จนกว่าจะได้รักกัน

ละครโทรทัศน์ไทย

จนกว่าจะได้รักกัน (อังกฤษ: Love at First Night) เป็นละครแนวสุขนาฏกรรมจินตนิยม ซึ่งดัดแปลงจากนวนิยายและละครโทรทัศน์เรื่องลิขิตกามเทพ ของอาริตา[1] จากการกำกับของ นก-ณธภร พัชรชญานนท์[2] นำแสดงโดย ปริญ สุภารัตน์ และ อุรัสยา เสปอร์บันด์ ออกอากาศทุกวันจันทร์และอังคาร เวลา 20:30 น. (เวลามาตรฐานไทย) เริ่มตอนแรกวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2567

จนกว่าจะได้รักกัน
เค้าโครงจากลิขิตกามเทพ
บทประพันธ์อาริตา
บทละครโทรทัศน์ภัทรนันทน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา
กำกับโดยณธภร พัชรชญานนท์
ผู้ช่วยผู้กำกับ
  • ภริษา สิงหวัฒนกูล
  • เอกลักษณ์ นวลพรหม
นักแสดง
ดนตรีแก่นเรื่องเปิดบอกทีว่าเธอก็รู้สึก – ปริญ สุภารัตน์อุรัสยา เสปอร์บันด์
ดนตรีแก่นเรื่องปิดแปลได้สองทาง – ชนกันต์ รัตนอุดม
ประเทศแหล่งกำเนิดไทย
ภาษาต้นฉบับไทย
จำนวนตอน20
การผลิต
ผู้จัดละครพลังธรรม กล่อมทองสุข
สถานที่ถ่ายทำ
  • จังหวัดจันทบุรี
  • จังหวัดสระบุรี
  • จังหวัดนครราชสีมา
  • จังหวัดพังงา
กำกับภาพศรีชล อินทรกัณหา
ลำดับภาพDOGBACKDEE
ถ่ายภาพ
  • จักรชัย แก้วแสงใส
  • เบ็ญจมินทร์ จิตรมา
  • พงษ์ศักดิ์ อรัญญา
  • สุทธิภัทร อุตอามาตร์
กล้องหลายกล้อง
ความยาวตอน90 นาที
บริษัทผู้ผลิตรักละคร
ออกอากาศ
สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 เอชดี
ออกอากาศ25 มีนาคม 2567 (2567-03-25) –
28 พฤษภาคม 2567 (2567-05-28)
ละครเรื่องก่อนหน้ามือปราบมหาอุตม์
ละครเรื่องถัดไปในวันที่ฝนพร่างพราย

เรื่องย่อ

แก้

เรื่องราวของ อาโป (อุรัสยา เสปอร์บันด์) สถาปนิกสาวที่เพิ่งถูก เกม (กัมมัญญ์ กลมแก้ว) แฟนหนุ่มนอกใจไปมีคนอื่นแบบต่อหน้าต่อตา จำต้องแต่งงานกับ ภูดิน (วิลลี่ แมคอินทอช) นักธุรกิจหนุ่มใหญ่คราวพ่อเจ้าของ ภูดินปาร์ค เพื่อแลกกับการชดใช้หนี้ที่พ่อแม่ของเธอที่เสียไปแล้วกู้เงินจากภูดินมาเพื่อเลี้ยงดูเธอตามคำสั่งของ ดาริน (ชนานา นุตาคม) ผู้เป็นป้า โดยที่เธอไม่รู้เลยว่าภูดินก็คือพ่อของ เหมือง (ปริญ สุภารัตน์) ผู้ชายที่ช่วยชีวิตเธอตอนจมน้ำระหว่างไปพักผ่อนที่ทะเลหลังจากอกหักโดยใช้ชื่อปลอมว่า วิว จนเผลอใจไปมีสัมพันธ์แบบวันไนท์สแตนด์ ทำให้เหมืองโกรธอาโปและเข้าใจผิดคิดว่าเธอจะมาหลอกลวงพ่อของเขา

นักแสดง

แก้

ข้อโต้เถียง

แก้

ในฉากเปิดตัวละครเรื่อง จนกว่าจะได้รักกัน ได้มีชาวเน็ตนำไปเทียบแบบช็อตต่อช็อตว่าคล้ายคลึงกับซีรีส์เกาหลีเรื่องความรักในเมืองใหญ่ หรือ Lovestruck in the City เมื่อปี 2020 ที่นำแสดงโดย จี ชัง-อุก และคิม จี-ว็อน อยู่หลายจุด จนคิดว่าได้มีการซื้อลิขสิทธิ์นำมาสร้างใหม่[1]

อ้างอิง

แก้