.com. "Disney+ Hotstar launches Multiplex, to directly release Bollywood films – ET BrandEquity". ETBrandEquity.com. สืบค้นเมื่อ 11 July 2020.
  35. Frater, Patrick (7 May 2021). "Disney to Tailor Streaming Content for Competitive Asian Markets After Shuttering Linear Channels". Variety. สืบค้นเมื่อ 1 June 2021.
  36. Frater, Patrick (10 August 2020). "Local Content Gets Priority as Disney Plus Hotstar Confirms Indonesia Launch". Variety. สืบค้นเมื่อ 1 June 2021.
  37. Frater, Patrick (3 May 2021). "Disney Plus Hotstar to Launch in Malaysia With Local Content Component". Variety. สืบค้นเมื่อ 4 May 2021.
  38. 38.0 38.1 อารีเพิ่มพร, ปณชัย (2021-06-08). "ตลาดสตรีมมิงมีหนาว 'Disney+ Hotstar' ไทยมาแล้ว เริ่มดูได้ 30 มิ.ย. นี้ ค่าสมาชิก 799 บาทต่อปี ใช้ AIS ได้ราคาพิเศษ 35 บาทต่อเดือน". เดอะสแตนดาร์ด. สืบค้นเมื่อ 2021-07-14.
  39. เหล่ารัตนกุล, ศุภกานต์ (2021-06-28). "5 สิ่งที่ควรรู้ก่อนออกโลดแล่นสู่ดินแดน Disney+ Hotstar 30 มิ.ย. นี้". แบไต๋. สืบค้นเมื่อ 2021-06-29.
  40. "Star India bags IPL media rights for next 5 years". The Economic Times. 4 September 2017. สืบค้นเมื่อ 9 July 2018.[ลิงก์เสีย]
  41. 41.0 41.1 "Hotstar Launches Its Premium Service in US and Canada". NDTV Gadgets 360. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 9 July 2018. สืบค้นเมื่อ 13 May 2019.
  42. 42.0 42.1 "Star India's Hotstar launches in United Kingdom". Economic Times. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 13 May 2019. สืบค้นเมื่อ 13 May 2019.
  43. Baddhan, Raj (7 December 2018). "Star TV to shutdown television operations in USA". BizAsia. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 13 April 2019. สืบค้นเมื่อ 11 August 2019.
  44. "Disney Plans Southeast Asia Expansion for Hotstar". NDTV Gadgets 360. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 7 August 2019. สืบค้นเมื่อ 7 August 2019.
  45. 45.0 45.1 Frater, Patrick (5 August 2020). "Disney Plus Hotstar to Launch in Indonesia in September". Variety. สืบค้นเมื่อ 5 August 2020.
  46. 46.0 46.1 Ramachandran, Naman (19 October 2020). "Disney Streaming Platform Hotstar Set For Singapore Launch on StarHub". Variety. สืบค้นเมื่อ 19 June 2021.
  47. 47.0 47.1 "Disney+Hotstar expected to end 2021 with 50 million subscribers". indiantelevision.com. 25 February 2021. สืบค้นเมื่อ 25 February 2021.
  48. 48.0 48.1 Frater, Patrick (3 May 2021). "Disney Plus Hotstar to Launch in Malaysia With Local Content Component". Variety. สืบค้นเมื่อ 4 May 2021.
  49. 49.0 49.1 "Disney+ เตรียมเปิดตัวในไทย 30 มิ.ย.นี้". ประชาชาติธุรกิจ. 2021-05-14. สืบค้นเมื่อ 2021-07-14.
  50. "Disney debuts its streaming service in India". TechCrunch (ภาษาอังกฤษ). 2 April 2020. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 3 April 2020. สืบค้นเมื่อ 3 April 2020.

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข