ฌ็อง เดอ ลัทร์ เดอ ตาซีญี

ฌ็อง โฌแซ็ฟ มารี กาเบรียล เดอ ลัทร์ เดอ ตาซีญี (ฝรั่งเศส: Jean Joseph Marie Gabriel de Lattre de Tassigny) เป็นพลเอกทหารบกฝรั่งเศสในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง, สงครามโลกครั้งที่สอง และ สงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่ง เขาได้รับยศจอมพลแห่งฝรั่งเศสภายหลังจากได้เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1952

ฌ็อง เดอ ลัทร์ เดอ ตาซีญี
นายพล เดอ ลัทร์ ในปี ค.ศ. 1946
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด
ฌ็อง โฌแซ็ฟ มารี กาเบรียล เดอ ลัทร์ เดอ ตาซีญี

2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1889(1889-02-02)
Mouilleron-en-Pareds, ฝรั่งเศส
เสียชีวิต11 มกราคม ค.ศ. 1952(1952-01-11) (62 ปี)
ปารีส, ฝรั่งเศส
ญาติBernard de Lattre de Tassigny
รางวัลเครื่องอิสริยาภรณ์เลฌียงดอเนอร์
ชื่อเล่นLe Roi Jean ("King John")
ยศที่ได้รับการแต่งตั้ง
รับใช้ ฝรั่งเศส
 ฝรั่งเศสเขตวีชี
 ฝรั่งเศสเสรี
ประจำการ1911–1952
ยศจอมพลแห่งฝรั่งเศส (posthumous)
พลเอกทหารบก
บังคับบัญชา
สงคราม/การสู้รบสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
Rif War
สงครามโลกครั้งที่สอง
สงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่ง

ในฐานะเจ้าหน้าที่นายทหาร(officer) ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เขาได้ต่อสู้ในการรบในสมรภูมิต่าง ๆ รวมทั้งที่แวร์เดิง และได้รับบาดเจ็บถึงห้าครั้ง มีการกล่าวถึงว่าเขาได้รอดชีวิตจากสงครามถึงแปดครั้ง ทำให้ได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์เลฌียงดอเนอร์ และ Military Cross ในสมัยระหว่างสงคราม เขาเข้าร่วมในสงครามริฟ(Rif War) ในโมร็อกโก ซึ่งเขาได้รับบาดเจ็บในการรบอีกครั้ง เขาได้เข้าทำงานในกระทรวงสงครามและเสนาธิการทหารแห่งสภาสงครามสูงสุด, (Conseil supérieur de la guerre, CSG) ทำงานภายใต้รองประธาน พลเอกทหารบก Maxime Weygand

ในช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่สอง จากเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1940 เขาได้เป็นนายพลฝรั่งเศสที่อายุน้อยที่สุด เขาได้นำกองพลในช่วงยุทธการที่ฝรั่งเศส ในสมรภูมิที่ Rethel, Champagne-Ardenne, และ Loire และจนกระทั่งการสงบศึก 22 มิถุนายน ค.ศ. 1940 ในช่วงระบอบวิชี เขายังคงอยู่ในกองทัพสงบศึก(Armistice Army) ครั้งแรกในหน้าที่กองบัญชาการระดับภูมิภาค จากนั้นก็เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดในตูนิเซีย ภายหลังกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรได้ยกพลขึ้นบกในแอฟริกาเหนือ เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1942 เยอรมันได้เข้ารุกรานเขตเสรี เดอ ลัทร์ ผู้บัญชาการทหารกองพลทหารที่ 16 ที่เมืองมงเปอลีเยได้ขัดคำสั่งไม่ให้ต่อสู้กับฝ่ายเยอรมัน และเป็นนายพลที่แข็งกร้าวเพียงคนเดียวที่ออกคำสั่งให้กองกำลังทหารทำการต่อต้านผู้รุกราน เขาถูกจับกุมแต่หลบหนีมาได้และแปรพักตร์ให้กับฝรั่งเศสเสรีของชาร์ล เดอ โกล เมื่อปลายปี ค.ศ. 1943 ตั้งแต่ ค.ศ. 1943 ถึง ค.ศ. 1945 เขาได้เป็นหนึ่งในผู้นำระดับอาวุโสของกองทัพปลดปล่อย โดยทำหน้าที่บัญชาการกองกำลังที่กำลังยกพลขึ้นบกทางตอนใต้ของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1944 จากนั้นก็ได้เข้าต่อสู้รบไปจนถึงแม่น้ำไรน์และดานูบ เขาได้บัญชาการกองกำลังทหารอเมริกันจำนวนมาก เมื่อกองทัพน้อยสหรัฐที่ 21 ได้รับมอบหมายให้เป็นกองทัพที่ 1 ของเขาในช่วงสมรภูมิรบที่กอลมาร์พ็อกเกต เขายังได้เป็นผู้แทนฝรั่งเศสในการลงนามตราสารยอมจำนนของเยอรมนีในกรุงเบอร์ลิน เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ. 1945

เขาได้กลายเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองกำลังฝรั่งเศสในเยอรมนีใน ค.ศ. 1945 จากนั้นได้เป็นผู้ตรวจการกองทัพ และหัวหน้าคณะเสนาธิการแห่งกองทัพฝรั่งเศส ในเดือนมีนาคม ค.ศ. เขาได้กลายเป็นรองประธานของ CSG ตั้งแต่ ค.ศ. 1948 ถึง ค.ศ. 1950 เขาได้ทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองกำลังสหภาพตะวันตก(Western Union) ใน ค.ศ. 1951 เขาได้เป็นข้าหลวงใหญ่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดในอินโดจีนและผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพน้อยรบนอกประเทศตะวันออกไกลของฝรั่งเศส สามารถเอาชนะสงครามกับพวกเหวียตมิญมาหลายครั้ง ลูกชายเพียงคนเดียวของเขาก็ถูกสังหารที่นั่น จากนั้นก็ได้ล้มป่วยลงทำให้เขาต้องเดินทางกลับไปยังปารีสซึ่งเขาได้เสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งใน ค.ศ. 1952 เขาได้รับยศเป็นจอมพลแห่งฝรั่งเศสหลังมรณกรรมใน ค.ศ. 1952 ในช่วงพิธีงานศพของเขา