การกัดเซาะชายฝั่ง

การกัดเซาะชายฝั่ง (อังกฤษ: coastal erosion) เกิดจากพลังของคลื่น ลม และกระแสน้ำขึ้นลง (tidal ranges) ที่ส่งผลกระทบต่อชายฝั่งทำให้มีการสึกกร่อนพังทลายไป และเป็นต้นเหตุของการเกิดรูปร่างลักษณะของชายฝั่งทะเลที่แตกต่างกันไปตามสถานที่ต่างๆชายฝั่งที่พบลักษณะการกัดเซาะส่วนมากมักเป็นบริเวณชายฝั่งทะเลน้ำลึก ที่ลักษณะของชายฝั่งมีความลาดชันลงสู่ท้องทะเล ทำให้คลื่นลม และกระแสน้ำสามารถกัดเซาะชายฝั่งได้อย่างรุนแรง

การพังทลายของหน้าผาในฮันสแทนทัน มณฑลนอร์โฟล์ค ประเทศอังกฤษ มีสาเหตุมาจากการกัดเซาะชายฝั่งของคลื่น ลม และกระแสน้ำขึ้นลง

ลักษณะภูมิประเทศ

แก้
 
เขาตาปู จังหวัดพังงา

การกัดเซาะจากคลื่น ลม สามารถทำให้ชายฝั่งทะเลเปลี่ยนแปลงเกิดเป็นภูมิประเทศลักษณะต่าง ๆ (erosional landforms) ดังนี้

หน้าผาชันริมทะเล (Sea Cliff)
พบในบริเวณที่ชายฝั่งมีภูเขาหรือเทือกเขาอยู่ติดกับทะเล หรือชายฝั่ง โดยมีการวางตัวของชั้นหินในแนวเอียงเทหรือแนวตั้งฉากกับทะเล คลื่นจะกัดเซาะชายฝั่งทำให้เกิดภูมิประเทศเหมือนหน้าผาริมทะเลขึ้น สามารถพบได้บริเวณฝั่งทะเลยุบตัว สำหรับประเทศไทยจะอยู่บริเวณชายฝั่งด้านทะเลอันดามัน
เว้าทะเล (Sea Notch)
เกิดจากการกัดเซาะของคลื่นและการกัดกร่อนละลายของหินบริเวณฐานของหน้าผาชันที่ติดกับทะเลหรือชายฝั่ง จะเห็นเป็นรอยเว้าในแนวระดับซึ่งจะขนานไปกับระดับน้ำทะเลในช่วงเวลาและยุคต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นหลักฐานสำคัญที่จะใช้ในการวิเคราะห์ระดับน้ำทะเลในอดีตเทียบกับระดับน้ำทะเลในปัจจุบันได้
โพรงหินชายฝั่ง (Grotto) หรือ ถ้ำทะเล (Sea Cave)
จะเป็นถ้ำที่พบตามบริเวณชายฝั่งทะเล หรือชายฝั่งของเกาะต่างๆ โดยการเกิดถ้ำชนิดนี้จะเกี่ยวข้องกับการกัดเซาะของคลื่นที่หน้าผาชายฝั่งเป็นเวลานานติดต่อกัน จนทำเกิดเป็นช่องหรือโพรงเข้าไป ในช่วงแรกอาจเป็นโพรงขนาดเล็ก (grotto) แต่เมื่อได้รับอิทธิพลจากน้ำฝนและน้ำใต้ดินมาช่วยก็กลายเป็นโพรงขนาดใหญ่ หรือเป็นถ้ำ (cave) ที่เราพบในปัจจุบัน
ถ้ำลอด (Sea Arch)
เป็นลักษณะทางธรณีสัณฐานที่มีความสำคัญมากเนื่องจากมีความสวยงาม จึงเป็นที่นิยมของคนในการเข้าไปท่องเที่ยวเนื่องจากมีลักษณะพิเศษคือจะเห็นเป็นโพรงหรือถ้ำที่เปิดทะลุออกสู่ทะเลทั้งสองด้าน โดยถ้ำลอดที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย คือ ถ้ำลอดที่อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา จังหวัดพังงา และเขาช่องกระจก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
สะพานหินธรรมชาติ (Natural Bridge)
เกิดจากการกระทำของคลื่นและลมที่กัดเซาะแนวหินบริเวณที่ยืนเข้าไปในทะเล โดยในระยะแรกจะเกิดโพรงหินชายฝั่งขึ้นแต่เนื่องจากการกัดเซาะเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งสองด้าน จนในที่สุดโพรงก็ทะลุถึงกัน ซึ่งหินส่วนที่เหลืออยู่เหนือโพรงที่สามรถวางตัวอยู่ได้โดยไม่ถล่มลงมาจะทำให้มีลักษณะคล้ายสะพานเกิดขึ้น ลักษณะสะพานหินที่สามารถพบได้ในประเทศไทยจะตั้งอยู่ที่เกาะไข่ ในอุทยานแห่งชาติตะรุเตา จังหวัดสตูล
เกาะหินโด่ง (Stack)
หินหรือโขดหินแนวตั้งที่แยกโดดออกมาห่างจากแผ่นดินหรือเกาะที่อยู่ใกล้เคียง จะเกิดได้จากการที่หน้าผาหินยื่นเกินออกไปในทะเล คลื่นและลมกัดเซาะบริเวณส่วนเชื่อมต่อซึ่งไม่แข็งแรงเป็นเวลานาน จนในที่สุดส่วนที่เชื่อมต่อเกิดการพังทลายจมลงไปในน้ำ เหลือเพียงโขดหินที่ตั้งโดดเด่นแยกออกมาต่างหาก โดยในอดีตส่วนที่เคยเชื่อมต่อนั้นอาจเป็นแนวหิน สะพานหินธรรมชาติ หรือถ้ำลอดขนาดใหญ่ก็ได้ แต่เพราะน้ำหนักของหินส่วนบนที่เชื่อมต่ออยู่มีมากเกินกว่าจะสามารถคงอยู่ได้จึงเกิดความไม่สมดุล ในตอนท้ายจึงเกิดการหักพังหรือยุบถล่มลงจมอยู่ใต้น้ำ เราจะพบลักษณะเกาะหินโด่งในประเทศไทยได้ที่เขาตาปูในอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา จังหวัดพังงา

การป้องกัน

แก้

ในปัจจุบันมีการศึกษาปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งในหลายรูปแบบ ทำให้มีการพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าวและคิดหาวิธีป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งดังนี้ [1]

กำแพงกันคลื่น (seawall) เป็นกำแพงใช้วัสดุทั้งหินและคอนกรีตในการสร้าง แต่บ้างพื้นที่พบว่าการสร้างกำแพงจะเร่งอัตราการผุพังของหาดให้สูงขึ้น โดยเฉพาะใต้ผนังของกำแพง จึงมีการ rip rap วางไว้หน้ากำแพงเพื่อสลายแรงของคลื่น

คันดักทราย (groin) เป็นโครงสร้างที่วางตั้งฉากกับชายหาดเพื่อดักทรายไม่ให้ไหลไปตามกระแสคลื่นที่เคลื่อนไปตามแนวเลียดเฉียงกับฝั่ง

เขื่อนกันทรายและคลื่น (jetty) มีลักษณะคล้ายกับคันดักทรายแต่จะยาวและแข็งแรงกว่ามาก นิยมสร้างบริเวณปากแม่น้ำเพื่อป้องกันตะกอนทรายมาทับถมปากแม่น้ำ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการคมนาคมทางเรือ

เขื่อนกันคลื่น (breakwater) เป็นลักษณะโครงสร้างใช้ชะลอความเร็วของน้ำที่เข้ากระทบฝั่ง จะวางเป็นระยะ ๆ ขนานไปกับชายฝั่ง บางพื้นที่นิยมใช้บริเวณท่าเรือเพื่อป้องกันคลื่นที่อาจสร้างความเสียหายต่อเรือ วัสดุนั้นมีหลายประเภทได้แก่การใช้ท่อนไม้ฟังเป็นแนว ใช้หินก้อนขนาดใหญ่กองรวมกันเป็นแถว ในประเทศไทยจะนิยมใช้กอนหินกองรวมกันมากที่สุด ส่วนในประเทศญี่ปุ่นใช้แท่งคอนกรีตรูปทรง 4 แฉก หรือคอนกรีตที่สร้างขึ้นลักษณะคล้ายโอ่งและมีรูพรุนรอบโอ่ง

การสร้างหาดใหม่ (beach renourishment) เป็นการเติมทรายในหาดเพื่อขยายต่อเติมหาดที่ถูกกัดเซาะ แต่วิธีนี้จะให้งบประมาณสูงมากและไม่ใช่การแก้ปัญหาแบบถาวร


ดูเพิ่ม

แก้

อ้างอิง

แก้
  1. ภัยหลบลี้, สันติ (6 November 2019). "การป้องกันชายฝั่ง". มิตรเอิร์ธ - mitrearth. สันติ ภัยหลบลี้. สืบค้นเมื่อ 18 March 2023.
  • Donald J. P. Swift, Coastal Erosion and Transgressive Stratigraphy, The Journal of Geology. Vol. 76, No. 4 (Jul., 1968), pp. 444-456 Published by: The University of Chicago Press
  • Komar, P.D., CRC handbook of coastal processes and erosion. 1983 Jan 01.