กองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น

"กองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น" เปลี่ยนทางมาที่นี่ สำหรับความหมายอื่น ดูที่ กองทัพเรือญี่ปุ่น (แก้ความกำกวม)

กองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น
JMSDF Emblem.svg
ตราประจำกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น
สถาปนา 1 กรกฎาคม 1954; 66 ปีก่อน (1954-07-01)[1]
ประเทศ  ญี่ปุ่น
รูปแบบ กองทัพเรือ
บทบาท สงครามทางทะเล
กำลังรบ กำลังพล 50,800 นาย
เรือ 254 ลำ[2][3]
อากาศยาน 346 ลำ[4]
กองบัญชาการ อิชิกายะ แขวงชินจูกุ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
เพลงหน่วย มาร์ชเรือรบ (กุงกัง) เกี่ยวกับเสียงนี้ เล่น
ยุทโธปกรณ์ เรือดำน้ำ 19 ลำ
เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ 4 ลำ
เรือพิฆาต 26 ลำ
เรือฟริเกต 10 ลำ
เรือพิฆาตคุ้มกัน 6 ลำ
เรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ 3 ลำ
เรือกวาดทุ่นระเบิด 30 ลำ
เรือตรวจการณ์ 6 ลำ
เรือฝึก 8 ลำ
(เรือช่วยรบ 21 ลำ)
ผู้บังคับบัญชา
จอมทัพ Naval Standard of the Prime Minister of Japan.svg นายกรัฐมนตรี โยชิฮิเดะ ซูงะ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม Naval Standard of the Minister of Defence of Japan.svg ทาโร โคโนะ
ผู้บัญชาการทหารสูงสุด Flag of Chief of Staff, Joint Staff (JSDF).svg พลเอก โคจิ ยามาซากิ
ผู้บัญชาการทหารเรือ Flag of Chief of Staff, Maritime Self Defense Force.svg พลเรือเอก ฮิโรชิ ยามามูระ
เครื่องหมายหน่วย
ธงผู้บังคับการเรือ JP Naval Masthead pennant.svg
ธงกองทัพเรือ Naval Ensign of Japan.svg

กองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลของญี่ปุ่น มีประวัติมายาวนาน ในช่วง ศตวรรษที่ 20 จนถึง กลางศตวรรษ กำลังทางเรือญี่ปุ่นมีความก้าวหน้ามาก กองทัพเรือญี่ปุ่นในช่วงนั้นถือได้ว่าเป็นมหาอำนาจชาติหนึ่ง แต่ว่าเมื่อแพ้สงครามโลก กองทัพเรือญี่ปุ่นได้ถึงจุดตกต่ำสุด เมื่อปี ค.ศ. 1954 รัฐบาลญี่ปุ่น ได้จัดตั้งกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลและอากาศขึ้น

กองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลก็ค่อย ๆ เติบโตบวกกับประสบการณ์การสร้างเรือรบมาตลอดของญี่ปุ่น ทำให้วันนี้กองทัพเรือญี่ปุ่นหรือกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเล เป็นกองทัพเรือที่ทันสมัยอย่างมากและมีเรือรบที่เพียงพอต่อยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศญี่ปุ่น

การจัดวางกำลังแก้ไข

ประเทศญี่ปุ่นเป็นหมู่เกาะ มีเกาะขนาดใหญ่มาก ๆ ถึง 4 เกาะและเกาะเล็ก ๆ อีกสามพันกว่า ๆ มีทะเลล้อมรอบทั้งทะเลญี่ปุ่นที่ใกล้ทวีปเอเซีย และทางมหาสมุทรแปซิฟิค ที่เป็นทะเลเปิด เพราะฉะนั้น กองกำลังป้องกันตนเองทางเรือของญี่ปุ่น (JMSDF) จึงต้องจัดวางกำลังและขีดความสามารถในการป้องกันตนเองให้มากที่สุด กองกำลังป้องกันตนเองทางเรือของญี่ปุ่น (JMSDF) มีกำลังพลประมาณ 45,800 นาย

กองเรือภาคที่ 1 มีฐานทัพเรืออยู่ที่ โยโกซูกะ ซึ่งรับผิดชอบด้านตะวันออกและตอนกลางของเกาะญี่ปุ่นที่ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิค

กองเรือภาคที่ 2 มีฐานทัพเรืออยู่ที่ ซาเซโบะ รับผิดชอบทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะญี่ปุ่นหรือทะเลญี่ปุ่นตอนล่าง

กองเรือภาคที่ 3 มีฐานทัพเรืออยู่ 2 แห่งคือที่ มาอิซุรุ และ โอมินาโตะ มีพื้นที่รับผิดชอบครอบคลุมพื้นที่ตอนกลางของญี่ปุ่นที่ติดทางฝั่งทะเลญี่ปุ่น และตอนเหนือของญี่ปุ่นคือรอบ ๆ เกาะฮกไกโด

กองเรือภาคที่ 4 มีฐานทัพเรืออยู่ที่ คุเระ มีพื้นที่รับผิดชอบตอนกลางช่วงล่างของญี่ปุ่นและพื้นที่โดยรอบเกาะชิโกกุ ที่ติดกับฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิค

เรือรบแก้ไข

กองเรือหลักป้องกันตนเอง ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 4 กองเรือหลัก ในแต่ละกองเรือหลักจะมีอยู่ 2 หมวดเรือ ซึ่งจะกระจายไปในกองเรือภาคและฐานทัพเรือประจำภาคต่าง ๆ มีหน้าที่หลักโดยตรงก็คือป้องกันตนเอง รักษาดูแลน่านน้ำรอบ ๆ เกาะญี่ปุ่น ปกป้องผละประโยชน์และทรัพยาการทางทะเลเหมือนกับกองทัพเรือของทุกประเทศนั่น การจัดกำลังหมวดเรือจะมี เรือพิฆาตบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ (DDH) , เรือพิฆาต (หนัก) ติดอาวุธปล่อยนำวิถี (DDG), เรือพิฆาต (DD) รวมถึงเรือพิฆาตเบาหรือจัดอยู่ประเภทเรือฟริเกต (DE) ในอัตราหมวดละ 3-4 ลำ กองเรือประจำภูมิภาค ซึ่งอาจจะคล้าย ๆ กับภารกิจกองเรือตรวจอ่าวของบ้านเรา กองเรือประจำภูมิภาคจะมีอยู่ 5 หมวดเรือซึ่งประจำการอยู่ในภูมิภาคและฐานทัพเรือทั้ง 5 ฐานทัพเรือและรับผิดชอบในแต่ละพื้นที่ จากภูมิศาสตร์ที่เป็นเกาะ ซึ่งจะมีหน้าที่ลาดตระเวนตรวจการณ์หรืออาจร่วมกับกองเรือหลักป้องกันตนเอง เพราะฉะนั้นจึงต้องใช้เรือที่มีขนาดใหญ่และมี เช่น เรือพิฆาต (DD) และ เรือพิฆาตเบาหรือจัดอยู่ประเภทเรือฟริเกต (DE) ในอัตราหมวดละ 3-4 ลำ เป็นกองกำลัง

กองเรือดำน้ำ ของกองกำลังป้องกันตนเองทางเรือของญี่ปุ่น (JMSDF) จะมีอยู่ 2 กองเรือดำน้ำคือกองเรือดำน้ำที่1 (หมวด 1, 3 และ5) กับกองเรือดำน้ำที่ 2 (หมวด 2 และ 4) หมวดละ 3-4 ลำ ซึ่งกองเรือดำน้ำญี่ปุ่นมีเรือดำน้ำประจำการอยู่ทั้งหมด 17 ลำ (อนาคตเพิ่มอีก 3 ลำ) ซึ่งถือว่ามากพอสมควรนะครับ มีฐานทัพอยู่ 2 แห่งคือ โยโกซูกะ ที่กองเรือดำน้ำที่ 2 ใช้เป็นฐานทัพและ คิเระ ที่มีกองเรือดำน้ำที่ 1 ประจำการอยู่และอย่างที่ทราบเรือดำน้ำทุกลำผลิตเองใช้งานในประเทศ

กองเรือกวาดทุ่นระเบิด ถือว่าเป็นกองเรือที่มีความจำเป็นต่อทุกกองทัพเรือนอกเหนือจากเรือรบหลัก เพราะสงครามทุ่นระเบิดก็มีผลมากถ้าถูกปิดล้อมโดยการวางทุ่นระเบิด ถึงแม้รอบ ๆ เกาะญี่ปุ่นจะเป็นทะเลเปิดแต่ก็มีบางพื้นที่ถ้าถูกปิดอย่างทะเลญี่ปุ่นก็จะส่งผลต่อการเดินทางทางทะเล กองเรือกวาดทุ่นระบิดของของกองกำลังป้องกันตนเองทางเรือของญี่ปุ่น (JMSDF) มีเรือพี่เลี้ยงและสนับสนุนเรือกวาดทุ่นระเบิด, เรือกวาดทุ่นระเบิดไกลฝั่งและเรือกวาดทุ่นระเบิดใกล้ฝั่ง รวม ๆ กันประมาณ 30 ลำซึ่งกองเรือกวาดทุ่นระเบิดจะมีฐานทัพอยู่ที่โยโกซูกะ และ คิเระ เหมือนกับกองเรือดำน้ำ

กองเรือยกพลขึ้นบกและลำเลียง จะเป็นกองเรือที่ให้การสนับสนุนการรบยกพลขึ้นบกทั้งทหารราบและรถถัง ยานเกราะขนาดต่าง ๆ ตามความเหมาะสม ซึ่งมีเรือสงครามสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกขนาดใหญ่ (LST) จำนวน 3 ลำสามารถบรรทุก ยาน LCAC รถถังและยานเกราะ รวมถึงเฮลิคอปเตอร์, เรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ (LSU), เรือยกพลขึ้นบกขนาดกลาง (LCU) อย่างละ 2 ลำ, เรือระบายพลขนาดต่าง ๆ (LCM) รวมถึงยานสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก (LCAC) อีก 6 ลำ ซึ่งกองเรือยกพลจะมีฐานทัพหลักอยู่ที่ โยโกซูกะ และบางส่วนก็กระจายไปตามอีก 4 ฐานทัพเรือที่เหลือ

กองเรือสนับสนุน จะเป็นกองเรือสนับสนุนในด้านต่าง ๆ เช่น เรือส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่ (AMS) , เรือเติมน้ำมันขนาดใหญ่ (AOE) ซึ่งเรือทั้งสองประเภทสามารถส่งเสบียงและเติมน้ำมันได้ในกลางทะเล มีไม่กี่ประเทศที่สามารถทำภารกิจแบบนี้ได้ ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งที่มีศักยภาพด้านนี้นะครับ นอกจากนี้ก็ยังมี เรือตัดน้ำแข็ง (AGB), เรือสำรวจทะเลลึกและเรืออุทกศาสตร์ (AGS-ASE), เรือกู้ภัยช่วยเหลือโดยใช้เรือดำน้ำและเรือกู้ภัยเรือดำน้ำ (ASR-AS) และเรือประเภทต่าง ๆ สำหรับใช้งานในการสนับสนุน ซึ่งกองเรือสนับสนุนนี้จะมีฐานทัพหลักอยู่ที่ โยโกซูกะและฐานทัพเรืออื่น ๆ ตามภารกิจ

กองเรือฝึก จะมีหน้าที่สำหรับฝึกฝึกนักเรียนนายเรือและกำลังพลโดยเฉพาะ ซึ่งทางกองกำลังป้องกันตนเองทางเรือของญี่ปุ่น (JMSDF) มีเรือที่ออกแบบมาเป็นเรือฝึกโดยตรงอยู่ 1 ลำ และก็ได้ทำการปรับปรุงเรือพิฆาตชั้น ฮัทซูยุกิ และ อซากิริ อย่างละ 2 ลำมาปรับปรุงเป็นเรือฝึก ซึ่งกำลังพลหรือนักเรียนนายเรือ สามารถทำการฝึกฝนได้เหมือนจริง เพราะระบบอาวุธและระบบต่าง ๆ ก็ไม่แตกต่างจากเรือรบหลักที่ประจำการเท่าไหร่ รวมไปถึงการปรับปรุงเรือดำน้ำชั้น ฮารุชิโอะ 2 ลำให้เป็นเรือดำน้ำฝึกด้วย เพื่อสร้างศักยภาพให้กำลังพลเรือดำน้ำ นอกจากนี้ ยังกองบัญชาการฝึกทางเรือและทางอากาศ และหน่วยงานด้านอื่น ๆ

กำลังรบทางเรือของกองกำลังป้องกันตนเองทางเรือของญี่ปุ่น (JMSDF) จะประกอบด้วย

เรือพิฆาตบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ (DDH) 4 ลำแก้ไข

(ชั้น Hyuga 2 ลำและชั้น Shirane 2 ลำ)

ชั้น Hyugaแก้ไข

ขนาด
  • ระวางขับน้ำปกติ 13,950 ตัน เต็มที่ 19,000 ตัน
  • ความยาว 197 เมตร กว้าง 33 เมตร
เครื่องจักร
  • เครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์ จำนวน 4 เครื่องขนาด 75,000 KW มีเพลาใบจักร 2 เพลา
ความเร็ว
  • 30 นอต
ระบบอำนวยการรบ

ATECS (advanced technology command system)

  • OYQ-10 advanced combat direction system
  • FCS-3 AAW system
  • OQQ-21 ASW system
  • NOLQ-3C EW system
  • OPS-20C surface search radar

ระบบอาวุธ

  • MK 41 VLS จำนวน 16 ท่อยิงใช้สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีพื้น-สู่-อากาศแบบ ESSM (Evolved Sea Sparrow Missile) และจรวดปราบเรือดำน้ำ RUM-139 VL ASROC

ระวางขับน้ำ 18,000 ตัน(สูงสุด)

  • ตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำแฝดสาม 2 แท่นยิง
  • ระบบป้องกันระยะประชิด Phalanx (CIWS) จำนวน 2 ระบบ
  • ปืนกลขนาด 12.7 มม.

เฮลิคอปเตอร์ประจำบนเรือ

  • SH-60 3 เครื่อง
  • MCH-101 1 เครื่อง

ชั้น Shiraneแก้ไข

ขนาด
  • ระวางขับน้ำปกติ 5,200 ตัน เต็มที่ 7,500 ตัน
เครื่องจักร
  • เครื่องยนต์กังหันไอน้ำเทอร์โบชาร์จ 2 ตัวและเครื่องยนต์เทอร์ไบน์อีก 2 ตัว ให้กำลังขนาด 52 MW โดยมีเพลาใบจักร 2 เพลา
ความเร็ว

31 นอต

ระบบอาวุธ
  • อาวุธปล่อยนำวิถีพื้น-สู่-อากาศพิสัยใกล้แบบ Sea Sparrow Missile บนแท่นยิง 8 ท่อยิง
  • จรวดปราบเรือดำน้ำ ASROC MK 112 (8 ท่อยิง)
  • ตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ MK 46 บนแท่นยิงแฝดสามแบบ MK 32 จำนวน 2 แท่นยิง,
  • ระบบป้องกันระยะประชิด Phalanx (CIWS) จำนวน 2 ระบบ
  • ปืนใหญ่ขนาด 5 นิ้ว (127 มม.) Mark 42 จำนวน 2 กระบอก
เฮลิคอปเตอร์ประจำบนเรือ
  • SH 60 J(K) Seahawk 3 เครื่อง

เรือพิฆาต (หนัก) ติดอาวุธปล่อยนำวิถี (DDG) 8 ลำแก้ไข

(ชั้น Kongo 4 ลำ, ชั้น Atago 2 ลำ, ชั้น Tachikaze 2 ลำ)

ชั้น Kongoแก้ไข

ขนาด
  • ระวางขับน้ำปกติ 7,500 ตัน เต็มที่ 9,500 ตัน


เครื่องจักร
  • เครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์ 4 เครื่อง ขนาด 75 MW มีเพลาใบจักร 2 เพลา
  • มีความยาว 161 เมตร กว้าง 21 เมตร
ความเร็ว
  • 30 นอต
ระบบอำนวยการรบ
  • AN/SPY-1D
  • OPS-28 surface search radar
  • OQS-102 bow mounted sonar
  • Electronic warfare

& decoys: NOLQ-2 intercept / jammer

ระบบอาวุธ
  • อาวุธปล่อยนำวิถีพื้น-สู่-พื้น RGM 84 Harpoon 2 แท่น ๆ ละ 4 ท่อยิง
  • ระบบแท่นยิงแนวดิ่งแบบ MK 41 VLS สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีพื้น-สู่-อากาศพิสัยกลางแบบ SM-2 MR Standard และรุ่น SM 3 Standard IA (หัวเรือ 29 ลูกและท้ายเรือ 61 ลูก) และจรวดปราบเรือดำน้ำ RUM VL 139 ASROC (ยิงแนวดิ่ง)
  • ตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ MK 46 หรือ Type 73 บนแท่นยิงแฝดสามแบบ Type 68 จำนวน 2 แท่นยิง
  • ระบบป้องกันระยะประชิด Phalanx (CIWS) จำนวน 2 ระบบ
  • ปืนใหญ่ขนาด 5 นิ้ว (127 มม.) Oto-Breda จำนวน 1 กระบอก
เฮลิคอปเตอร์ประจำบนเรือ
  • SH 60 J(K) Seahawk 1 เครื่อง

ชั้น Atagoแก้ไข

ขนาด
  • ระวางขับน้ำปกติ 7,700 ตัน เต็มที่ 10,000+ ตัน
  • มีความยาว 170 เมตร กว้าง 21 เมตร
เครื่องจักร

ขับเคลื่อนด้วยระบบ เครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์ 4 เครื่อง ขนาด 75 MW มีเพลาใบจักร 2 เพลา

ความเร็ว
  • 30 นอต
ระบบอำนวยการรบ

processing systems: AN/SPY-1D(V) radar OPS-28E surface search radar AN/SQS-53C sonar

3 x AN/SPG-62 FCS AN/SQQ-89 Mk 46 Optronic director Mk 160 FCS Mk 116 FCS Electronic warfare & decoys: ESM/ECM:NOLQ-2 4 x Mark 36 SRBOC

ระบบอาวุธ
  • อาวุธปล่อยนำวิถีพื้น-สู่-พื้น SSM 1 B (Type 90) ที่ญี่ปุ่นพัฒนาเองใช้ยิงโจมตีทำลายเรือรบ
  • ระบบแท่นยิงแนวดิ่งแบบ MK 41 VLS ใช้สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีพื้น-สู่-อากาศพิสัยกลางแบบ SM-2 MR Standard (หัวเรือ 64 ลูกและท้ายเรือ 32 ลูก) และจรวดปราบเรือดำน้ำ RUM 139 ASROC (ยิงแนวดิ่ง)
  • ตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ MK 46 หรือ Type 73 บนแท่นยิงแฝดสามแบบ Type 68 จำนวน 2 แท่นยิง
  • ระบบป้องกันระยะประชิด Phalanx (CIWS) จำนวน 2 ระบบ
  • ปืนใหญ่ขนาด 5 นิ้ว (127 มม.) MK 45 Mod 4,จำนวน 1 กระบอกและปืน 12.7 มม.
เฮลิคอปเตอร์ประจำบนเรือ
  • SH 60 J(K) Seahawk 1 เครื่อง

ชั้น Tachikazeแก้ไข

ขนาด
  • ระวางขับน้ำปกติ 4,700 ตัน
  • ความยาว 150 เมตร กว้าง 16.4 เมตร
เครื่องจักร

เครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์ 4 เครื่อง ของ Rolsl-Royce Spey และ Rolsl-Royce Olympus อย่างละ 2 เครื่องมีเพลาใบจักร 2 เพลา ขนาด 54,000 KW ทำความเร็วได้ถึง 30 นอต

ระบบอาวุธ
  • ระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้น-สู่-พื้น RGM 84 Harpoon ใช้ยิงโจมตีทำลายเรือรบ2 แท่น ๆ ละ 4 ท่อยิง
  • อาวุธปล่อยนำวิถีพื้น-สู่-อากาศพิสัยกลางแบบ SM-2 MR Standard บนแท่นยิงเดี่ยว
  • จรวดปราบเรือดำน้ำ RUM 139 ASROC
  • ตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ MK 46 บนแท่นยิงแฝดสามแบบ Type 68 จำนวน 2 แท่นยิง
  • ระบบป้องกันระยะประชิด Phalanx (CIWS) จำนวน 2 ระบบ
  • ปืนใหญ่ขนาด 5 นิ้ว (127 มม.) Mark 42 จำนวน 2 กระบอก
เฮลิคอปเตอร์ประจำบนเรือ
  • SH 60 J(K) Seahawk 1 เครื่อง

เรือพิฆาตติดอาวุธปล่อยนำวิถี (DD) 33 ลำแก้ไข

(ชั้นMurasame 9 ลำ, ชั้นTakanami 5 ลำ, ชั้น Asagirii 6 ลำ ชั้น Akizuki 4 ลำ)

ชั้น Murasameแก้ไข

ขนาด
  • ระวางขับน้ำปกติ 4,550 ตัน เต็มที่ 6,100 ตัน
  • มีความยาว151 เมตร กว้าง 17.4 เมตร
เครื่องจักร
  • ขับเคลื่อนด้วยระบบ เครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์ 4 เครื่อง ของ Kawasaki Rolls-Royce Spey และ Ishikawajima Harima LM-2500 อย่างละ 2 เครื่องและ 2 เพลา
ระบบอาวุธ
  • ระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้น-สู่-พื้น SSM 1 B (Type 90)
  • ระบบท่อยิงแนวดิ่งแบบ MK 48 VLS จำนวน 16 ท่อยิงใช้สำหรับปล่อยนำวิถีพื้น-สู่-อากาศแบบ ESSM (Evolved Sea Sparrow Missile)
  • ระบบท่อยิงแนวดิ่งแบบ MK 41 VLS จำนวน 16 ท่อยิงใช้สำหรับจรวดปราบเรือดำน้ำ RUM 139 VL ASROC
  • ตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ MK 46 หรือ Type 73 บนแท่นยิงแฝดสามแบบ Type 68 จำนวน 2 แท่นยิง
  • ระบบป้องกันระยะประชิด Phalanx (CIWS) จำนวน 2 ระบบ
  • ปืนใหญ่ขนาด 76 มม. OTO Melara 3 จำนวน 1 กระบอก
เฮลิคอปเตอร์ประจำบนเรือ
  • SH 60 J(K) Seahawk 1 เครื่อง

ชั้นTakanamiแก้ไข

  • ระวางขับน้ำปกติ 4,650 ตัน เต็มที่ 6,300 ตัน
  • มีความยาว151 เมตร กว้าง 17.4 เมตร
เครื่องจักร
  • ขับเคลื่อนด้วยระบบ เครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์ 4 เครื่อง ของ Kawasaki Rolls-Royce Spey และ Ishikawajima Harima LM-2500 อย่างละ 2 เครื่องและ 2 เพลา
ระบบอาวุธ
  • ระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้น-สู่-พื้น SSM 1 B
  • ระบบท่อยิงแนวดิ่งแบบ MK 41 VLS จำนวน 32 ท่อยิงใช้สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีพื้น-สู่-อากาศแบบ ESSM (Evolved Sea Sparrow Missile)
  • จรวดปราบเรือดำน้ำ RUM 139 VL ASROC, ตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ MK 46 หรือ Type 73 บนแท่นยิงแฝดสามแบบ Type 68 จำนวน 2 แท่นยิง
  • ระบบป้องกันระยะประชิด Phalanx (CIWS) จำนวน 2 ระบบ
  • เรือพิฆาต (เบา) หรือเรือฟริเกต (DE) 6 ลำ
  • ปืนใหญ่ขนาด 5 นิ้ว (127 มม.) รุ่นOto-Breda จำนวน 1 กระบอก
เฮลิคอปเตอร์ประจำบนเรือ
  • SH 60 J(K) Seahawk 1 เครื่อง

ชั้นAsagiriแก้ไข

  • ระวางขับน้ำปกติ 3,500 ตัน เต็มที่ 4,900 ตัน
  • มีความยาว 137 เมตร กว้าง 14.6 เมตร
เครื่องจักร

ขับเคลื่อนด้วยระบบ เครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์ 4 เครื่อง เครื่องมีเพลาใบจักร 2 เพลา ขนาด 54,000 KW ทำความเร็วได้ถึง 30 นอต

ระบบอาวุธ
  • ระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้น-สู่-พื้น RGM 84 Harpoon ใช้ยิงโจมตีทำลายเรือรบ 2 แท่น ๆ ละ 4 ท่อยิง
  • อาวุธปล่อยนำวิถีพื้น-สู่-อากาศพิสัยใกล้แบบ Sea Sparrow Missile Mark 29 บนแท่นยิง 8 ท่อ
  • ระบบป้องกันระยะประชิด Phalanx (CIWS) จำนวน 2 ระบบ
  • จรวดปราบเรือดำน้ำ RUM 139 ASROC และตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ MK 46 บนแท่นยิงแฝดสามแบบ HOS-301 จำนวน 2 แท่นยิง
  • ปืนใหญ่ขนาด 76 มม. Otobreda จำนวน 1 กระบอก
เฮลิคอปเตอร์ประจำบนเรือ
  • SH 60 J(K) Seahawk 1 เครื่อง

ชั้น Akizukiแก้ไข

  • ระวางขับน้ำปกติ 5,000 ตัน เต็มที่ 6,800 ตัน
  • มีความยาว 150.5 เมตร กว้าง 18.3 เมตร
เครื่องจักร
  • เคลื่อนด้วยระบบ เครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์ 4 เครื่องเพลาใบจักร 2 เพลา ทำความเร็วได้ถึง 30 นอต
ระบบอำนวยการรบ
  • ATECS (advanced technology command system)
  • OYQ-11 ACDS
  • FCS-3A AAW system
  • OQQ-22 ASW system
  • NOLQ-3D EW system
ระบบอาวุธ
  • ระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้น-สู่-พื้น Type 90 ใช้ยิงโจมตีทำลายเรือรบ 2 แท่น ๆ ละ 4 ท่อยิง
  • ระบบท่อยิงแนวดิ่งแบบ MK 41 VLS จำนวน 32 ท่อยิงใช้สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีพื้น-สู่-อากาศแบบ ESSM (Evolved Sea Sparrow Missile)
  • จรวดปราบเรือดำน้ำ RUM 139 ASROC (DD 115) และ Type07 VL-ASROC (DD 116 to DD 118)
  • ระบบป้องกันระยะประชิด Phalanx (CIWS) จำนวน 2 ระบบ
  • ตอร์ปิโดปราบเรือดำน้ำ MK 46 บนแท่นยิงแฝดสามแบบ HOS-301 จำนวน 2 แท่นยิง
  • ปืนใหญ่ขนาด 127 มม. caliber Mark 45 จำนวน 1 กระบอก
เฮลิคอปเตอร์ประจำบนเรือ
  • SH 60 J(K) Seahawk 1 เครื่อง

ชั้น Abukumaแก้ไข

6 ลำ

  • เริ่มประจำการปี 1989
  • ระวางขับน้ำ 2000 ตัน
  • ระวางขับน้ำเต็มที่ 2,550 ตัน
  • อาวุธ ปืนเรือ 76 มม., อาวุธปล่อยนำวิถีพื้น-สู่-พื้น RGM 84 Harpoon 2 ท่อยิง 8 ลูก, ASROC 8 ลูก, ตอร์ปิโดแบบ HOS-301 2 แท่นยิง 6 ลูก, Phalanx CIWS 1 ระบบ

เรือตรวจการณ์ติดอาวุธปล่อยนำวิถี (PG)แก้ไข

ชั้น Hayabusaแก้ไข

  • เรือตรวจการณ์ติดอาวุธปล่อยนำวิถี (Guided Missile Patrol craft) ชั้น Hayabusa เรือตรวจการ หรือ Patrol Boats (PB)-(PG) ความเร็วสูง ของญี่ปุ่น

Hayabusa ถูกสร้างตั้งแต่ปี 2000 ถึงปี 2004 โดยทาง JMSDF ตั้งใจจะเอามาทดแทน PG 1 Go ที่ไม่เหมาะกับทะเลเปิดขนาดใหญ่แบบญี่ปุ่น (PG 1 Go ที่ได้แบบมาจาก Sparviero-class ของอิตาลีนั้น เหมาะกับทะเลปิดมากกว่าโดยตัวเรือนั้น ถูกต่อขึ้นที่อู่ ชิโมโนะเซกิ(Shimonoseki) ซึ่งเป็นอู่เอกชนขนาดเล็ก (แต่เป็นคนละอู่กับที่สร้าง เรือเร็วโจมตีขีปนาวุธ PG 1 Go) โดยเริ่มต้นวางกระดูกงู ในเดือน พฤศจิกายน ปี 2000 และทยอยต่อเข้าประจำการ จนครบ 6 ลำในเดือน มีนาคม ปี 2004 เพื่อลบข้อด้อยของ PG 1 Go ที่มีขนาดเล็ก ทางผู้ออกแบบจึงได้ขยายแบบเรือ ให้ใหญ่ขึ้น 4 เท่าติดอาวุธให้หนักขึ้น และใช้เครืองยนต์ที่มีกำลังสูงขึ้น โดยได้นำระบบ Water Jet ที่ถือว่าเป็นนวัตกรรมที่ใหม่มากๆ ในสมัยนั้นมาใช้ จึงทำให้ Hayabusa เป็นเรือเร็วโจมตี ติดอาวุธปล่อยนำวิถี ที่ทำความเร็วสูงและมีอาวุธที่หนักมากในยุคนั้น

  • ระบบอาวุธ Weapon systems

มีระบบอาวุธปล่อยพื้น-สู่-พื้น แบบท่อคู่ SSM 1 B (Type 90 ship-to-ship missile) ซึ่งมีช่วงหมัดยาวถึง 200 km แต่มีน้ำหนักเพียง 260 kg เท่านั้น สำหรับทำลายเรือรบ, ปืนใหญ่ขนาด 76 มม.Otobreda รุ่น super rapid จำนวน 1 กระบอก และปืนกลขนาด 12.7 มม จำนวน 2 กระบอก

  • ระบบตรวจจับ Sensors / radars

เรดาร์JRC OPS-20 ที่มีรูปแบบเป็น I-band ที่คลื่นความถี่ 8 ถึง 10 GHz

  • ระบบขับเคลื่อน Propulsion

เรือชั้น Hayabusa มีระวางขับน้ำสูงสุด 240 ตัน มีความยาว 50.1 เมตรและกว้าง 8.4 เมตร ขับเคลื่อนด้วยระบบ General electric LM 500-G07 Gas-turbine จำนวน 3 เครื่อง สามารถทำความเร็วได้สูงสุด 46 นอต(ประมาณ 85 กม.ต่อชั่วโมง) มีพลประจำเรือ 21 นาย เรือชั้นนี้ถูกสร้างขึ้นมา จำนวนทั้งสิ้น 6 ลำคือ PG 824 Hayabusa,PG 825 Wakataka,PG 826 Otaka,PG 827 Kumataka,PG 828 Umitaka และ PG 829 Shirataka

  • Hayabusa class Patrol boats
  • PG-824 - PG-829
  • เริ่มประจำการปี 2002
  • จำนวน 6ลำ
  • ข้อมูลเรือ
  • ผู้สร้าง MHI's Shimonoseki Shipyard & Machinery Works
  • ยาว 50.1 ม.
  • กว้าง 8.4 ม.
  • กินน้ำลึก 1.7 ม.
  • ระวางขับน้ำ ปกติ 200 ตัน, สูงสุด 240 ตัน
  • ระบบขับเคลื่อน แก๊สเทอร์ไบน์ 3 เครื่อง
  • ความเร็ว 46 น็อต
  • ระวางขับน้ำ 200 ตัน
  • อาวุธ ปืนประจำเรือขนาด 76มม., ปืนกล 12.7มม. 2 กระบอก, ขีปนาวุธโจมตีเรือ SSM-1B 4 ลูก
  • เป้าลวง Mk 36 decoys จำนวน 2 ชุด

เรือสนับสนุนการกวาดทุ่นระเบิด (MST-MCL) 4 ลำ (ชั้น Uraga มี 2 ลำ, ชั้น Nijima มี 1 ลำ, ชั้น Ieshima มี 1 ลำ) เรือดำน้ำ (SS) 17 ลำ (ชั้น Soiyu 4 ลำ, ชั้น Harushio 2 ลำ, ชั้น Oyashio 11 ลำ)


เรือกวาดทุ่นระเบิดไกลฝั่ง (ทะเลลึก) (MSO) 3 ลำ (ชั้น Yaeyama มี 3 ลำ)

เรือกวาดทุ่นระเบิดใกล้ฝั่ง (MSC) 19 ลำ (ชั้น Sugashima 12 ลำ, ชั้น Uwajima 7 ลำ)

เรือสงครามสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกขนาดใหญ่ (LST) 3 ลำ (ชั้น Osumi 3 ลำ)

เรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ (LSU) 2 ลำ (ชั้น Yura 2 ลำ)

เรือยกพลขึ้นบกขนาดกลาง (LCU) 2 ลำ (ชั้น I-Go 2 ลำ)

เรือระบายพล (LCM) 12 ลำ (LCM ชั้น YF 2121 จำนวน 10 ลำ, LCM ชั้น YF 2150 จำนวน 2 ลำ)

ยานเบาะอากาศสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก (LCAC) 6 ลำ

เรือส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่ (AMS) 5 ลำ (ชั้น Hiuchi 5 ลำ)

เรือเติมน้ำมันขนาดใหญ่ (AOE) 5 ลำ (ชั้น Mashu 2 ลำ, ชั้น Towada 3 ลำ)

เรือสำรวจอุทกศาสตร์ (AGS) 4 ลำ เรือสำรวจทางทะเล (ASE) 2 ลำ เรือตัดน้ำแข็ง (AGB) 1 ลำ เรือสำหรับวางเคเบิลใต้น้ำ (ARC) 1 ลำ เรือกู้ภัยเรือดำน้ำ (ASR) 1 ลำ เรือสนับสนุนกู้ภัยเรือดำน้ำ (AS) 1 ลำ

เรือฝึก (TV) 5 ลำ (ชั้น Kashima 1 ลำ, ชั้น Hatsuyuki 2 ลำ, ชั้น Asagiri 2 ลำ)

เรือดำน้ำฝึก (TSS) 2 ลำ (ชั้น Harushio 2 ลำ)

เรือพี่เลี้ยงและสนับสนุนการฝึก (ATS) 2 ลำ (ชั้น Tenryu 1 ลำ, ชั้น Kurobe 1 ลำ)

 
ธงประจำกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น

เรือรบในอนาคตแก้ไข

  • เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ชั้นฮารุกะ (ปล่อยลงน้ำ 1 ลำส่วนอีกลำกำลังก่อสร้างคาดว่าจะปล่อยลงน้ำในปี 2009)
  • เรือพิฆาต 5000 ตัน (4 ลำกำลังก่อสร้าง)
  • เรือดำน้ำชั้นโซริว (ปล่อยลงน้ำ1ลำกำลังก่อสร้าง 2 ลำ 1 ลำกำลังวางแผน)
  • เรือพิฆาตบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ 22DDH DDH -183 (วางแผนต่อ 2 ลำ วางกระดูกแล้ว 1 ลำ คาดแล้วเสร็จปี 2015)

อากาศยานแก้ไข

กองบินนาวีของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลของญี่ปุ่น (JMSDF)

นอกจากกำลังทางเรือแล้วก็ยังมีกำลังทางอากาศในส่วนของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลของญี่ปุ่น หรือเรียกกันเข้าใจง่าย ๆ ว่า กองบินนาวี ซึ่งมีสำนักงานหรือกองบัญชาการตั้งอยู่ที่ อัทซูกิ และมีฐานบินอยู่ถึง 7 แห่ง คือ อัทซูกิ, เคโนยะ, ฮาชิโนเฮะ, นาฮา, ทาเทะยะมะ, โอมูระ และอิวาคูนิ ซึ่งส่วนใหญ่มีภารกิจตรวจการณ์ทางทะเล ค้นหาช่วยเหลือผู้ประสบภัย ลำเลียงทางยุทธวิธี ปราบเรือดำน้ำอย่างเช่น เครื่องบิน P 3 C Orion ที่มีประจำการถึง 80 เครื่อง (ประเทศไทยมีใช้งานตั้ง 3 เครื่อง) หรือ เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ SH 60 J/K Seahawk ที่มีประจำการแค่ 130 เครื่องกองบินนาวีของญี่ปุ่นถือว่าเป็นกองบินนาวีที่มีขนาดใหญ่ประเทศหนึ่งของโลกซึ่งแบ่งออกเป็น

อากาศยาน ประเภท รุ่น ประจำการ[5] หมายเหตุ
Fixed-wing aircraft
Lockheed P-3 Orion ลาดตระเวนทางทะเล
ลาดตระเวนทางอิเล็กทรอนิกส์
ลาดตระเวน
ทดสอบอาวุธ
ฝึกลาดตระเวนทางอิเล็กทรอนิกส์
P-3C
EP-3C
OP-3C
UP-3C
UP-3D
80
5
4
1
3
*P-3C ต่อต้านเรือเรือดำน้ำและต่อต้านเรือรบ
Kawasaki P-1 ลาดตระเวนทางทะเล XP-1 2 มีแผนจะนำมาทดแทน P-3C ทั้งหมด
NAMC YS-11 เครื่องบินขนส่ง YS-11T 3 มีแผนจะทดแทนด้วยเครื่องบิน KC-130R[6]
KC-130 Hercules เติมน้ำมันทางอากาศ KC-130R 6 ลำที่ปลดประจำการ ได้รับการปรับปรุงกลับเข้าประจำการ[7]
Learjet 35 เครื่องบินขนส่ง U-36A 4
Beechcraft King Air เครื่องบินขนส่ง/สื่อสาร
เครื่องบินฝึก
LC-90
TC-90
5
27
Fuji T-5 เครื่องบินฝึก T-5 50
ShinMaywa US-1 ค้นหาและกู้ภัย US-1A 2
ชินเมวะ ยูเอส-2 ค้นหาและกู้ภัย US-2 5 ทดแทนเครื่องบิน US-1A
เฮลิคอปเตอร์
Mitsubishi SH-60 ลาดตระเวนทางทะเล SH-60J
SH-60K
97 ต่อต้านเรือดำน้ำ
CH-53E Super Stallion เฮลิคอปเตอร์กวาดทุ่นระเบิด MH-53E 10
AgustaWestland AW101 เฮลิคอปเตอร์กวาดทุ่นระเบิด
เฮลิคอปเตอร์ลำเลียง
MCH-101
CH-101
7 7 ลำและมีคำสั่งซื้อเพิ่ม ทดแทน MH-53E
MD Helicopters MD 500 เฮลิคอปเตอร์ฝึก OH-6D
OH-6J
5
4
Eurocopter EC 135 เฮลิคอปเตอร์ฝึก TH-135 6 9 ลำและมีคำสั่งซื้อเพิ่ม
UH-60 Black Hawk ค้นหาและกู้ภัย UH-60J 19

อากาศยานในอนาคตแก้ไข

Kawasaki P-1 ได้เปิดตัวครั้งแรกในฐานอากาศกิฟูเมือวันที่28 กันยายน ปี2007 เป็นเครื่องบินปราบเรือดำน้ำของญี่ปุ่นที่ญี่ปุ่นสร้างเองมีความทันสมัยมาก คาดว่าจะผลิตเพื่อทดแทนเครื่องบิน P-3C

ดูเพิ่มแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. "History - Japanese Maritime Self Defense Force". Japan Ministry of Defense. สืบค้นเมื่อ 23 May 2020.
  2. "C㎩qFM[Fʐ^M[Fq́i͒j". สืบค้นเมื่อ 25 December 2014.
  3. "海上自衛隊:ギャラリー:潜水艦(艦艇)". สืบค้นเมื่อ 25 December 2014.
  4. "Flightglobal - World Air Forces 2015" (PDF). Flightglobal.com.
  5. "World Air Forces 2013". Flightglobal.com
  6. Kyle Mizokami (2012-02-27). "The Mystery of Japan's KC-130 Buy". Japan Security Watch. Archived from the original on 2020-08-03.
  7. Sale Gives New Life to Excess C-130s - Defense-Aerospace.com, March 7, 2013

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข