เปิดเมนูหลัก

การรุกรานญี่ปุ่นของมองโกล

การรุกรานญี่ปุ่นของมองโกล (ญี่ปุ่น: 元寇 โรมาจิGenkō) เป็นเหตุการณ์ที่กองทัพของจักรวรรดิมองโกล เข้ารุกรานญี่ปุ่นสองครั้ง ในปี ค.ศ. 1274 และ ค.ศ. 1281

การรุกรานญี่ปุ่นของมองโกล
เป็นส่วนหนึ่งของ การขยายอาณาเขตของจักรวรรดิมองโกล
Mōko Shūrai Ekotoba.jpg
การบุกเอโกโตบะของมองโกล:
ทหารมองโกลและเกาหลีเผชิญหน้ากับซามูไร
วันที่ 4-19 พฤศจิกายน ค.ศ. 1274
9 มิถุนายน - 21 สิงหาคม ค.ศ. 1281
สถานที่ ญี่ปุ่น (คีวชู)
ผลลัพธ์ ชัยชนะของญี่ปุ่น
การเสื่อมถอยของจักรวรรดิมองโกล
คู่ขัดแย้ง
จักรวรรดิมองโกล
Sasa Rindo.svg ญี่ปุ่น
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
ฮินตู (Hintu)
ฮงดากู
หลิวฟู๋เฮง
อาลาเตมูร์
โชนิ ซูเกโยชิ
โชนิ สึเน็ตสึเกะ
โชนิ คาเงซูเกะ
โอโตโมะ โยริยาซุ
กำลัง
1274: 23,000 กำลังผสมของมองโกล, จีน และ เกาหลี
300 เรือรบขนาดใหญ่
400-500 เรือรบขนาดรอง
1281: 2 กองกำลังผสมของมองโกล, จีน และ เกาหลี
  • 100,000 นาย และ 3,500 เรือรบ
  • 40,000 นาย และ 900 เรือรบ
1274: 100,000 นาย
1281: 290,000 นาย
กำลังพลสูญเสีย
1274: 22,500 เสียชีวิตก่อนขึ้นฝั่ง
1281: 130,500 เสียชีวิตก่อนขึ้นฝั่ง
1274/1281: เล็กน้อย

ขณะนั้น จักรวรรดิมองโกลขณะนั้นปกครองดินแดนมากกว่าครึ่งของทวีปเอเชีย และบางส่วนของทวีปยุโรป เป็นชาติมหาอำนาจที่เป็นที่หวั่นเกรงของทุกอาณาจักร ได้นำพาเกาหลีภายใต้ราชวงศ์โครยอ ซึ่งยอมสวามิภักดิ์ต่อมองโกลมาเป็นแนวร่วมในการรุกรานญี่ปุ่น

แม้มองโกลจะมีกำลังทหารที่เหนือกว่าญี่ปุ่นมหาศาล แต่การรุกรานทั้งสองครั้งของมองโกลประสบความล้มเหลวอย่างยิ่งยวดอันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติที่ร้ายแรง การสูญเสียไพร่พลและทรัพยากรมหาศาลจากการรุกรานทั้งสองครั้ง เป็นการนำมาซึ่งการเสื่อมถอยของจักรวรรดิมองโกล จนล่มสลายในอีก 87 ปีต่อมา

เบื้องหลังแก้ไข

ภายหลังการแผ่ขยายอาณาเขตของมองโกลอย่างรวดเร็วในปี ค.ศ. 1231-1259 พระเจ้าโคจงแห่งโครยอทรงตระหนักว่า มันยากเย็นนักที่จะต่อต้านมองโกลที่มีกำลังทหารอย่างมหาศาล และการต่อต้านมองโกลนั้นก็อาจจะนำมาซึ่งผลที่ร้ายแรง ดังนั้น เกาหลีจึงได้ยินยอมเป็นประเทศราชของจักรวรรดิมองโกล ในปี ค.ศ. 1258 จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1270 เมื่อมองโกลสามารถยึดครองเกาหลีได้อย่างสมบูรณ์ กุบไล ข่าน จึงได้สถาปนาราชวงศ์หยวนแห่ง จักรวรรดิมองโกลขึ้นอย่างสมบูรณ์

ญี่ปุ่นในขณะนั้นปกครองโดย "ชิกเก็ง" (ผู้สำเร็จราชการแทนโชกุน) ที่มาจากตระกูลโฮโจ ซึ่งเป็นตระกูลที่กุมอำนาจบริหารประเทศมาตั้งแต่ ค.ศ. 1203 ในนามของโชกุน แห่งรัฐบาลโชกุนคามากูระ ซึ่งขณะนั้นมีโชกุนคือ เจ้าชายโคเรยาซุ

การทูตแก้ไข

ในปี ค.ศ. 1266 กุบไล ข่าน ได้ส่งคณะทูตไปยังญี่ปุ่น โดยมีผู้รับสาส์นคือโฮโจ โทกิมูเนะ ผู้สำเร็จราชการแทนโชกุน (มีการถวายต่อราชสาส์นไปยังพระราชวังหลวงเกียวโตเช่นกัน) โดยมีเนื้อความในราชสาสน์ว่า:

ขอน้อมนำอาณัติแห่งสวรรค์ ข่านแห่งมองโกลผู้ทรงเดชานุภาพมีราชสาส์นนี้ถึงพระเจ้าแผ่นดินญี่ปุ่นผู้ทรงอำนาจสูงสุดแห่งแดนน้อยอันร่วมขัณฑสีมา นานมาแล้วที่ได้เป็นห่วงถึงสัมพันธ์ของเราอันจะนำพาไปสู่การเป็นมิตรไมตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับแต่บรรพชนของข้ารับบัญชาจากสวรรค์ ดินแดนไกลนับไม่ถ้วนได้ปฏิเสธพลังอำนาจอันน้อยนิดของเรา โครยอได้แสดงไมตรีจิตที่เรายุติสงครามและได้บูรณะประเทศตลอดจนราษฎรของพวกเขาเมื่อข้าได้ขึ้นครองราชย์ สัมพันธ์ของเรานั้นซื่อสัตย์ประดุจพ่อลูก ซึ่งเราคิดว่าท่านทราบเรื่องนี้แล้ว โครยอเป็นประเทศราชทางบูรพาของเรา ซึ่งญี่ปุ่นก็ได้เป็นพันธมิตรต่อโครยอในบางโอกาสพร้อม ๆ กับจีนนับแต่ก่อกำเนิดชาติของท่านมา อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นไม่เคยส่งทูตมาเลยนับแต่การเถลิงราชย์ของข้า เราเกรงว่าอาณาจักรท่านอาจยังไม่ทราบเรื่องนี้ ดังนั้นเราจึงส่งคณะทูตพร้อมกับสาส์นของเราเพื่อแสดงความปรารถนาของเราเป็นพิเศษอันจะนำไปสู่ความสัมพันธ์อันดีงามระหว่างกันและกันนับแต่บัดนี้ไป เราคาดหวังว่าชาติทั้งหมดจะเป็นครอบครัวหนึ่งเดียว เราต่างมีหนทางที่เห็นควรยกเว้นในกรณีที่เราเข้าใจกัน ไม่มีใครปรารถนาที่จะใช้ความรุนแรง[1]

ซึ่งครั้งนี้ โทกิมูเนะได้นำเรื่องนี้ปรึกษาหารือและพิจารณาอย่างรอบคอบ ซึ่งเขาก็ตัดสินใจที่จะไม่ให้คำตอบใด ๆ กลับไป

ฝ่ายมองโกลก็ไม่ลดละความพยายาม ได้ส่งคณะทูตมาอีก 4 ครั้งพร้อมผู้ติดตามจากโครยอระหว่างปี 1269-1271 ซึ่งการมาเยือนแต่ละครั้งก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นบก ทางราชสำนักในเกียวโตมีคำแนะนำมาถึงโทกิมูเนะให้ยอมรับข้อเสนอของโครยอ เนื่องจากราชสำนักในเกียวโตเกรงแสนยานุภาพของมองโกล โทกิมูเนะยังคงทำเช่นเดิมคือไม่ตอบกลับใด ๆ ในขณะเดียวกันก็สั่งการขุนนางและกลุ่มซามูไรในเกาะคีวชู ซึ่งอยู่ใกล้กับโครยอมากที่สุดให้เตรียมรับมือภัยสงครามที่อาจมาถึง

การรุกรานครั้งแรกแก้ไข

 
ภาพวาดเรือรบของมองโกลถูกทำลายโดยไต้ฝุ่น โดยคิกูชิ โยไซ ค.ศ. 1847

กุบไล ข่าน มีความปรารถนาอย่างมากที่จะทำสงครามต่อญี่ปุ่นในช่วงต้นปี 1268 หลังจากได้ได้รับการปฏิเสธมาแล้วถึงสองครั้ง แต่ก็พบว่าจักรวรรดิมองโกลยังขาดแคลนทรัพยากรและงบประมาณที่เพียงพอต่อการจัดตั้งกองเรือรบในเวลานั้น จนกระทั่งภายหลังจากมองโกลดำเนินนโยบายกลืนชาติเกาหลีโดยการที่ราชธิดาของกุบไลข่านได้อภิเษกสมรสกับรัชทายาทแห่งโครยอ การต่อเรือและจัดตั้งกองเรือรบจึงเริ่มขึ้นในชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาหลี ในขณะเดียวกันมองโกลก็เรียกร้องให้ญี่ปุ่นยอมจำนนอยู่เนือง ๆ

ต่อมาในปี 1271 กุบไลข่านก็ได้สถาปนาราชวงศ์หยวน และในปี 1272 นั้นเอง พระเจ้าชุงยอลแห่งโครยอก็ได้เสนอไปยังกุบไลข่าน ว่า "ญี่ปุ่นยังไม่ทราบว่าโลกนั้นศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นการส่งทูตและทหารของเราไปยังญี่ปุ่น เรือรบและทหารต้องถูกเตรียมให้ดี หากทรงแต่งตั้งหม่อมฉันแล้วโซร้ หม่อมฉันจะประจักษ์ให้พระองค์ทรงเห็นในกำลังของหม่อมฉัน"[2] ซึ่งตามประวัติศาสตร์ของหยวน ก็ได้บันทึกไว้ว่า "กษัตริย์แห่งโครยอทูลถามกุบไลข่านสำหรับการพิชิตญี่ปุ่น ในการต่อเรือรบ 150 ลำและสนับสนุนชัยชนะเหนือญี่ปุ่น"[3]

ในที่สุด เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1274 กองเรือผสมของกองทัพจักรวรรดิมองโกล ด้วยดำลังทหารมองโกลและจีน 15,000 นายและทหารโครยอ 8,000 นาย พร้อมทั้งเรือรบขนาดใหญ่ 300 ลำและเรือรบขนาดรอง 400-500 ลำ และเข้าประชิดอ่าวฮากาตะบนเกาะคีวชู ทันทีที่ทัพมองโกลยกพลขึ้นบก ก็ถูกโจมตีจากทหารญี่ปุ่นและซามูไรราว 10,000 นายที่ตั้งทัพรออยู่ ญี่ปุ่นแม้จะมีประสบการณ์ในการจัดการกำกำลังพลขนาดใหญ่ (ระดมพลทั้งหมดของคีวชูเหนือ) แต่เนื่องจากมองโกลซึ่งครอบครองอาวุธชาวต่างชาติซึ่งรวมถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เหนือกว่า (อาทิ ระเบิดเซรามิก ธนูเจาะเกราะ) มองโกลจึงพิชิตกองทัพญี่ปุ่นง่ายดายในการต่อสู้ภาคพื้นดินที่อ่าวฮากาตะ ทั้งนี้มองโกลยังไม่สามารถรุกคืบต่อไปได้ ต้องรอกำลังเสริมอีกบางส่วน

และเมื่อกำลังเสริมมาถึงและกองทัพมองโกลเตรียมยกพลขึ้นฝั่ง ในตอนรุ่งสาง พายุไต้ฝุ่นที่มีความรุนแรงอย่างมหาศาลก็ได้มาถึง ณ ที่นั้น และได้พัดทำลายกองเรือมองโกลเสียหายไปอันมาก ทหารมองโกลต่างกระโดดหนีเอาชีวิตรอด ทหารจำนวนหลายพันจมน้ำเสียชีวิต ที่รอดชีวิตก็ว่ายน้ำหนีตายขึ้นฝั่งฮากาตะ แต่ก็ถูกกองทัพซามูไรสังหารเสียชีวิตและบางส่วนถูกจับเป็นเชลย อย่างไรก็ตาม เรือของญี่ปุ่นซึ่งมีขนาดเล็กกว่าและมีความคล่องตัวสูงซึ่งรอดจากพายุก็ได้ขึ้นโจมตีเรือรบมองโกลที่เหลือ

ภายหลังจากการรุกราน กองเรือพันธมิตรของมองโกลที่เหลืออยู่ก็กลับไปยังโครยอ และชาวญี่ปุ่นได้เทิดทูนว่าพายุลูกนั้นว่าเป็นพายุที่เทพเจ้าบันดาลมาปกป้องญี่ปุ่น และตั้งชื่อให้ว่า "คามิกาเซะ" (วายุเทพ)

ภายหลังการรุกรานครั้งแรกแก้ไข

พัฒนาการของญี่ปุ่นแก้ไข

 
กำแพงหินที่ฮากาตะเป็นที่กำบังและยุทธศาสตร์ที่ดีเยี่ยม ในการรับมือกองทัพมองโกล

หลังจากที่ได้รับชัยชนะโดยอาศัยโชคในศึกครั้งแรก ทำให้ฝ่ายการเมืองต่าง ๆ ในญี่ปุ่นตระหนักถึงศึกภายนอกมากขึ้น รัฐบาลโชกุนคามากูระสามารถกระชับอำนาจจากฝ่ายต่าง ๆ ได้และการเมืองมีความมั่นคงขึ้น ดังนั้นในปี ค.ศ. 1275 รัฐบาลโชกุนคามากูระได้มีความพยายามอย่างมากต่อการเตรียมการรับมือสำหรับการรุกรานจากมองโกล ซึ่งทางญี่ปุ่นมั่นใจว่าจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่ นอกจากนี้ รัฐบาลยังจัดระเบียบของซามูไรในคีวชู และสั่งให้ก่อสร้างกำแพงหินขนาดใหญ่ (ญี่ปุ่น: 石塁 โรมาจิSekirui) และการป้องกันอื่น ๆ ในจุดที่จะเพิ่มศักยภาพด้านการรบ เช่นอ่าวฮากาตะ ที่มีการสร้างกำแพงหินสูงสองเมตรขึ้นในปี 1276 ในด้านศาสนา ศาลเจ้าต่าง ๆ ถูกสร้างขึ้นใหม่หลังจากที่คราวก่อนถูกทำลายโดยกองทัพหยวน

ท่าทีของมองโกลแก้ไข

ภายหลังจากที่การรุกรานครั้งแรกประสบความล้มเหลว กุบไลข่านก็ได้ส่งราชทูต 5 คนไปยังคีวชู (นับเป็นครั้งที่ 5) เพื่อให้ยอมจำนน แต่ก็ไม่ได้รับการตอบกลับจากการที่ โฮโจ โทกิมูเนะ ผู้สำเร็จราชการแทนโชกุนได้ตอบโต้ด้วยการตัดหัวเหล่าทูตหยวน [4] ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังมีสุสานของพวกเขาในคามากูระที่ทัตสึโนกูจิ[2]

การที่ราชทูตถูกประหารทำให้ทางหยวนไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น กุบไลข่านก็ยังเห็นว่าอาจเป็นด้วยการสื่อสารที่ผิดพลาด หรือสารไม่ถึงที่หมาย จึงได้จัดให้มีการส่งคณะทูตชุดใหม่ไปเจรจาอีกครั้ง (เป็นครั้งที่ 6) ในปี ค.ศ. 1279 แต่กระนั้นโทกิมูเนะก็สั่งให้ประหารทูตเหมือนเดิม

การรุกรานครั้งที่สองแก้ไข

 
ซามูไรขึ้นโจมตีเรือรบของหยวน ค.ศ. 1281

มิถุนายน ค.ศ. 1281 กองเรือมองโกลแบ่งออกเป็นสองกองเรือ กองเรือแรกประกอบด้วยเรือรบ 900 ลำที่มีกำลังพลมองโกล จีน และเกาหลี ราว 40,000 นาย ส่วนกองเรือที่สองจากจีนตอนใต้นั้นประกอบด้วยเรือรบ 3,500 ลำที่มีกำลังพลราว 100,000 นาย เดิมแผนการของมองโกลคือการรวมกลุ่มเรือรบและโจมตีอย่างประสานงานกัน แต่เนื่องด้วยกองเรือหลักของจีนนั้นล่าช้าจากการจัดเตรียมกองเรือและทหารจำนวนมหาศาล กองเรือจากเกาหลีจึงลงมือก่อนและก็ประสบกับความสูญเสียอย่างหนักที่เกาะสึชิมะจนต้องสั่งถอยทัพ ต่อมาในฤดูร้อน กองเรือเกาหลีและจีนก็สามารถยึดเกาะอิกิได้สำเร็จ และเข้าโจมตีเกาะคีวชู ที่เรียกว่า "การรบที่โคอัง" (弘安の役 Kōan noeki) หรือ "ศึกครั้งที่สองแห่งหาดฮากาตะ" แต่จากการรับมือที่ดีพร้อมของญี่ปุ่น ทำให้กองกำลังของมองโกลถูกผลักดันกลับไปที่เรือของเขา กองทัพของญี่ปุ่นซึ่งมีจำนวนมากกว่าอย่างมากได้เสริมกำลังตามแนวชายฝั่งนั้นสามารถที่จะป้องกันกองหนุนของมองโกลได้อย่างง่ายดาย จนกระทั่งวันที่ 15 สิงหาคม พายุไต้ฝุ่นคามิกาเซะก็ได้พัดเข้าสู่ชายฝั่งของคีวชูเป็นเวลาถึงสองวัน ทำลายกองเรือของมองโกลพินาศไปเกือบทั้งหมด [5] ทหารมองโกลและพันธมิตรเสียชีวิตกลางทะเลมากกว่าแสนนาย

สาเหตุส่วนหนึ่งที่กองเรือของมองโกลและพันธมิตรอับปางลงจากพายุนั้น มาจากการที่โครยอและจีนเร่งรีบในการต่อเรือเกินไป ประกอบกับเรือแบบโครยอและซ่งใต้ซึ่งมีลักษณะที่เอื้ออำนวยในการออกทะเลมากกว่านั้นมีค่าบำรุงรักษาและค่าใช้จ่ายสูงเกินไป ดังนั้นจึงต้องต่อเรือแบบเดิมกับการรุกรานครั้งแรกขึ้น[6] ซึ่งมีท้องเรือที่แบนราบ (เรือเดินสมุทรโดยทั่วไปจะมีกระดูกงูโค้งเพื่อป้องกันการล่ม) เป็นเรื่องยากที่จะใช้เรือลักษณะดังกล่าวในทะเลที่มีพายุไต้ฝุ่น

อ้างอิงแก้ไข

  1. ข้อความดั้งเดิมเป็นอักษรจีน: 上天眷命大蒙古國皇帝奉書日本國王朕惟自古小國之君境土相接尚務講信修睦況我祖宗受天明命奄有區夏遐方異域畏威懷德者不可悉數朕即位之初以高麗無辜之民久瘁鋒鏑即令罷兵還其疆域反其旄倪高麗君臣感戴來朝義雖君臣歡若父子計王之君臣亦已知之高麗朕之東藩也日本密邇高麗開國以來亦時通中國至於朕躬而無一乘之使以通和好尚恐王國知之未審故特遣使持書布告朕志冀自今以往通問結好以相親睦且聖人以四海為家不相通好豈一家之理哉以至用兵夫孰所好王其圖之不宣至元三年八月日
  2. ประวัติศาสตร์ของโครยอ『高麗史』世家巻第二十七 元宗十三年 三月己亥(11 มีนาคม 1272) 「惟彼日本 未蒙聖化。 故發詔使 繼糴軍容 戰艦兵糧 方在所須。儻以此事委臣 庶幾勉盡心力 小助王師」[1]
  3. ประวัติศาสตร์ของหยวน『元史』 卷十二 本紀第十二 世祖九 至元十九年七月壬戌(9 สิงหาคม 1282)「高麗国王請、自造船百五十艘、助征日本。」
  4. Reed, Edward J. (1880). Japan: its History, Traditions, and Religions, p. 291., p. 291, ที่ Google Books
  5. Winters, Harold et al. (2001). Battling the Elements, p. 14., p. 14, ที่ Google Books
  6. ประวัติศาสตร์ของโครยอ 『高麗史』 列伝巻十七 「若依蛮様則工費多将不及期」「用本國船様督造」

ข้อมูลเพิ่มเติมแก้ไข

  • Mongol Invasion Scrolls Online - an interactive viewer detailing the Moko Shurai Ekotoba, developed by Professor Thomas Conlan.
  • Mongol Invasions of Japan - selection of photos by Louis Chor.
  • Mongol Invasions Painting Scrolls - more illustrations from the Moko Shurai Ekotoba.
  • ประวัติศาสตร์ของโครยอ 高麗史 full text from the National Diet Library of Japan [3] [4] [5]
  • Sasaki, Randall James (2008), The origin of the lost fleet of the Mongol Empire (PDF) (An MA thesis discussing the construction of the invasion fleet, and the discovery of its remains by modern underwater arcaeologists)