เปิดเมนูหลัก

ดานีแยล อัลวิส

นักฟุตบอลชาวบราซิล
(เปลี่ยนทางจาก ดาเนียล อัลวีส)

ดานีแยล อัลวิส ดา ซิลวา (โปรตุเกส: Daniel Alves da Silva; เกิด 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2526) หรือรู้จักกันในชื่อ ดานี อัลวิส (โปรตุเกส: Dani Alves) เป็นนักฟุตบอลชาวบราซิล เล่นในตำแหน่งแบ็กขวาให้กับเซาเปาโล และทีมชาติบราซิล อัลวิสเป็นหนึ่งในกองหลังที่ดีที่สุดตลอดกาลในการแข่งขันฟุตบอลในทวีปยุโรป โดยเขาได้แชมป์ถึง 9 ครั้งในการแข่งขันระดับทวีป ตามหลังเพียงเปาโล มัลดีนีเท่านั้น[3][4]

ดานีแยล อัลวิส
07 07 2019 Final da Copa América 2019 (48226649586) (cropped).jpg
อัลวิสขณะได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมกับบราซิลในโกปาอาเมริกา 2019
ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อเต็ม ดานีแยล อัลวิส ดา ซิลวา[1]
วันเกิด 6 พฤษภาคม ค.ศ. 1983 (36 ปี)
สถานที่เกิด จูอาเซย์รู, บาเฮีย, บราซิล
ส่วนสูง 1.72 เมตร (5 ฟุต 7.7 นิ้ว)[2]
ตำแหน่ง แบ็กขวา
ข้อมูลสโมสร
สโมสรปัจจุบัน
เซาเปาโล
หมายเลข 10
สโมสรเยาวชน
1996–1998 จูอาเซย์รู
1998–2001 บาเอีย
สโมสรอาชีพ*
ปี ทีม ลงเล่น (ประตู)
2001–2002 บาเอีย 25 (2)
2002–2008 เซบิยา 175 (11)
2008–2016 บาร์เซโลนา 247 (14)
2016–2017 ยูเวนตุส 19 (2)
2017–2019 ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง 48 (2)
2019– เซาเปาโล 0 (0)
ทีมชาติ
2003 บราซิล อายุไม่เกิน 20 ปี 7 (0)
2006– บราซิล 115 (8)
* นัดที่ลงเล่นและประตูที่ยิงให้กับสโมสรเฉพาะลีกในประเทศเท่านั้น ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 24 พฤษภาคม ค.ศ. 2019
‡ ข้อมูลการลงเล่นและประตูให้กับทีมชาติล่าสุด ณ วันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ. 2019

ก่อนที่จะเข้าร่วมทีมกับบาร์เซโลนา ในปี พ.ศ. 2551 อัลวิสได้ประสบความสำเร็จอย่างมากมายในระยะเวลา 6 ปีกับเซบิยา ด้วยการช่วยให้ทีมได้แชมป์ยูฟ่าคัพ 2 สมัย และ โกปาเดลเรย์ อีก 1 ครั้ง โดยเขาได้เข้าร่วมกับบาร์เซโลนาด้วยค่าตัว 32.5 ล้านยูโร[5] ซึ่งทำให้เขาเป็นกองหลังที่แพงที่สุดอันดับที่ 3 ตลอดกาล หลังจากนั้นเขาได้เทรเบิลแชมป์กับบาร์เซโลนาตั้งแต่ฤดูกาลแรกและฤดูกาลถัดมา โดยชนะเลิศซูเปร์โกปาเดเอสปัญญา, ยูฟ่าซูเปอร์คัพ และฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก อีกทั้งเขายังช่วยทีมให้ได้แชมป์ซูเปร์โกปาเดเอสปัญญาอีก 2 สมัย, ลาลีกา 5 สมัย และยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก อีก 2 สมัยในฤดูกาลถัดมา ต่อมาในปี พ.ศ. 2559 เขาได้หมดสัญญากับบาร์เซโลนาและย้ายมาร่วมทีมกับยูเวนตุส โดยไม่เสียค่าตัว[6] หลังจากนั้นเขาได้แชมป์เซเรียอา ฤดูกาล 2016–17 และโกปปาอีตาเลีย ฤดูกาล 2016–17 ด้วยเวลาเพียงฤดูกาลเดียว[7] จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2560 เขาได้ย้ายมาร่วมทีมกับปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง โดยไม่เสียค่าตัว[8]

เขาได้ลงเล่นให้กับทีมชาติบราซิลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 โดยอัลวิสมีชื่อในการทำการแข่งขันฟุตบอลโลก 2 ครั้ง และโกปาอาเมริกา 4 ครั้ง

เนื้อหา

ชีวิตส่วนตัวแก้ไข

อัลวิสเกิดในจูอาเซย์รู เป็นเมืองหนึ่งในรัฐบาเอีย ประเทศบราซิล มีบิดาชื่อ ดูมิงโกส อัลวิส ดา ซิลวา ประกอบอาชีพชาวนา โดยเขาเล่นฟุตบอลกับเพื่อนในละแวกบ้าน พ่อของเขาชื่นชอบในกีฬาฟุตบอลเช่นกัน จึงก่อตั้งทีมฟุตบอลขึ้นมา โดยอัลวิสในขณะที่อายุเพียง 6 ปี เล่นในตำแหน่งปีก แต่เขาทำประตูได้น้อยมาก พ่อของเขาจึงให้เขามาเล่นในตำแหน่งแบ็กขวา และเป็นตำแหน่งที่เขาเล่นมาจนถึงปัจจุบัน[9][10]

สโมสรแก้ไข

บาเอียแก้ไข

อัลวิสลงเล่นฟุตบอลอาชีพครั้งแรกกับอีสปอร์เตคลูเบบาเอีย ในนัดที่พบกับปารานาคลูเบ ในการแข่งขันกังเปโอนาตูบราซีเลย์รูแซรียีอา ซึ่งบาเอียชนะ 3–0 โดยอัลวิสจ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีมทำประตูได้ถึง 2 ครั้งและช่วยให้ทีมได้อีก 1 จุดโทษ โดยหัวหน้าผู้ฝึกสอน อีวาริสตู จี มาเซดู ได้ไว้วางใจให้เขาเป็นผู้เล่นตัวจริงของทีมในหลังจากนั้น โดยเขาได้แชมป์กังเปโอนาตูบาเอียนู 2 สมัย จากฟอร์มการเล่นที่ดีทำให้เขาได้ถูกยืมตัวไปเล่นให้กับเซบิยา ในฤดูกาล 2002[11]

เซบิยาแก้ไข

หลังจากลาลิกา ในฤดูกาล 2002–03 ด้วยสัญญายืมตัวจากบาเอีย อัลวิสได้ลงเล่นในการแข่งขันฟุตบอลเยาวชนชิงแชมป์โลก 2003 และช่วยให้ทีมชาติบราซิลได้แชมป์ ซึ่งเขาเป็น 1 ใน 3 ผู้เล่นที่ดีที่สุดของการแข่งขัน ทำให้เซบิยาเปลี่ยนจากสัญญายืมตัวเป็นสัญญาซื้อขาดแทน

ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2549 เซบิยาได้ยืนยันที่จะขายอัลวิสให้กับลิเวอร์พูล แต่ลิเวอร์พูลไม่พึงพอใจที่เซบิยาตั้งราคาในการขายอยู่ที่ประมาณ 8 ล้านปอนด์[12] หลังจากนั้นในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2549 เขาได้เซ็นสัญญาใหม่กับเซบิยา โดยเป็นสัญญา 6 ปีถึงปี พ.ศ. 2555 ซึ่งเขาประสบความสำเร็จในลาลิกา ฤดูกาล 2006–07 โดยลงเล่น 47 นัด ทำประตูได้ 5 ประตู และลงเล่นในการแข่งขันยูฟ่าคัพ ทุกนัด และช่วยให้ทีมเป็นแชมป์ในฤดูกาลนั้น

หลังจากนั้นเขาได้รับสัญชาติสเปน ซึ่งจะช่วยให้สโมสรได้รับผลประโยชน์จากโควตาผู้เล่นนอกอียู และทำให้ง่ายต่อขอใบอนุญาตในการทำงานและการลงเล่นให้กับสโมสรในกลุ่มสหภาพยุโรป[13]

ในวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2550 อัลวิสได้ให้สัมภาษณ์กับสปอร์ทีวีว่าเขาต้องการที่จะย้ายออกจากเซบิยาไปอยู่กับสโมสรที่ใหญ่กว่าในยุโรป จึงทำให้เขาเป็นข่าวกับเชลซี ว่าให้ความสนใจในการดึงตัวเขาไปร่วมทีม ต่อมาในวันที่ 8 สิงหาคม อัลวิสได้ยืนยันเองว่าผู้จัดการของเขาได้อยู่ที่ประเทศอังกฤษและกำลังจัดการเจรจากับเชลซี เหลือเพียงการยินยอมจากเซบิยาเท่านั้น

ในวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2550 เซบิยาได้ปฏิเสธข้อเสนอจากเชลซีซึ่งไม่เปิดเผยค่าตัว ซึ่งคาดว่าเชลซีได้ยื่นข้อเสนอมาต่ำกว่าที่คาดไว้[14] อัลวิสได้ออกเปิดเผยว่า โฆเซ มารีอา เดล นีโด ประธานสโมสรเซบิยา ได้กังวลว่าเชลซีได้ทำการเซ็นสัญญากับฮูเลียนู เบลเล็ตตี ฟุลแบ็กชาวบราซิล ด้วยค่าตัวที่ต่ำกว่ามาก[15] หลังจากการเสียชีวิตของอันโตนีโอ ปูเอร์ตา เพื่อนร่วมทีมเซบิยา ทำให้อัลวิสตัดสินใจที่จะอยู่ช่วยทีมต่อไป

บาร์เซโลนาแก้ไข

 
อัลวิส ในนัดที่พบกับรูบินคาซาน ในการแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2008–09

ในวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 อัลวิสได้เข้าร่วมทีมกับบาร์เซโลนา หลังที่จากลาเซบิยาด้วยน้ำตาและกล่าวว่าอยากที่จะกลับมาเล่นอีกครั้ง และกล่าวอีกว่าเขามาอยู่กับเซบิยาในขณะที่กำลังเด็กและกำลังที่จะลาจากด้วยการเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว โดยค่าตัวอย่างเป็นทางการอยู่ที่ 23 ล้านปอนด์ และค่าตัวตามฟอร์มการเล่นอีก 7 ล้านปอนด์ ทำให้เขาเป็นหนึ่งในกองหลังที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ และเป็น 1 ใน 3 ผู้เล่นที่แพงที่สุดที่บาร์เซโลนาซื้อเข้าร่วมทีม โดยเขาเซ็นสัญญา 4 ปีกับสโมสร ด้วยค่าตัวในการยกเลิกสัญญาถึง 90 ล้านยูโร อัลวิสลงเล่นนัดแรกในนัดที่พบกับวิสวาการ์กุฟ ในการแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก รอบคัดเลือกรอบที่ 3 ในวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2551[16] เขาลงเล่นในลาลิกา นัดแรกในนัดเปิดสนามพบกับนูมันเซีย ในวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2551[17] อย่างไรก็ดี เขาไม่ได้ลงเล่นในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกนัดชิงชนะเลิศซึ่งชนะ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 2–0 เนื่องจากเขาได้รับโทษแบนใบเหลืองในนัดก่อนหน้า ซึ่งฤดูกาลนั้นบาร์เซโลนาได้เทรเบิลแชมป์ หลังจากได้แชมป์ลาลิกาและโกปาเดลเรย์

 
อัลวิสและเมสซิ ในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก 2011 นัดชิงชนะเลิศ

ในฤดูกาลที่สองกับบาร์เซโลนา สโมสรได้แชมป์ลาลิกาและฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก หลังจากนั้นในฤดูกาล 2010–11 เขายังช่วยให้ทีมได้แชมป์ลาลิกา 3 ฤดูกาลติดต่อกัน

ในวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 อัลวิสได้ลงเล่นในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก นัดชิงชนะเลิศ ครั้งแรก และช่วยให้บาร์เซโลนาชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 3–1 ที่สนามกีฬาเวมบลีย์ โดยเป็นแชมป์ยุโรปครั้งที่ 4 ของสโมสร

ในฤดูกาล 2011–12 อัลวิสเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ทีมได้แชมป์โกปาเดลเรย์และฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก หลังจากนั้นในฤดูกาล 2012–13 อัลวิสได้แชมป์ลาลิกาครั้งที่ 4 จาก 5 ฤดูกาลหลังจากเขาย้ายมาบาร์เซโลนา

ในฤดูกาล 2013–14 อัลวิสได้เปลี่ยนมาสวมเสื้อหมายเลข 22 ซึ่งเป็นหมายเลขเก่าของเอริก อาบีดาล และเขายังเสนอที่จะบริจาคตับของเขาในการช่วยรักษาอาบีดาลจากโรคมะเร็งตับ[18]

ในวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2558 อัลวิสได้ลงเล่นเป็นผู้เล่นตัวจริงในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก นัดชิงชนะเลิศ 2015 และทำให้สโมสรได้แชมป์ยุโรปสมัยที่ 5 ด้วยการชนะยูเวนตุส 3–1 ที่โอลึมพีอาชตาดีอ็อน ในเบอร์ลิน[19] ทำให้บาร์เซโลนาสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการได้เทรเบิลแชมป์จากฟุตบอลลีก, ฟุตบอลถ้วย และฟุตบอลยุโรป ถึง 2 สมัย โดยมีอัลวิส, ลิโอเนล เมสซิ, อันเดรส อินิเอสตา, ชาบี, ฌาราร์ ปิเก, เปโดร และเซร์ฆิโอ บุสเกตส์ เป็นผู้เล่นที่อยู่ในชุดเทรเบิลแชมป์ทั้ง 2 สมัน

ในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2558 อัลวิสได้เซ็นสัญญา 2 ปีกับบาร์เซโลนา ทำให้เขาจะอยู่กับสโมสรไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2560 พร้อมเงื่อนไขที่อาจจะขยายสัญญาเพิ่มในปีถัดไป[20]

หลังจากบาร์เซโลนาตกรอบด้วยการแพ้อัตเลติโกเดมาดริด ในการแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2015–16 รอบ 8 ทีม อัลวิสได้โพสต์วิดีโอลงอินสตาแกรม โดยเขาปลอมเป็นภรรยาของเขาและปลอบใจเขาจากการที่พ่ายแพ้ ทำให้ลุยส์ เอนริเก ไม่เลือกเขาลงสนามในการแข่งขันนัดถัดมากับบาเลนเซีย[21]

วิกิข่าว มีข่าวเกี่ยวกับบทความ:
Alves to leave FC Barcelona

ในวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2559 โรเบร์โต เฟร์นันเดซ เลขาธิการด้านเทคนิกของบาร์เซโลนา ได้ประกาศว่าอัลวิสจะสิ้นสุดสัญญาและออกจากทีมในช่วงฤดูร้อนหลังจากลงเล่นให้กับสโมสรถึง 8 ปี[22] อย่างไรก็ดี สัญญามีผลจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2560 แต่บาร์เซโลนาอนุญาตให้อัลวิสย้ายออกจากทีมโดยไม่มีค่าตัว

อ้างอิงแก้ไข

  1. "FIFA Club World Cup UAE 2009 presented by Toyota: List of Players" (PDF). ฟีฟ่า. 1 ธันวาคม 2552. p. 1. สืบค้นเมื่อ 28 มีนาคม 2557.
  2. "22 Dani Alves". สโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา. 4 มกราคม 2558. สืบค้นเมื่อ 4 มกราคม 2558.
  3. "Messi, Alves among Super Cup record-breakers". ยูฟ่า. 11 สิงหาคม 2558. สืบค้นเมื่อ 12 สิงหาคม 2558.
  4. Herman, Martyn (2 มิถุนายน 2557). "Serial winner Alves keen to add page to Juventus story". รอยเตอร์. สืบค้นเมื่อ 14 พฤศจิกายน 2558.
  5. Memoria 09–10 (PDF) (in Spanish). สโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา. กันยายน 2553. p. 174. Archived from the original (PDF) on 15 พฤษภาคม 2555. สืบค้นเมื่อ 28 เมษายน 2557.
  6. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ :0
  7. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ :1
  8. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ :2
  9. "Biography". Dani Alves — Biography. สืบค้นเมื่อ 14 กรกฎาคม 2557.
  10. "Daniel Alves". FootballTop.com. สืบค้นเมื่อ 14 กรกฎาคม 2557.
  11. "Daniel Alves: da Bahia para o sucesso" (in Portuguese). Esporte Clube Bahia. 26 มิถุนายน 2552. Archived from the original on 6 กรกฎาคม 2554. สืบค้นเมื่อ 7 มกราคม 2554.
  12. "Liverpool cleared to sign Alves". BBC Sport. 15 มิถุนายน 2549. สืบค้นเมื่อ 27 เมษายน 2552.
  13. Caroe, Charlie (15 กุมภาพันธ์ 2551). "Alves alerts Chelsea and Tottenham". The Daily Telegraph. สืบค้นเมื่อ 11 พฤษภาคม 2552.
  14. "Sevilla snub Alves bid". BBC Sport. 16 สิงหาคม 2550. สืบค้นเมื่อ 7 มกราคม 2554.
  15. "Alves reveals Del Nido dismay". Sky Sports. 24 สิงหาคม 2550. สืบค้นเมื่อ 1 กันยายน 2550.
  16. "Soccernet match stats". ESPNsoccernet. 13 สิงหาคม 2551. สืบค้นเมื่อ 11 พฤษภาคม 2552.
  17. "Soccernet match report". ESPNsoccernet. 2 กันยายน 2551. สืบค้นเมื่อ 11 พฤษภาคม 2552.
  18. "Eric Abidal says Dani Alves offered him part of his liver for transplant". The Guardian. Associated Press. 16 สิงหาคม 2556. สืบค้นเมื่อ 30 สิงหาคม 2557.
  19. "Barcelona see off Juventus to claim fifth title". ยูฟ่า. 6 มิถุนายน 2558.
  20. "Agreement to renew Dani Alves' contract". fcbarcelona.com. 9 มิถุนายน 2558. สืบค้นเมื่อ 9 มิถุนายน 2558.
  21. "Luis Enrique benches Dani Alves following his video". Diario AS. 17 เมษายน 2559. สืบค้นเมื่อ 18 เมษายน 2559.
  22. "Dani Alves to leave FC Barcelona this summer". fcbarcelona.com. 2 มิถุนายน 2559. สืบค้นเมื่อ 2 มิถุนายน 2559.

แม่แบบ:ผู้เล่นฟุตบอลทีมชาติบราซิลในโกปาอาเมริกา 2019