กบฏวังหลวง เกิดเมื่อวันที่ 26–27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492 เป็นเหตุการณ์ที่ "ขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์" พันธมิตรทางการเมืองของปรีดี พนมยงค์ นายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 7 ซึ่งมีทั้งทหารเรือและอดีตสมาชิกเสรีไทย หวังยึดอำนาจการปกครองประเทศคืนหลังรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2490 แม้ขบวนการฯ จะชนะในช่วงแรกและยึดสถานที่สำคัญได้หลายแห่ง แต่สุดท้ายผู้ก่อการเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ ผลทำให้ปรีดี พนมยงค์และพันธมิตรทางการเมืองหมดอำนาจโดยสิ้นเชิง

กบฏวังหลวง
กบฏวังหลวง.jpg
ทหารหน้าพระบรมมหาราชวัง
วันที่26-27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492 (73 ปีที่แล้ว)
สถานที่พระนคร
ผล

กบฏล้มเหลว

คู่สงคราม
Seal of the Office of the Prime Minister of Thailand.svg รัฐบาล "ขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์"
ผู้บังคับบัญชาและผู้นำ
จอมพล แปลก พิบูลสงคราม
พลตรี สฤษดิ์ ธนะรัชต์
พลโท กาจ กาจสงคราม
พันเอก ถนอม กิตติขจร
ปรีดี พนมยงค์
เรือเอก วัชรชัย ชัยสิทธิเวช
พลเรือตรี สังวร สุวรรณชีพ
พันตรี โผน อินทรทัต

เหตุการณ์แก้ไข

ปรีดี พนมยงค์ อดีตนายกรัฐมนตรีที่หมดอำนาจไปหลังรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2490 ได้นำกองกำลังส่วนหนึ่งเล็ดลอดเข้าประเทศมาจากประเทศจีนร่วมกับคณะนายทหารเรือส่วนหนึ่ง เช่น พล.ร.ต.ทหาร ขำหิรัญ, พล.ร.ต.สังวร สุวรรณชีพ และอดีตเสรีไทยกลุ่มหนึ่ง เรียกตัวเองว่า "ขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์" นำกำลังยึดพระบรมมหาราชวังและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นกองบัญชาการในเวลาประมาณ 16.00 น. เรียกปฏิบัติการนี้ว่า "แผนช้างดำ-ช้างน้ำ" จากนั้นในเวลา 21.00 น. ประกาศถอดถอนรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม และนายทหารชั้นผู้ใหญ่หลายนาย และได้ประกาศแต่งตั้ง นายดิเรก ชัยนาม เป็นนายกรัฐมนตรีแทน และแต่งตั้ง พล.ร.ท. สินธุ์ กมลนาวิน เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด โดยที่ทั้งสองคนนี้ไม่มีส่วนรู้เห็นอันใดกับการกบฏครั้งนี้[1]

นายปรีดีที่หลบหนีออกประเทศไปตั้งแต่ พ.ศ. 2490 แอบเดินทางกลับมาโดยปลอมตัวเป็นทหารเรือและติดหนวดปลอมปะปนเข้ามาพร้อมกับกลุ่มกบฏ แต่มีผู้พบเห็นและจำได้[2] ส่วนฝ่ายรัฐบาลทราบล่วงหน้าว่าอาจมีเหตุเกิดขึ้นได้[3] เพราะจอมพล ป. ออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไว้ล่วงหน้าก่อนเกิดเหตุ 3 วัน[3]และมีพระบรมราชโองการประกาศสถานการณ์ต่อเนื่องจนถึงวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2492[4] รวมทั้งได้มีการฝึกซ้อมรบด้วยกระสุนจริงของทหารบกที่ตำบลทุ่งเชียงราก จังหวัดปทุมธานี ซึ่งมีการขนานนามว่า "การประลองยุทธ์ที่ตำบลทุ่งเชียงราก"[5]

จุดที่มีการปะทะกันระหว่างทหารบกฝ่ายรัฐบาล และทหารเรือฝ่ายกบฏ เช่น ถนนวิทยุ, ถนนพระราม 4, ถนนสาทร, สี่แยกราชประสงค์, ถนนเพชรบุรี, ประตูน้ำ ตลอดจนถึงทางรถไฟสายตะวันออกและสถานีรถไฟมักกะสัน มีการยิงกระสุนข้ามหลังคาบ้านผู้คนในละแวกนั้นไปมาเป็นตับ ๆ เนื่องจากทหารบกฝ่ายรัฐบาลได้ตั้งแนวป้องกันมิให้ทหารเรือฝ่ายกบฏล่วงล้ำเข้ามาในพระนครได้มากกว่านี้ มีผู้ได้บาดเจ็บล้มตายกันทั้ง 2 ฝ่าย[2] มีจำนวนผู้เสียชีวิต 10 ราย[6] เป็นทหารบก 4 นาย, ทหารเรือ 3 นาย และพลเรือนซึ่งเป็นประชาชนที่อาศัยอยู่ในอำเภอพญาไท 3 คน

ในระยะแรก ฝ่ายกบฏเหมือนจะเป็นฝ่ายได้ชัยชนะ เพราะสามารถยึดสถานที่สำคัญและจุดยุทธศาสตร์ไว้ได้หลายจุด แต่ตกค่ำวันนั้นเอง ทหารฝ่ายรัฐบาลก็ตั้งตัวติดและสามารถยึดจุดยุทธศาสตร์กลับคืนมาได้ อีกทั้งกองกำลังทหารเรือฝ่ายสนับสนุนกบฏจากฐานทัพเรือสัตหีบ ซึ่งกำลังหลักได้แก่ นาวิกโยธิน ก็ติดอยู่ที่ท่าน้ำบริเวณคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ เพราะน้ำลดขอดเกินกว่าปกติ แพขนานยนต์ไม่สามารถที่จะลำเลียงอาวุธและกำลังคนข้ามฟากไปได้[1] เมื่อน้ำขึ้นก็เป็นเวลาล่วงเข้ากลางคืน กองกำลังทั้งหมดมาถึงพระนครในเวลประมาณ 8.00 น.ของเช้าวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึงตอนนั้นฝ่ายกบฏก็เพลี่ยงพล้ำต่อรัฐบาลแล้ว ซึ่งตามแผนการนั้นจะต้องยึดจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ๆ ไว้ให้ได้ก่อนเวลา 24.00 น. ของคืนวันที่ 26 กุมภาพันธ์[7]

พลตรี สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นผู้อำนวยการปราบปราม มีการสู้รบกันในเขตพระนครอย่างหนักหน่วง โดย พล.ต.สฤษดิ์เป็นผู้ยิงปืนจากรถถังทำลายประตูวิเศษไชยศรีของพระบรมมหาราชวังพังทลายลง ในเวลาเช้ามืดของวันที่ 27 กุมภาพันธ์ จนในที่สุด เวลาเย็นของวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ทั้ง 2 ฝ่ายก็หยุดยิง เมื่อรัฐบาลสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้และปราบปรามฝ่ายกบฏได้สำเร็จ โดยผ่านการประสานของ พล.ร.ต.หลวงพลสินธวาณัติก์ นายปรีดี พนมยงค์ และ ร.อ.วัชรชัย ชัยสิทธิเวช รน. ซึ่งเป็นคนสนิทได้หลบหนีออกทางประตูเทวาภิรมย์ ด้านติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ด้วยเรือข้ามฟากของ พล.ร.ท.ผัน นาวาวิจิตร[7]

เหตุการณ์ภายหลังแก้ไข

หลังเหตุการณ์ครั้งนี้ รัฐบาลแถลงการณ์ว่า "เป็นการเข้าใจผิดกันระหว่างทหารบกและทหารเรือ" และอธิบายว่า "เป็นบุคคลแต่งตัวปลอมเป็นทหารเรือ มาร่วมก่อการจลาจลที่พระบรมมหาราชวัง"[7]

ในส่วนของปรีดีที่หลบหนีไปได้นั้น ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ภริยา ได้ขอความช่วยเหลือจากสุธิ โอบอ้อม ปลัดอำเภอพระโขนง ให้ปรีดีหลบซ่อนตัวอยู่ในบ้านร้างหลังหนึ่งซึ่งเป็นเคยฉางเกลือเก่าของบริษัท เกลือไทย เป็นบ้านร้างบนเนื้อที่กว่า 20 ไร่ ติดแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งธนบุรี บริเวณเชิงสะพานสาทรในปัจจุบัน โดยกบดานอยู่ 5 เดือน[7] และมีเศร้าโศกเสียใจมากกับเหตุการณ์ครั้งนี้ ถึงขนาดจะยิงตัวตาย เพราะมีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ แต่ได้ถูกท่านผู้หญิงพูนศุขห้ามไว้[1] และหลบหนีไปยังประเทศจีน ในวันที่ 6 สิงหาคม ปีเดียวกัน

ซึ่งหลังจากเหตุการณ์กบฏเกิดขึ้นและจบลงได้ไม่นาน ก็ได้มีการสังหารบุคคลสำคัญทางการเมืองลงหลายคน เช่น พ.ต.อ.บรรจงศักดิ์ ชีพเป็นสุข อดีตผู้บัญชาการตำรวจสันติบาลและ พ.ต.โผน อินทรทัต ผู้อำนวยการโรงงานยาสูบและอดีตเสรีไทย รวมทั้งการสังหาร 4 อดีตรัฐมนตรีที่ถนนพหลโยธิน กิโลเมตรที่ 14 คือ นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์, นายถวิล อุดล, นายจำลอง ดาวเรือง และนายทองเปลว ชลภูมิ ซึ่งเป็นนักการเมืองในสายของนายปรีดี พนมยงค์ เป็นต้น รัฐบาลได้ยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินในวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2492[8] [3][9][5]

ดูเพิ่มแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. 1.0 1.1 1.2 26 กุมภาพันธ์ 2492 กบฏวังหลวง, "ย้อนรอยประวัติศาสตร์รัฐประหารไทย". สารคดีทางดีเอ็นเอ็น: 20 พฤศจิกายน 2554
  2. 2.0 2.1 ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมชชีวลิขิต. กรุงเทพฯ : มูลนิธิ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช, พ.ศ. 2548. 261 หน้า. ISBN 9789749353509
  3. 3.0 3.1 3.2 วินทร์ เลียววาริณประชาธิปไตยบนเส้นขนาน. กรุงเทพฯ : ดอกหญ้า, พ.ศ. 2537. ISBN 974-8585-47-6
  4. มีพระราชโองการประกาศสถานการณ์ต่อเนื่อง
  5. 5.0 5.1 ประทีป สายเสนกบฏวังหลวง กับสถานะของปรีดี พนมยงค์. กรุงเทพฯ : ฐานบุ๊ค, พ.ศ. 2551. 125 หน้า. ISBN 9789747814934
  6. กบฎวังหลวง ฐานข้อมูลสถาบันพระปกเกล้า[ลิงก์เสีย]
  7. 7.0 7.1 7.2 7.3 หน้า 15, สนามรบ ณ แยกราชประสงค์ เมื่อ พ.ศ. 2492, "ภาพเก่าเล่าตำนาน" โดย พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก. มติชนปีที่ 42 ฉบับที่ 15149: วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2562
  8. รัฐบาลได้ยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉิน
  9. เพลิง ภูผา. ย้อนรอยขบวนการยึดอำนาจ ปฏิวัติเมืองไทย. กรุงเทพฯ : เครือเถา, พ.ศ. 2550. 232 หน้า. ISBN 978-974-8337-16-6